แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาสนาพุทธ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาสนาพุทธ แสดงบทความทั้งหมด

29 พ.ค. 2561

เหตุและผลของทุกเหตุการณ์



        因果 (อิน-กว่อ) ในภาษาจีนเป็นคำสำคัญคำหนึ่งของศาสนาพุทธ แปลความหมายตามตัวอักษรก็คือ เหตุ (因) และผล (果) แต่ที่มาของศัพท์คำนี้มาจากคำว่า กรรม ในภาษาสันสกฤต

        คำว่า "กรรม" นี้ใคร ๆ ก็รู้จัก ใคร ๆ ก็พูดได้ แต่ความหมายของมันมีน้อยคนที่เข้าใจอย่างแท้จริง

        ขณะที่คนกำลังทำกรรมหรือ "เหตุ" ต่าง ๆ ที่เป็นบาปอกุศล เขามักไม่รู้ถึงโทษอันร้ายแรงของมัน จนกระทั่ง "ผล" แห่งวิบากนั้นมาถึง เขาถึงได้รู้ตัวว่าเกิดเรื่องเลวร้าย และเพิ่งจะมาสำนึกเสียใจก็สายไปแล้ว

        คนทั่วไปเมื่อพบกับความผิดพลาดล้มเหลว มักจะโทษฟ้าโทษดิน โทษผู้อื่น ไม่พอใจผู้อื่น แต่เขากลับไม่รู้เลยว่า "ผลนั้นเกิดแต่เหตุ" จะต้องมีเหตุที่ผิดพลาดอย่างแน่นอน จึงนำมาสู่ผลอย่างนั้นได้ คนบนโลกมักมองเหตุการณ์ต่าง ๆ อยู่แค่ส่วนที่เป็นผลบั้นปลายเท่านั้น ไม่ได้สาวให้ลึกไปถึงต้นเหตุของมัน

        ตัวอย่างเช่น เด็กบางคนมักโทษพ่อแม่ว่าไม่รักไม่เอ็นดู แต่หารู้ไม่ว่าที่พ่อแม่ไม่รักนั้นเกิดจากเหตุที่พวกเขาเป็นเด็กเกเร พ่อแม่บางคนมักโทษว่าลูก ๆ ไม่กตัญญู แต่หารู้ไม่ว่าเหตุเพราะพ่อแม่ทำแต่เรื่องแย่ ๆ จึงทำให้ลูก ๆ แหนงหน่าย 

        ดังนั้น เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ถ้าไม่สืบสาวไปให้ถึงต้นตอแห่งเหตุแล้วจะเข้าใจความเป็นจริงของมันได้อย่างไร แล้วจะทำให้เกิดความยุติธรรมหรือความชอบธรรมได้อย่างไร

        ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า เหตุ ที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี้ก็คือ "กรรม" นั่นเอง ดังนั้น จะพูดอีกอย่างหนึ่งก็ได้ว่า เหตุการณ์ทุกอย่างบนโลกใบนี้ล้วนเกิดจากกรรมทั้งสิ้น ไม่มีอะไรบังเอิญ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นลอย ๆ

        คนหลายคนไม่เข้าใจเรื่องกรรมอย่างแท้จริงและมักจะเข้าใจผิดอยู่เสมอ เช่นบางคนกินมังสวิรัติ สวดมนต์เป็นประจำ เป็นคนมีเมตตาทำแต่กุศล แต่ทำไมยังเจอเหตุการณ์ร้ายอยู่อีก กฎแห่งกรรมหายไปไหน ทำไมไม่ส่งผลล่ะ แต่เขาไม่รู้เลยว่าในธนาคารแห่งกรรมของเขานั้นยังมีหนี้ค้างอยู่ แม้ว่าตอนนี้เขาจะเป็นคนดี ทำความดีแล้ว แต่หนี้ของเก่ายังไงก็ยังต้องใช้คืนอยู่ดี

        เช่นเดียวกัน มีบางคนทำบาปทำชั่วสารพัด ทั้งฆ่า ปล้นและสำส่อน แต่ก็ยังคงสามารถเสพสุขในลาภ ยศ สรรเสริญได้อย่างเต็มที่ ไหนล่ะกฎแห่งกรรม อันที่จริง เขายังมีเงินฝากอยู่ในธนาคารแห่งกรรมอยู่ แม้ว่าตอนนี้เขาจะทำชั่ว แต่เขาก็ยังมีสิทธิ์ใช้เงินฝากของเขาที่มีอยู่ก่อนได้ จึงสรุปว่า "กรรม" นั้นมีทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เกี่ยวเนื่องกันอยู่ในชาติก่อน ชาตินี้ และชาติหน้า

        ยามที่เราเห็นพืชพันธุ์ออกดอกออกผล ก็ย่อมเข้าใจได้ว่ามีคนหว่านเพาะมันไว้ก่อนแล้ว เช่นเดียวกัน เมื่อเราเห็นใครทำดีมีเมตตา ก็จะเข้าใจได้ว่าในอนาคตคนผู้นั้นจะต้องได้รับผลดีที่ทำไว้อย่างแน่นอน


ที่มา http://new.qq.com/omn/20180525/20180525A17B7J.html

26 พ.ค. 2561

ฆ่าความขุ่นข้องขัดเคือง แค่ความขอบคุณ



        สำนวนจีนมีคำกล่าวว่า "บุญคุณต้องทดแทน แค้นต้องชำระ" แต่คนส่วนใหญ่มักจะจดจำแต่บัญชีหนี้แค้น ไม่จดจำหนี้บุญคุณ คนที่จดจำบุญคุณของผู้อื่นได้มีน้อยกว่าคนที่จดจำความแค้น เป็นดั่งที่โบราณว่าไว้คือ "ใจมนุษย์นั้นตะกละยิ่งกว่างูกลืนช้าง" หากใครมาทำดีต่อเรานิดหน่อย เราก็อยากให้เขาทำให้เรามากขึ้นอีก หรือมีใครให้เรายืมเงินแล้ว เรากลับรู้สึกว่าไม่มากพอ และไปหาว่าเขาขี้เหนียวเสียอีก

        ถ้าเรามีความคิดแบบนี้ ก็เท่ากับเป็นคนไม่รู้จักความกตัญญู คิดแต่ว่าคนอื่นต้องให้อะไรแก่เรา ไม่เคยคิดจะตอบแทน แถมยังอยากได้อีกเรื่อย ๆ ไม่รู้จักพอ นอกจากจะชิงชังคนที่ไม่ยอมให้สิ่งดี ๆ แก่เราแล้ว ยังไม่พอใจคนที่เคยช่วยเหลือเราอีกด้วย หาได้มีความรู้สึกถึงความขอบคุณเลย ผู้ที่มีจิตใจแบบนี้ส่วนใหญ่มักจะคิดว่า คนอื่นมาทำดีกับเรานั้นก็สมควรอยู่แล้ว พ่อ แม่ พี่ น้องทำดีกับเรานั้นก็ถูกต้องแล้ว หรืออาจจะคิดไปถึงขั้นที่ว่าคนเขามาช่วยเรา เขาก็จะได้ความสุขไปด้วย ดังนั้นเขาทำดีกับเราก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่ถ้าคนอื่นเริ่มไม่ดีกับเราแม้เล็กน้อย เราก็จะเกิดความไม่พอใจขึ้นมาทันที

        ผู้ที่ไม่รู้จักมีใจกตัญญู ไม่ว่าพบกับใครหรือพบกับเหตุการณ์อะไรก็มีแต่ความชิงชัง ความไม่พอใจ วันที่ท้องฟ้าแจ่มใสก็จะบ่นว่า "แดดแรงขนาดนี้ ร้อนจะแย่แล้ว ทำไมฝนไม่ตกลงมาบ้างนะ" พอเป็นวันที่ฝนตกก็บ่นอีกว่า "หนาวไปแล้ว ทำไมไม่มีแดดบ้างนะ" ต่อให้อากาศสดใสดีตลอดทั้งปี ก็ยังบ่นได้อีกว่าไม่มีฤดูกาลบ้างเลย คนแบบนี้ไม่เคยพอใจอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นดินฟ้าอากาศ สิ่งแวดล้อม ผู้คน ราวกับว่าบนโลกใบนี้ไม่มีใครหรือเรื่องใดเลยที่เขาควรจะรู้สึกขอบคุณ เขาจึงจมอยู่แต่กับอารมณ์ที่ไม่พอใจ

        ดังนี้ ผู้ที่ไม่รู้จักความขอบคุณจะไม่มีวันรู้สึกพอ จะมีความไม่พอใจผู้อื่นอยู่ตลอดไป ด้วยเหตุนี้ เราจึงควรพยายามอย่าให้ความรู้สึกไม่พอใจแบบนี้เกิดขึ้นในจิตใจ ถ้ามันมีเกิดขึ้นก็ต้องรีบหาทางสลายมันทิ้งไปเสีย อย่าปล่อยให้มันก่อผลเสียหายต่อความสงบในใจของเราได้

        วิธีสลายความไม่พอใจหรือความขัดเคืองที่ดีที่สุดคือ การมองผู้คนหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ด้วยมุมมองของความรู้สึกขอบคุณให้มาก ๆ ชีวิตเราไม่สามารถอยู่ได้โดยลำพัง ดังนั้น การมีชีวิตอยู่บนโลก แม้แต่ข้าวสักหนึ่งก้อน น้ำสักหนึ่งคำ กระทั่งอากาศที่เราหายใจสักหนึ่งลมเข้าออก ก็ควรต้องรู้สึกขอบคุณ ทำได้อย่างนี้แล้วความรู้สึกไม่พอใจก็จะลดลงหรือสลายไปได้

        คนผู้หนึ่งจะรู้สึกพอหรือไม่ เป็นสุขหรือไม่ หาได้ขึ้นอยู่กับว่าเขามีเท่าไร หรือผู้อื่นปฏิบัติต่อเขาอย่างไร สิ่งสำคัญอยู่ที่ใจของเขาและมุมมองที่เขามีต่อสิ่งต่าง ๆ พระพุทธเจ้าตรัสว่า "มโนปุพพังคมา ธัมมา มโนเสฎฐา มโนมยา" ใจเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง ใจเป็นใหญ่ ใจประเสริฐที่สุด ทุกสิ่งสำเร็จได้ด้วยใจ หากเราสามารถรู้สึกขอบคุณต่อสิ่งต่าง ๆ ได้ มีใจที่รู้พอ ก็จะรู้สึกผาสุกกับชีวิตได้ ต่อให้ไม่มีอะไรเลย แต่ก็พอใจในน้ำทุกคำที่ได้ดื่ม ข้าวทุกก้อนที่ได้กลืน อากาศทุกลมเข้าออกที่ได้หายใจ หากรู้สึกขอบคุณต่อสิ่งเหล่านี้ได้ ก็สามารถอยู่บนโลกนี้อย่างมีความสุขได้ทุกวัน


ที่มา http://new.qq.com/omn/20180524/20180524B0YQGM.html
โดย 法侣 (สหายธรรม)

31 ต.ค. 2560

มักน้อย ใจพอ อิสรภาพ เสมอภาค


        ถามว่าทำอย่างไรจึงจะมีความสุข? พระพุทธเจ้าได้บอกเราไว้แล้วว่า ต้องมักน้อยและปล่อยวาง ต้องลดความยึดติดในความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ส่วนการปล่อยวางก็คือปล่อยให้เป็นไปตามธรรม แล้วเราก็จะได้อิสรภาพทั้งทางกายและใจ ดังนั้น ที่เราถาม ๆ กันว่า เป้าหมายของการปฏิบัติธรรมคืออะไร? ก็คืออิสรภาพ ความหลุดพ้นก็เห็นได้จากอิสรภาพนี้แหละ เมื่อเราไม่ถูกผูกมัดด้วยกิเลส (เหตุแห่งความเศร้าหมอง) เราก็ถึงความหลุดพ้น เราก็ได้รับอิสรภาพใช่มั้ยล่ะ

        แล้วอิสรภาพมันเป็นอย่างไรน่ะหรือ มีอยู่สองอย่าง คือกายกับใจ ชีวิตทุกคนบนโลกต้องมีสองอย่างนี้ ถ้าร่างกายของเราไม่มีโรค ถือว่ามีบุญบารมีมาก ร่างกายจึงมีอิสรภาพ และถ้าใจของเราไม่มีกิเลสครอบงำ ใจก็มีอิสรภาพ อิสรภาพทางร่างกายเกิดจากผลแห่งกุศลที่ได้ทำมา อิสรภาพทางใจเกิดจากความไม่มีกิเลสและความมีปัญญา เรามาปฏิบัติธรรมกันก็หวังว่า เมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ร่างกายจะไม่ต้องเจ็บป่วยทุกข์ทรมาน จิตใจจะไม่ต้องมีความโลภอยากได้นั่นได้นี่อีก การที่ร่างกายไม่มีความเจ็บป่วยก็คืออิสรภาพทางกาย จิตใจไม่มีความโลภก็คืออิสรภาพทางใจ นี่คือเป้าหมายของการปฏิบัติธรรม

        ดังนั้น ตามที่ได้บรรยายไปแล้วนี้ ความมักน้อยจึงสำคัญเพราะเป็นหลักประกันของความสุขได้ ทุกวันนี้ทำไมครอบครัวหลาย ๆ ครอบครัวจึงไม่มีความสุข จริง ๆ ก็เกิดจากคนในครอบครัวมีความอยากที่มากเกินไปนั่นแหละ มีคนจำนวนมากที่ออกไปดิ้นรนทำงานทำการอยู่นอกบ้านใช่มั้ย ผู้ชายออกไปทำงานหาเงินก็แล้ว ผู้หญิงก็ออกไปทำงานหาเงินด้วยเหมือนกัน เลยไม่มีคนอยู่ดูแลอบรมลูกที่บ้าน ไม่มีคนเลี้ยงดู ต่อไปก็จะกลายเป็นปัญหาสังคม เราจะหาเงินมากมายไปทำไมกัน ออกไปกินดื่มสังสรรค์อยู่นอกบ้านทั้งวัน ต้องไปออกงานสังคมต่าง ๆ จนไม่มีคนดูแลเรื่องในบ้าน ทั้งผู้ชายผู้หญิงก็ออกไปทำงานกันหมด ลูกก็ไม่มีคนใส่ใจดูแล คำโบราณของจีนที่ว่า "ช่วยสามีอบรมสั่งสอนบุตร" นั้นเป็นแนวคิดอย่างไร ผู้ชายออกไปทำงานนอกบ้าน ผู้หญิงอยู่บ้านต้องดูแลลูกให้ดี เรื่องนี้ก็เป็นคุณประโยชน์ต่อสังคมที่สำคัญอย่างหนึ่งเหมือนกัน ถ้าเราอบรมสั่งสอนลูกดี ปลูกฝังสิ่งดีให้ลูกได้ ต่อไปเราก็จะไม่มีปัญหา แต่ถ้ามัวแต่ทำงานหาเงินอยู่ข้างนอก แม้ได้เงินทองมากองเต็มบ้าน แต่ลูกอยู่บ้านเสพยา เหมือนลูกของดาราบางคนนั่นแหละ ติดยาเสพติดไปแล้ว เป็นเรื่องน่าเศร้าจริง ๆ บ้านเขามีพร้อมทุกอย่าง แต่ลูกติดยา มันน่าเศร้ามั้ยล่ะ ดังนั้น เราจึงต้องดูแลอบรมลูกให้ดี เรื่องนี้เราต้องยอมสละเวลาจึงจะทำสำเร็จได้ ไม่ใช่ว่าจะออกไปทำงานพร้อมกันทีเดียวทั้งสองคน

        สมัยนี้เราส่งเสริมเรื่องความเสมอภาคกัน ในแง่ของการให้เกียรติกันเราพูดได้ว่าชายหญิงเสมอภาคกัน ในแง่ความเป็นมนุษย์ก็เสมอภาคเช่นกัน แต่ในด้านบทบาทหน้าที่ตามความเป็นจริงแล้ว ชายและหญิงจะทำหน้าที่อย่างเดียวกันเลยหรือไม่ เช่นของหนักห้าสิบกิโลกรัมให้ผู้ชายไปยกยังพอได้ แต่ถ้าให้ผู้หญิงไปยก มันไม่ไหว ใช่มั้ย? หรือการคลอดลูก จะให้ผู้ชายทำบ้าง มันทำได้หรือ? อันนี้มันไม่เสมอภาคแล้ว มีแต่ผู้หญิงที่คลอดลูกได้ ถูกมั้ย ดังนั้น เราจึงบอกว่าในครอบครัว ให้แม่ต้องอยู่บ้านอบรมเลี้ยงดูลูกให้ดี งานนี้ก็เป็นการทำประโยชน์แก่สังคมได้เหมือนกับผู้ชายที่ออกไปทำงานนอกบ้าน มีคุณค่าเสมอภาคกัน แต่สมัยนี้ที่เราบอกว่าส่งเสริมความเสมอภาคกันนั้น กลับไปเข้าใจเรื่องนี้กันอย่างผิด ๆ ให้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงออกไปทำงานหาเงินกันทั้งคู่ แต่ละคนก็ต้องไปออกงานพบปะสังสรรค์ทั้งวี่ทั้งวันจนไม่ได้กลับบ้านกลับช่อง ลูกที่อยู่บ้านไม่มีคนดูแลเลย ถ้าเป็นอย่างนี้รับรองว่าสังคมมีปัญหาแน่

        อาตมาเคยไปเห็นมาในต่างประเทศ ชีวิตพวกเขาไม่เหมือนอย่างพวกเราในจีนเท่าไร พวกเขาดูสบาย ๆ และมีอิสระมาก เวลาทำงานก็คือทำงาน แต่นอกเวลางานแล้วต่อให้มีลูกค้ามาเท่าไรเขาก็ไม่รับ จึงมีบางคนพอไปถึงโรงแรมในต่างประเทศ บางโรงแรมพอถึงสองทุ่มก็ไม่มีพนักงานอยู่เวรแล้ว ถ้าเราไปถึงโรงแรมหลังสองทุ่มก็เข้าพักไม่ได้ แต่ที่เมืองจีนของเรานี่ ขอให้มีลูกค้ามาเถอะ จะกี่โมงกี่ยาม ไม่ต้องหลับไม่ต้องนอนก็ยังจะรับอยู่ ใช่มั้ย? นี่ก็เป็นความอยากอย่างหนึ่งเหมือนกัน มันจึงนำมาซึ่งทุกข์ยังไงล่ะ


โดย 本源法师
ที่มา http://foxue.qq.com/a/20171027/024433.htm

29 ต.ค. 2560

ทำไมเราจึงวิตกกังวลกับอนาคตอยู่เสมอ



        ทุกครั้งที่เราจะเดินทางหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง เรามักจะกังวลว่าสภาพอากาศจะแย่หรือไม่ กังวลว่าวันพรุ่งนี้ฝนจะตกหรือไม่ ความกังวลใจในทำนองนี้มักเกิดขึ้นบ่อย ๆ แม้ในเรื่องอื่น ๆ ด้วย 

        ตัวอย่างเช่น เป็นห่วงว่าราคาสินค้าจะแพงขึ้น จึงต้องซื้อของตุนไว้ เป็นห่วงสุขภาพร่างกายของตนเอง จึงต้องกินยาบำรุงหรืออาหารเสริมหลายอย่าง เป็นห่วงอนาคตของลูก ๆ จึงต้องสะสมทรัพย์สินเงินทองไว้มาก ๆ 

        แม้แต่พฤติกรรมที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องดี ก็ยังมีที่มาจากฐานจิตที่มีความวิตกกังวล อย่างเช่นบางคนชอบแต่งหน้า เสริมความงาม หรือไปทำศัลยกรรม ก็เกิดจากความกังวลใจว่าตนเองยังสวยไม่พอ

        อันที่จริง เราทุกคนต่างก็แก่ตัวลงไปเรื่อย ๆ เส้นผมจะหงอกขาว ฟันฟางจะหลุดร่วงหมดปาก ผิวหน้าจะเต็มไปด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่น ความกังวลใจอันไม่จำเป็นต่อสิ่งเหล่านี้จะทำให้เราคิดวิตกอยู่เสมอ และสูญเสียความสามารถในการพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริงของมันไป

        ในเรื่องนี้ เราลองมาดูกันว่าพระพุทธเจ้าได้เปิดเผยอะไรให้เราได้รู้บ้าง 

        ครั้งนั้นมีพราหมณ์ผู้เศร้าโศกผู้หนึ่งมาขอพบพระพุทธเจ้าถึงที่ประทับ เหตุเพราะบุตรสาวอายุเพียง ๑๔ ปีของเขาได้เสียชีวิตด้วยโรคร้ายอย่างกะทันหัน เคราะห์ซ้ำกรรมซัด พืชผลที่เขาเก็บไว้สำหรับครอบครัวก็ถูกไฟไหม้เสียหายจนหมดเกลี้ยง

        พราหมณ์ได้รับความทุกข์ร้อนจากเรื่องนี้เป็นอันมาก ทั้งโศกเศร้าและสับสน ถึงขั้นที่จะเสียสติสัมปชัญญะอยู่แล้ว แต่เขาเคยได้ยินมาว่าพระพุทธองค์สามารถแก้ไขความโศกและขจัดความกังวลใจได้ จึงตั้งใจไปขอพบพระพุทธเจ้าให้ช่วย 

        "ลูกสาวสุดที่รักของข้าพเจ้าได้จากโลกนี้ไปอย่างกะทันหันด้วยโรคร้ายแรง ข้าพเจ้าไม่อาจระงับความโศกเศร้าเสียใจของตนไว้ได้ หวังว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าจะเมตตาให้คำแนะนำแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด"

        พระพุทธองค์ทรงชี้แนะว่า "ทุกชีวิตล้วนต้องดับสูญ ผู้ที่อยู่สูงย่อมมีวันตกต่ำ มีพบพานย่อมมีพลัดพราก มีเกิดก็ต้องมีตาย" พราหมณ์ได้ฟังดังนั้นก็เกิดความซาบซึ้งในธรรม และคลายออกจากความทุกข์ระทมที่ลูกสาวเสียชีวิตได้ในตอนนั้นเอง


        ทุกครั้งที่เราเกิดมีความทุกข์ร้อนกังวลใจ เราควรถามตัวเองดูว่า ทำไมจึงเกิดความทุกข์กังวลเหล่านี้ขึ้น ความทุกข์กังวลเหล่านี้มันเกิดขึ้นจริง ๆ หรือ?

        อันที่จริง ความกังวลใจต่อวันพรุ่งนี้ มักจะเกิดจากการที่เราไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริงซึ่งไม่อาจได้ดังใจของเราเสมอไป หรือเราเอาแต่คิดว่าจะอยู่ในสภาพที่เป็นสุขและปลอดภัยไปตลอดกาล 

        หากเราหวังพึ่งเอาความสุขที่ต้องอาศัยแต่เหตุปัจจัยภายนอก หรือต้องเติมเต็มความต้องการบางอย่างให้ได้ดั่งใจเสมอไป เราก็จะไม่พ้นที่จะต้องเป็นทุกข์อยู่เสมอนั่นเอง เพราะเหตุปัจจัยภายนอกล้วนแปรเปลี่ยนเป็นอนิจจัง เช่น สภาพอากาศ เดี๋ยวก็แจ่มใสไม่มีเมฆเลย เดี๋ยวก็มีเมฆดำปกคลุมมืดดำ เดี๋ยวก็ฝนฟ้าคะนองอย่างหนัก

        เหตุปัจจัยภายนอกที่แปรเปลี่ยนแบบนี้เราไม่สามารถจะควบคุมอะไรได้เลย และการคาดหวังให้ปัจจัยภายนอกเป็นไปตามความต้องการของเรานั้น เรื่องแบบนี้มักไม่ค่อยจะเป็นจริงดังที่หวังมากนักหรอก มีเรื่องเล่าของพระอาจารย์หงอี (弘一大师) อยู่เรื่องหนึ่ง อาจจะช่วยให้เราเข้าใจประเด็นนี้ได้ดีขึ้น

        ครั้งหนึ่งพระอาจารย์ได้เดินทางไปถึงวัดแห่งหนึ่ง ผู้ดูแลต้อนรับของวัดต้องการจะทดสอบภูมิธรรมของพระอาจารย์ จึงทำอาหารมื้อแรกให้อย่างเค็มเป็นพิเศษ

        หลังจากฉันอาหารเสร็จแล้ว ผู้ดูแลได้ถามพระอาจารย์ว่ารสชาติอาหารเป็นอย่างไร พระอาจารย์ก็ตอบว่า มีรสเค็มในความเค็ม

        วันต่อมา ผู้ดูแลเจตนาใส่เกลือให้น้อย ๆ ปรุงอาหารรสจืดเป็นพิเศษ แล้วเขาก็ถามพระอาจารย์อีกว่ารสชาติของอาหารเป็นอย่างไร พระอาจารย์ตอบว่า มีรสจืดในความจืด

        ด้วยเหตุนั้น ผู้ดูแลจึงยอมรับในภูมิธรรมของพระอาจารย์ด้วยความนับถือจริง ๆ เพราะไม่ว่าอาหารจะเค็มหรือจืด พระอาจารย์ก็รับรู้มันด้วยจิตอันเป็นปกติ จิตที่ตั้งมั่นอยู่ในความสงบและผ่องใสอยู่เสมอ


        แทนที่จะวิตกกังวลต่อเรื่องในอนาคต สู้เอาสติปัญญามาคิดเรื่องที่เราทำได้ในปัจจุบันดีกว่า โลกนี้ไม่มีแม่น้ำสายใดที่ไม่คดเคี้ยว และไม่มีเส้นทางสายใดที่จะราบรื่นตลอดไป

        เส้นทางชีวิตของแต่ละคนต้องพบกับปัญหาหรือความยากลำบากต่าง ๆ เป็นธรรมดา เมื่อพบแล้วก็หาทางแก้ไข เราควรจะเชื่อถือในตัวเราเอง และกล้าที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาในความเป็นจริง ทำได้แบบนี้ชีวิตของเราก็จะมีแต่ความผาสุก



        แทนที่จะเป็นห่วงว่าพรุ่งนี้ฝนจะตกหรือไม่ สู้เรียนรู้ที่จะชื่นชมกับชีวิตในสายฝนอย่างสุขสงบดีกว่า ก้าวย่างแต่ละก้าวในปัจจุบันให้ดีที่สุดดีกว่า


เขียนโดย 学诚法师
ที่มา http://foxue.qq.com/a/20171026/025092.htm

27 ต.ค. 2560

การกินหรือไม่กินเนื้อสัตว์กับพุทธ



"ช่วงเทศกาลกินเจ เป็นช่วงเวลาที่คนจำนวนมากนัดกันหยุดกินเนื้อสัตว์ โดยหันมากินพืชแทน สัตว์จำนวนมากจึงไม่ถูกฆ่าตายในช่วงเวลานี้ เทศกาลกินเจจึงมีส่วนช่วยให้สัตว์รอดตายเป็นจำนวนมาก การช่วยให้สัตว์รอดตาย โดยไม่ถูกคนฆ่าด้วยวิธีการต่าง ๆ หรือด้วยสาเหตุต่าง ๆ เป็นภาระหน้าที่อันควรของพระพุทธเจ้าและพุทธบริษัทหรือไม่ หาคำตอบได้ในคำตรัสของพระพุทธเจ้าที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าสัตว์หรือไม่ฆ่าสัตว์ การกินเนื้อสัตว์หรือไม่กินเนื้อสัตว์ ในพระไตรปิฎก ..."

        เรื่องการกินหรือไม่กินเนื้อสัตว์กับชาวพุทธ โดยเฉพาะในเมืองไทย คงจะมีการถกกันมาแล้วไม่น้อย เอาเฉพาะที่ผมเองซึ่งเพิ่งเริ่มศึกษาและปฏิบัติมาได้ไม่นานนักก็เคยได้อ่านได้เห็นมาบ้างพอสมควร โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าสัจจะในเรื่องนี้มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น แต่ความเห็นและความเชื่อของคนในสังคม โดยเฉพาะสังคมชาวพุทธในประเทศไทย ยังคงมีความแตกต่างกันไปตามทิฏฐิของแต่ละหมู่คณะ ในที่นี้ผมไม่ได้มีเจตนาจะมาชักชวนหรือโน้มน้าวให้ผู้อ่านมากินมังสวิรัติกันทั้งหมด เพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลอีกทางหนึ่ง เพื่อให้ผู้ที่สนใจแสวงหาความจริงได้มีโอกาสรับรู้และนำไปพิจารณาด้วยตนเองบ้างเท่านั้น

        ข้อมูลที่ผมนำมาเสนอในบทความนี้มาจากหนังสือที่ชื่อว่า "การกินหรือไม่กินเนื้อสัตว์กับพุทธ" เขียนโดย ดร. ใจเพชร กล้าจน หรือ หมอเขียว โดยผมจะยกเอามาเพียงบางส่วนบางตอนที่มีประเด็นน่าสนใจสำหรับผู้อ่านที่อยู่ในความนึกคิดของผม ส่วนท่านที่สนใจเนื้อหาเต็ม ๆ อยากได้หนังสือเล่มนี้ สามารถหาซื้อได้ที่สวนป่านาบุญตามภาคต่าง ๆ ในเครือข่ายของศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง หรือติดต่อผมทางบล็อกนี้หรือทางเฟสบุคก็ได้ ถ้าอยู่ในวิสัยที่จัดหาให้ได้ผมจะช่วยจัดส่งไปให้เองครับ


        ศีลข้อ ๑ ...หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่

"จุลศีล ข้อ ๑. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางศาสตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ข้อนี้เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง

การไม่กินเนื้อสัตว์ที่ถูกเจาะจงฆ่า เป็นการไม่ฆ่าสัตว์ เพราะทำให้สัตว์นั้นไม่ถูกฆ่า เป็นการช่วยลดการฆ่าสัตว์ เป็นการวางวิธีการและอาวุธที่ทำให้สัตว์ได้รับโทษทุกข์ เป็นการสร้างความละอายต่อบาป เป็นการสร้างความเอ็นดูเมตตาปรารถนาดีต่อสัตว์ เป็นการลงมือกระทำให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง คนอื่นและสัตว์อื่น

ส่วนการกินเนื้อสัตว์ที่ถูกเจาะจงฆ่า เป็นการฆ่าสัตว์ เพราะทำให้สัตว์นั้นถูกฆ่า เป็นการเพิ่มการฆ่าสัตว์ เป็นการทำให้เกิดวิธีการและอาวุธที่ทำให้สัตว์ได้รับโทษทุกข์ เป็นการสร้างความไม่ละอายต่อบาป เป็นการสร้างความอำมหิต โหดร้ายปรารถนาร้ายต่อสัตว์ เป็นการลงมือกระทำให้เกิดโทษต่อตนเอง คนอื่นและสัตว์อื่น

ประเด็นเรื่องการกินหรือไม่กินเนื้อสัตว์ การไม่ฆ่าสัตว์ด้วยตนเองและการไม่กินเนื้อสัตว์ที่ถูกเจาะจงฆ่า จึงเป็นการปฏิบัติศีลที่สมบูรณ์ ส่วนการไม่ฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง แต่ยังกินเนื้อสัตว์ที่ถูกเจาะจงฆ่า จึงเป็นการปฏิบัติศีลที่ไม่สมบูรณ์"

        จุลศีลข้อ ๑ นี้เป็นศีลข้อแรกที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติ มีข้อความเต็ม ๆ ในพระไตรปิฎกตามที่ได้อ้างมาข้างต้น ซึ่งไม่ได้มีสั้น ๆ แค่ว่าห้ามฆ่าสัตว์เท่านั้น แต่ยังต้องละต้องวางเครื่องมือหรือเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้สัตว์ตายด้วย รวมทั้งต้องเห็นแก่ประโยชน์ของสัตว์ทั้งหลายด้วย ...มันจึงน่าคิดอยู่นะครับว่าพระสมณโคดมทรงมีเจตนารมณ์อย่างไรในการบัญญัติศีลข้อนี้ขึ้นมา และการกินกับการไม่กินเนื้อสัตว์ อย่างไหนจะเป็นประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลายมากกว่ากัน

       การค้าขายที่ผิด

"พระไตรปิฎกเล่ม ๒๒ "วณิชชสูตร" ข้อ ๑๗๗ มิจฉาวณิชชา ๕ คือการค้าขายที่ผิด ชาวพุทธไม่พึงกระทำ "...ค้าขายสัตว์เป็น (สัตตวณิชชา) ค้าขายเนื้อสัตว์ (มังสวณิชชา) ...

จะเห็นได้ว่า เมื่อมรรคมีองค์ ๘ ทางเอกสายเดียวที่พาพ้นทุกข์นั้น ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เลี้ยงสัตว์ ไม่ขายสัตว์เป็น ไม่ขายเนื้อสัตว์ และไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์ทั้งปวง ดังนั้น อาหารปกติของชาวพุทธจึงคือพืชไม่ใช่เนื้อสัตว์"

        นอกจากจะห้ามการฆ่าสัตว์แล้ว พระพุทธเจ้ายังให้ละเว้นการขายสัตว์เป็นและเนื้อสัตว์ด้วย หากว่าคนส่วนใหญ่มีความเคารพต่อพระพุทธเจ้ากันจริง ๆ แล้ว ท่านว่าการค้าของผู้ที่ขายเนื้อสัตว์อยู่ควรจะเป็นอย่างไร และการกินหรือไม่กินเนื้อสัตว์น่าจะเกี่ยวข้องกับการอุดหนุนการค้าขายเนื้อสัตว์หรือไม่

        หยุดกินเนื้อสัตว์ ลดโรค

"วิถีชีวิตแต่เดิมก่อนมาเป็นจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ของชาวแพทย์วิถีธรรม ๓๐๐ คน ส่วนใหญ่รับประทานเนื้อสัตว์ ส่วนใหญ่ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม มีความเจ็บป่วยด้วยโรคหรืออาการไม่สบายต่าง ๆ และใช้วิธีการรักษาแผนต่าง ๆ เมื่อหยุดกินเนื้อสัตว์ที่ถูกเจาะจงฆ่าหรือกินเนื้อสัตว์น้อยลง กินอาหารให้ถูกสมดุลร้อนเย็น และดูแลสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรมข้ออื่น ๆ ต่อเนื่องกัน ๓ ปีขึ้นไป พบว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม อาการเจ็บป่วยด้วยโรคหรืออาการไม่สบายต่าง ๆ ลดน้อยลงถึงขั้นที่ไม่ต้องใช้วิธีการรักษาแผนอื่นเลย มีเพียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ที่ยังมีความเจ็บป่วยบางอย่างต้องใช้การรักษาแผนอื่น ๆ ร่วมเป็นบางคราว

ในขณะที่ประชากรไทยทั่วไป รวมทั้งประชากรในโลก ส่วนใหญ่ที่กินเนื้อสัตว์ที่ถูกเจาะจงฆ่าอยู่ เมื่ออายุ ๔๐ ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่อัตราความเสี่ยงต่อการเป็นโรค โดยเฉพาะ ๕ โรคเด่นคือ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ปัญหาหลอดเลือดสมองไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ และมะเร็ง รวมทั้งเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่ออื่น ๆ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น"

        ผมเองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้หยุดกินเนื้อสัตว์มาประมาณหนึ่งปีแล้ว และพยายามปฏิบัติตามหลักของแพทย์วิถีธรรมข้ออื่น ๆ อยู่ด้วย พบว่าตัวเองมีสุขภาพดีขึ้น อาการเจ็บป่วยหรือความไม่สบายต่าง ๆ ลดน้อยลง และไม่เคยต้องไปหาหมอหรือกินยาแผนปัจจุบันอีกเลย ถ้าท่านสงสัยว่าข้อมูลนี้จะเชื่อได้หรือไม่ ก็น่าจะลองพิสูจน์ด้วยตัวเองดูนะครับ

        คนกินเนื้อคนเป็นอาหาร

"ถ้ามีคนกินคนเป็นอาหาร แต่อ้างว่าตัวเองถือศีล จึงไม่ฆ่าคน แต่ถ้ามีใครเอาเนื้อคนมาขายหรือให้ฟรี ก็ซื้อหรือรับมาฟรี ๆ จากพฤติกรรมดังกล่าวของคนที่กินคน ๆ นั้น ได้เป็นแรงจูงใจให้คนที่อยากได้เงินจากคน ๆ นั้น หรือศรัทธาหรือสงสารคนที่กินคน ๆ นั้น จึงไปฆ่าคนมาขายหรือมาให้คนที่กินคน ๆ นั้น ดังนั้น คนที่กินคน ๆ นั้นย่อมมีส่วนเกี่ยวข้อง เป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้คนที่ถูกนำมาเป็นอาหารนั้นถูกฆ่า ย่อมเข้ากับสภาพที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "...ผู้ใดปรารถนาความสุขเพื่อตนด้วยการเข้าไปตั้งความทุกข์ไว้ในผู้อื่น ผู้นั้นระคนแล้วด้วยความเกี่ยวข้องด้วยเวร ย่อมไม่พ้นไปจากเวร" (พระไตรปิฎกเล่ม ๒๕ ข้อ ๓๑) นัยยะเดียวกันกับการที่ผู้ใดยังกินเนื้อสัตว์ที่ถูกเจาะจงฆ่าอยู่ก็ย่อมเป็นต้นเหตุสำคัญให้สัตว์ถูกฆ่า"

        ลองคิดดูว่าถ้ามีคนที่กินเนื้อคนอาศัยอยู่ในตำบลของเรา แถมคน ๆ นั้นยังได้รับความนับถือจากคนอีกหลาย ๆ คนในตำบลเดียวกันด้วย แค่คิดก็รู้สึกสยดสยองมากแล้ว ...หากว่าเนื้อของญาติท่านถูกคน ๆ นั้นกิน เหตุเพราะญาติของท่านถูกฆ่าตาย ไม่ว่าผู้ที่ฆ่าญาติของท่านจะมีเจตนาเจาะจงเอาเนื้อนั้นไปให้คนกินหรือไม่ก็ตาม ท่านจะคิดจองเวรกับผู้ที่กินเนื้อญาติของท่านด้วยหรือไม่ แล้วพวกสัตว์อื่น ๆ ล่ะ ท่านคิดว่าพวกมันจะผูกเวรกับคนที่กินเนื้อพวกมันหรือญาติ ๆ ของพวกมันบ้างมั้ย

        ชักชวนผู้อื่นไม่ให้ฆ่าด้วย

"พระไตรปิฎกเล่ม ๑๙ เวฬุทวารสูตร ว่าด้วยธรรมปริยายอันควรน้อมเข้ามาในตน ข้อ ๑๔๕๙ "ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ธรรมปริยายที่ควรน้อมเข้ามาในตนเป็นไฉน? อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราอยากเป็นอยู่ ไม่อยากตาย รักสุข เกลียดทุกข์ ผู้ใดจะปลง (ฆ่า) เรา ผู้อยากเป็นอยู่ ไม่อยากตาย รักสุข เกลียดทุกข์ เสียจากชีวิต ข้อนั้นไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา อนึ่ง เราพึงปลง (ฆ่า) คนอื่น ผู้อยากเป็นอยู่ ไม่อยากตาย รักสุข เกลียดทุกข์ เสียจากชีวิต ข้อนั้นก็ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจแม้ของคนอื่น ธรรมข้อใด ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ธรรมข้อนั้น ก็ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจแม้ของผู้อื่น ธรรมข้อใด ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา เราจะพึงประกอบผู้อื่นไว้ด้วยธรรมข้อนั้นอย่างไร? อริยสาวกนั้น พิจารณาเห็นดังนั้นแล้ว ตนเองย่อมงดเว้นจากปาณาติบาตด้วย ชักชวนผู้อื่นเพื่องดเว้นจากปาณาติบาตด้วย กล่าวสรรเสริญคุณแห่งการงดเว้นปาณาติบาตด้วย กายสมาจารของอริยสาวกนั้น ย่อมบริสุทธิ์โดยส่วนสามอย่างนี้"

        ท่านคิดว่าการกินเนื้อสัตว์อยู่เป็นการชักชวนผู้อื่นเพื่องดเว้นจากการฆ่าหรือไม่ เป็นการสรรเสริญคุณแห่งการงดเว้นจากการฆ่าหรือไม่ คนที่ยังกินเนื้อสัตว์อยู่จะสามารถกล่าวสรรเสริญคุณแห่งการไม่ฆ่า และชักชวนคนอื่น ๆ ไม่ให้ฆ่าได้สำเร็จหรือไม่ 

        ปวัตตมังสะและอุทิศมังสะ

"ปวัตตมังสะ ที่ถูกสภาวธรรมตามที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ซึ่งสอดคล้องกับคำตรัสของพระพุทธเจ้าทุกสูตร และเมื่อปฏิบัติถูกตรงตามธรรมแล้วเกิดอรรถ (ประโยชน์) ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสให้ตรวจสอบอรรถด้วยอรรถ พยัญชนะด้วยพยัญชนะ (ที.ปา. ๑๑/๑๐๘) ควรแปลว่า "เนื้อที่เป็นไปแล้ว, เนื้อที่ดำเนินไปตามปกติ เนื้อที่มีอยู่แล้ว คือเนื้อสัตว์ที่ตายเอง หรือเดนสัตว์ทั่ว ๆ ไปซึ่งเกิดจากสัตว์ฆ่าสัตว์กินกันเองตามวิบากของเขาแล้วเหลือเดนทิ้ง, ไม่ใช่สัตว์ที่เป็นโรคตาย (จึงจะสอดคล้องกับจัตตาริสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสให้บริโภคอาหารที่ไม่มีโทษ), ไม่ใช่สัตว์ที่ถูกคนเจาะจงฆ่า (การเจาะจงฆ่าสัตว์เป็นบาป)" ตรงกันข้ามกับอุทิศมังสะ (อุทิศ แปลว่า เจาะจง, มังสะ แปลว่า เนื้อ) อุทิศมังสะ จึงควรแปลว่า "เนื้อของสัตว์ที่ถูกคนเจาะจงฆ่า" ไม่ใช่แปลเพียงแค่ว่า "เนื้อของสัตว์ที่เกิดจากในขณะฆ่าสัตว์นั้น ผู้ฆ่าเจาะจงที่จะนำมาถวายพระพุทธเจ้าหรือสาวกของพระพุทธเจ้าเท่านั้น" เพราะทุกขั้นตอนของการเจาะจงฆ่าก็บาปแล้ว ไม่ว่าจะเจาะจงฆ่าเพื่อใครหรือไม่ก็ตาม ล้วนบาปทั้งนั้น)"

         ตรงนี้อ่านแล้วอาจจะมึน ๆ สักหน่อย คำว่า "ปวัตตมังสะ" คืออันเดียวกันกับที่หมอเขียวเขียนไว้ในช่วงต้นว่า "เนื้อสัตว์ที่ถูกเจาะจงฆ่า" นั่นเอง อันนี้ผมขอสรุปความให้สั้น ๆ อีกทีนะครับว่า เนื้อของสัตว์ที่ตายเองหรือเป็นเดนสัตว์นั้นไม่มีบาป แต่เนื้อของสัตว์ที่ถูกคนฆ่า ไม่ว่าตอนที่เขาฆ่าจะตั้งใจนำมาให้ใครหรือไม่ก็ตามนั้นมีบาป

        เขตบุญนอกศาสนาพุทธ

"พระพุทธเจ้าระบุว่า หนึ่งในความเสื่อมของชาวพุทธ คือ แสวงหาเขตบุญภายนอกศาสนาพุทธ การแสวงหาเขตบุญคือ แสวงหาความดีในการชำระกิเลสภายนอกศาสนาพุทธ คือ นอกศีล สมาธิ ปัญญา หนึ่งในสิ่งที่อยู่นอกพุทธ คือ เนื้อสัตว์ที่ถูกคนเจาะจงฆ่า เพราะผิดศีลข้อ ๑ ซึ่งศีลข้อ ๑ คือการไม่ฆ่าสัตว์นั้นเป็นมหาทาน บัณฑิต พึงรู้ว่าเป็นเลิศ มีมานาน เป็นเชื้อสายแห่งพระอริยะ เป็นของเก่า ไม่กระจัดกระจาย ไม่เคยกระจัดกระจาย อันบัณฑิตไม่รังเกียจ อันสมณพราหมณ์ผู้เป็นวิญญูไม่เกลียด... กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าสัตว์รวมถึงเนื้อสัตว์ที่ถูกฆ่าจึงเป็นสิ่งน่ารังเกียจและอยู่นอกพุทธ... และสิ่งที่อยู่นอกพุทธอีกอย่างหนึ่งคือ สัตว์หรือเนื้อสัตว์ที่ถูกขาย (พระไตรปิฎกเล่ม ๒๒ "วณิชชสูตร" ข้อ ๑๗๗) ดังนั้น การกินเนื้อสัตว์ที่ถูกคนเจาะจงฆ่า เนื้อสัตว์ที่ถูกขาย จึงคือหนึ่งในความเสื่อมของชาวพุทธ"

        ความเป็นผู้เลี้ยงง่าย

"พระพุทธเจ้าตรัสถึง ความไม่ยึดมั่นถือมั่น ความเรียบง่าย เลี้ยงง่าย บำรุงง่าย ต้องอยู่ในกรอบของศีล คือ ความไม่เบียดเบียน ไม่มีโทษต่อตนเอง หรือคนอื่น หรือสัตว์อื่น ต้องเป็นประโยชน์ต่อตนเอง หรือคนอื่น หรือสัตว์อื่น"

        ทำไมวัวควายไม่เป็นอรหันต์

"สัตว์ที่เป็นคนเท่านั้นเป็นอรหันต์ได้ แต่บางคน (ปริมาณเท่าฝุ่นปลายเล็บ) เป็นอรหันต์ได้ (รู้อริยสัจสี่และไตรสิกขา) แต่หนาคน (ปริมาณเท่ากับดินทั้งแผ่นดิน) เป็นอรหันต์ไม่ได้ คนกินพืชเป็นอรหันต์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเนื้อสัตว์ได้ ก็ต่อเมื่อมีความเข้าใจและสามารถปฏิบัติอริยสัจสี่และไตรสิกขา คือ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ตัดกิเลสกามและอัตตาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเนื้อสัตว์ได้ คนกินพืชจะเป็นอรหันต์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเนื้อสัตว์ไม่ได้ ถ้าไม่รู้อริยสัจสี่และไตรสิกขา แต่เขาคนนั้นจะได้สิ่งดีมากกว่าที่เขากินเนื้อสัตว์"

        พระพุทธเจ้าเองก็ฉันเนื้อสัตว์อย่างนั้นหรือ?

"คนอินเดีย ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่กินเนื้อสัตว์ พระพุทธเจ้าผู้มีพระมหาปัญญาธิคุณทรงทราบดีว่า ศาสนาหรือลัทธิต่าง ๆ ส่วนใหญ่ในอินเดียดูถูกและรังเกียจการกินเนื้อสัตว์ ดังนั้น พระพุทธเจ้าย่อมไม่ฉันเนื้อสัตว์ เพราะการฉันเนื้อสัตว์ จะมีส่วนทำให้คนอีกส่วนหนึ่งเสื่อมศรัทธา ดูถูกหรือรังเกียจต่อศาสนาพุทธ ส่วนผู้ที่พระพุทธเจ้าอนุโลมให้กินเนื้อสัตว์ท่านก็กำหนดศีลวินัยไว้ ดังที่กล่าวรายละเอียดมาข้างต้น ซึ่งจะทำให้กินได้น้อย ได้ยาก และไม่เป็นเหตุแห่งการเบียดเบียน"

        ความจริงที่ท้าทายให้มาพิสูจน์

"ท่านที่ยังสงสัยว่า การกินเนื้อสัตว์เป็นบาปหรือไม่ การไม่กินเนื้อสัตว์เป็นบุญหรือไม่ ก็สามารถปฏิบัติพิสูจน์ด้วยตนเองได้ คือ ทดลองกินเนื้อสัตว์ ๑ สัปดาห์ และหยุดกินเนื้อสัตว์แล้วกินพืชแทน ๑ สัปดาห์ ทำสลับไปมาเรื่อย ๆ ท่านจะสังเกตพบว่า สัปดาห์ที่กินเนื้อสัตว์ อาหารจะย่อยยากกว่า ไม่สบายตัวกว่า ส่วนสัปดาห์ที่ไม่กินเนื้อสัตว์แล้วกินพืชแทน อาหารจะย่อยง่ายกว่า สบายตัวกว่า และสัปดาห์ที่กินเนื้อสัตว์มักจะมีเรื่องร้าย ๆ เข้ามาในชีวิตมากกว่าสัปดาห์ที่ไม่กินเนื้อสัตว์แล้วกินพืชแทน ส่วนสัปดาห์ที่ไม่กินเนื้อสัตว์แล้วกินพืชแทนมักจะมีสิ่งดี ๆ เข้ามาในชีวิตมากกว่าสัปดาห์ที่กินเนื้อสัตว์ เป็นการพิสูจน์ตามคำที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ความสั่งสมบาป นำทุกข์มาให้ ความสั่งสมบุญ นำสุขมาให้" (พระไตรปิฎก เล่ม ๒๕ ข้อ ๑๙)"


        อาจารย์หมอเขียวได้เขียนไว้ในคำนำของหนังสือเล่มนี้ว่า "เมื่อท่านอ่านเนื้อความดังต่อไปนี้แล้ว ท่านจะเห็นด้วยหรือไม่นั้น เป็นสิทธิส่วนบุคคลของท่าน ผู้เขียนไม่มีเจตนาโต้เถียงเพื่อเอาชนะคะคานผู้ใด" และในช่วงต้นของหนังสือได้แสดงแนวทางในการศึกษาและปฏิบัติในเรื่องนี้ไว้ด้วยว่า "...เมื่อท่านได้ศึกษาอย่างเข้าใจดีแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่า ท่านจะต้องหยุดกินเนื้อสัตว์ทันที ท่านก็ปฏิบัติลดละเลิกการกินเนื้อสัตว์ตามฐานจิตตามบุญบารมีของท่าน..." ดังนั้น ท่านจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับบทความนี้ก็ย่อมได้ ผมเพียงแต่นำเสนอในสิ่งที่ผมได้เรียนรู้มาและกำลังพิสูจน์อยู่เท่านั้น หากท่านมีความเห็นเป็นอย่างอื่นก็เป็นสิทธิ์โดยชอบธรรมของท่าน และผมก็ยังยินดีรับฟังความเห็นของท่านด้วยเช่นกัน

        พระพุทธเจ้าสอนว่าอย่าเชื่อเพราะผู้พูดเป็นอาจารย์ของเรา เพราะถ้าเราเชื่อเพียงเพราะว่าท่านเป็นอาจารย์ก็จะกลายเป็นความเชื่อตามอย่างผิวเผิน กลายเป็นความงมงาย ไม่หยั่งลึก ไม่มั่นคง เราจึงควรพิจารณา ตรวจสอบ และทำการพิสูจน์ด้วยตนเองเสียก่อน เมื่อได้พบความจริงด้วยตนเองแล้วก็จะเกิดความเชื่อที่ชัดเจนมั่นคงขึ้นเอง ยิ่งถ้าได้พากเพียรพิสูจน์ไปอย่างต่อเนื่อง ก็จะยิ่งมั่นใจในสิ่งที่ตนได้พิสูจน์มาแล้วยิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ ...การพิสูจน์ในโหมดนี้จะเป็นโหมดที่ต้องดำเนินไปอย่างยาวนาน อาจจะนานไปจนถึงชาติหน้าด้วยก็ได้ นานจนกว่าจะพิสูจน์พบว่าความเชื่อนี้ไม่เป็นความจริงเสียแล้ว หรือไม่เช่นนั้น ก็จนกว่าจะพบว่ามันเป็นจริงจนไม่เหลืออะไรให้ต้องพิสูจน์อีกแล้ว

9 ต.ค. 2560

ชีวิตที่เปลี่ยนไปกินมังสวิรัติ



        ใกล้จะครบสามเดือนแล้วที่ฉันได้เลิกกินเนื้อสัตว์ บางคนคิดว่าฉันเลิกเนื้อสัตว์เพื่อรักษาสุขภาพ บางคนก็คิดว่าฉันต้องการรักษารูปร่างไม่ให้ดูอ้วน แต่เหตุผลที่แท้จริงนั้นคือการได้พัฒนาจิตใจที่มีเมตตาในฐานะสาวกของพระพุทธเจ้า ให้มีความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้น มันเกิดจากความเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่าเราไม่ควรเบียดเบียนเอาชีวิตสัตว์เหล่านั้นมาเป็นอาหารเพื่อเสพรสความอร่อยที่เป็นความสุขอยู่แค่ชั่วคราวเท่านั้น เราไม่ควรเห็นแก่ความสุขส่วนตัวด้วยการพรากเอาชีวิตลูกหรือชีวิตพ่อแม่ของสัตว์เหล่านั้นมาเลย

        ตอนเป็นเด็กฉันเคยเห็นเขาฆ่าเป็ดฆ่าไก่อยู่บ่อย ๆ ตอนนั้นฉันมักจะชอบนั่งดูอยู่ข้าง ๆ เห็นเขาเชือดคอมันก่อน แล้วปล่อยให้เลือดไหลออกมา ระหว่างนั้นมันจะยังคงดิ้นกระเสือกกระสนอยู่ จนเลือดไหลออกมาหมดแล้วเขาก็จับมันแขวนไว้สักพัก จนร่างมันหยุดนิ่งไม่ดิ้นกระตุกอีกแล้ว จึงนำไปลวกด้วยน้ำเดือด ถอนขน ควักเอาไส้และเครื่องในออก... ในสมัยนั้นฉันยังไม่รู้สึกหรอกว่ามันเป็นการทารุณอะไร แถมยังคอยเฝ้าดูอย่างสนอกสนใจอีกด้วย พอได้ยินว่าเพื่อนบ้านหลังไหนจะเชือดเป็ดเชือดไก่ฉันก็มักจะวิ่งตามไปดูอยู่เสมอ ๆ

        พอโตขึ้นและได้มีวาสนามาพบกับศาสนาพุทธ จึงได้เริ่มเรียนรู้เหตุผลของการเกิดมาเป็นมนุษย์ทีละเล็กทีละน้อย คำสอนที่มีอิทธิพลต่อฉันมากที่สุดคือ ต้องทำกุศลให้มาก มีจิตของผู้ให้ที่ไม่เห็นแก่ตัว มีเมตตา ช่วยเหลือคนให้เป็นสุข เรียนรู้การยอมรับผิดและสำนึกบาป และก็แน่นอน ฉันเข้าใจดีว่าทำไมพระอาจารย์ที่วัดและอุบาสกบางท่านจึงกินมังสวิรัติกันเป็นปกติ

        ส่วนตัวฉันเองนั้นมีความรู้สึกยินดีเสมอในการทำกุศล แม้ว่าในชีวิตเรายังจะต้องเจอเรื่องผิดหวังต่าง ๆ นานาอีกมาก มีอยู่หลายครั้งเหมือนกันที่เราทำดีแล้วถูกตอบแทนกลับมาในทางตรงกันข้าม แต่เรื่องแบบนี้ก็ไม่เคยสั่นคลอนทัศนคติในการทำบุญกุศลของฉันเลย ไม่เหมือนบางคนที่มีศรัทธาในศาสนาก็เพื่อความปรารถนาบางอย่าง เช่น บางคนเชื่อว่า "คนทำดีย่อมได้ผลดีตอบแทน" จึงหวังว่าเมื่อตนทำกุศลบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วสักวันหนึ่งจะร่ำรวยขึ้นมาได้ หรือบางคนมีคนในครอบครัวเจ็บป่วย พอได้รับคำแนะนำมาจึงไปทำกุศลเพื่อสั่งสมเป็นอานิสงส์และหวังว่ามันจะกลายเป็นปาฏิหาริย์มาช่วยคนป่วยให้หายจากโรคได้ แต่ความเชื่อและการทำกุศลของฉันไม่ได้มีเป้าหมายอย่างนั้น ฉันเพียงแต่ต้องการที่จะให้และสละออกไปเท่านั้น ฉันคิดว่าการทำดีน่าจะสามารถสร้างความยินดีและเป็นสุขให้แก่ทุกคนได้ สามารถลดความทุกข์และความไม่สบายใจของทุกคนได้ ฉันไม่ได้ต้องการแลกเปลี่ยนหรือมีความโลภอยากได้สิ่งใดมาตอบแทน

        เดิมทีที่บ้านฉันก็กินทั้งเนื้อสัตว์และพืชผักปน ๆ กันไปเหมือนคนส่วนใหญ่ นอกจากนี้พ่อกับแม่ยังเป็นคนที่ไม่ค่อยเสียดายเงินทองกับเรื่องอาหารการกินเสียด้วย ทั้งเป็ด ไก่ ปลา และเนื้อ เราจะมีกินกันแทบทุกวัน แถมยังเลือกซื้อแต่ของดี ๆ ทั้งนั้นด้วย ช่วงนั้นแม้ว่าฉันจะได้นับถือศาสนาพุทธแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ค่อยได้คิดอะไรมากในเรื่องนี้ คือเนื้อสัตว์ไม่ว่าจะซื้อมาแบบยังไม่ตายหรือแบบที่ตายแล้วเราก็กินทั้งหมด แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งที่มีเหตุให้ได้รับคำชี้แนะจากพระอาจารย์ที่วัดว่าอย่ากินแบบที่ต้องฆ่าสด ๆ ถ้าจะกินจริง ๆ ก็ควรเลือกกินสัตว์ที่ไม่มีเลือด เช่นพวกกุ้งเป็นต้น หลังจากนั้นเราก็แทบไม่ได้ซื้อสัตว์แบบเป็น ๆ กลับมาฆ่าเองที่บ้านอีกเลย ถ้าไม่ซื้อแบบที่ตายอยู่ก่อนแล้วก็จะสั่งเอาไว้แล้วจ่ายเงินไปก่อน รอเขาฆ่าเสร็จแล้วค่อยกลับมาเอาอีกที (จริง ๆ แล้วฉันก็คิดอยู่เสมอว่าทำแบบนั้นมันก็ไม่ต่างอะไรกับการฆ่าเองอยู่ดี) ถึงแม้ว่าฉันจะเริ่มมีจิตสำนึกถึงความเมตตาเอ็นดูสัตว์ขึ้นมาบ้างแล้วก็ตาม คือเห็นพวกมันตายแล้วถูกเอาไปปรุงเป็นอาหารก็รู้สึกอยู่บ้างว่าไม่สบายใจ แต่ฉันก็ยังติดรสอร่อยอยู่จึงไม่ยอมเลิกกินมัน ตอนนั้นคิดไม่ออกเลยว่าจะไม่กินเนื้อได้อย่างไร ฉันคงทำไม่ได้แน่ ๆ

        มีอยู่ครั้งหนึ่งพ่อพาฉันไปเที่ยวบ่อตกปลา ตอนเที่ยงเราสั่งให้เขาทำเนื้อห่านน้ำแดงมาหนึ่งจาน ได้ยินเขาบอกว่าเป็นห่านที่เลี้ยงมานานสองปี ทำมาได้รสชาติดีมาก อร่อยมาก พอตอนบ่ายขณะกำลังตกปลากันอยู่ เห็นเป็ดฝูงหนึ่งว่ายน้ำผ่านมา ตามมาด้วยห่านอีกฝูงหนึ่ง พอพวกเป็ดมันเห็นห่านว่ายตามมาเท่านั้นก็ว่ายหนีกันใหญ่ ห่านก็ว่ายไล่ตามไปติด ๆ ฉันเห็นแล้วก็ขำดี นึกในใจว่าคงเป็นเพราะห่านมันตัวใหญ่กว่าเป็ดมากจึงทำให้เป็ดกลัวพวกมัน คิดไม่ถึงว่าระหว่างพวกสัตว์ด้วยกันเองก็ยังมีการใช้อำนาจข่มเหงรังแกกันด้วย ฉันยังสังเกตเห็นด้วยว่า ไม่ว่าจะเป็นฝูงห่านหรือฝูงเป็ดล้วนมีตัวที่ใหญ่ที่สุดเป็นผู้นำของตัวอื่น ๆ ที่เล็กกว่า ตัวที่ใหญ่ที่สุดนั้นน่าจะเป็นแม่ของพวกมัน ทำให้ฉันนึกถึงตอนเป็นเด็กที่บ้านเราก็เคยเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่เหมือนกัน จำได้ว่าพอเราเปิดประตูเล้าออกแล้วร้องบอกพวกมันให้รู้เท่านั้น แม่ไก่ก็จะเดินนำลูก ๆ ออกมาหาอาหารกิน คราวนั้นมีเด็กคนหนึ่งอยากจะเข้าไปลูบตัวลูกไก่เล่น พอแม่ไก่เห็นเข้าก็พุ่งออกมาจะจิกเขาทันที

        ภาพในความทรงจำเหล่านี้ทำให้ฉันเข้าใจเป็นครั้งแรกว่า สัตว์ก็มีความรู้สึกผูกพันกับครอบครัวเครือญาติของมันเหมือนกับคน ตอนนั้นเองที่ฉันคิดถึงห่านตัวที่ฉันเพิ่งกินลงไปในท้อง คิดถึงตอนที่มันถูกฆ่าว่าจะมีความรู้สึกอย่างไร มันกลัวมั้ย? เคียดแค้นมั้ย? ห่วงหาอาวรณ์ลูก ๆ ของมันมั้ย? แล้วลูก ๆ ของมันที่เห็นแม่ของตัวเองต้องถูกฆ่าล่ะ พวกมันจะรู้สึกอย่างไร พวกมันพูดไม่ได้ และเราก็ไม่รู้ว่าพวกมันคิดอะไรอยู่ คนจำนวนมากอาจจะรู้สึกแค่เพียงว่าไม่ใช่เราเสียหน่อยที่ต้องถูกฆ่า แล้วจะคิดมากให้มันเปลืองสมองไปทำไม แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ฉันจมอยู่ในความคิดนานพอสมควรทีเดียว นับตั้งแต่นั้นมาฉันจึงได้ขอร้องกับคนในบ้านว่าเวลาไปซื้ออาหารอย่าซื้อสัตว์เป็น ๆ มาอีกเลย 

        ในช่วงเวลาสองปีมานี้ฉันได้ฝึกสร้างนิสัยการออกกำลังกายให้เป็นประจำ ปกติจะวิ่งไปตามถนนหลังบ้านที่ร่มรื่น และมักจะได้เห็นฝูงเป็ดที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้เดินผ่านเส้นทางนี้เป็นประจำ เป็ดตัวใหญ่เดินนำหน้า เป็ดตัวเล็ก ๆ เดินตาม ส่ายก้นไปมาดุกดิกและมองหาอาหารกิน ทุกครั้งที่เห็นพวกมันฉันก็อดที่จะยิ้มไม่ได้ เพราะฉันเห็นไปถึงความสามัคคี เห็นความผูกพันรักใคร่ที่เรียบง่าย แต่พอนึกถึงจุดจบในชีวิตของพวกมันที่จะถูกยกขึ้นไปเสิร์ฟบนโต๊ะอาหารแล้ว ฉันจะเกิดความรู้สึกสลดใจขึ้นมาอย่างอธิบายไม่ถูก รู้สึกว่าความสุขสั้น ๆ นี้มันช่างโหดร้าย สู้อย่าเอาพวกมันมาเลี้ยงดูเสียเลยจะดีกว่า

        ช่วงหนึ่งที่ฉันได้ไปร่วมทำงานที่ศูนย์บริการโลหิต ได้รู้จักกับอาสาสมัครที่มีประสบการณ์สองท่านคืออาจารย์ข่งกับพี่วัง พวกเขาเป็นนักปฏิบัติธรรมที่มีความตั้งใจเอาจริงมาก และยังเป็นนักมังสวิรัติแบบเคร่งครัดด้วย พวกเขาคุยกับฉันในเรื่องที่เกี่ยวกับศาสนาพุทธเยอะมาก รวมถึงเรื่องมังสวิรัติด้วย บอกตามตรงเลย ตอนนั้นฉันเห็นด้วยอย่างมากในเรื่องของการทำกุศลและการทำดีให้แก่โลก แต่ยังไม่ค่อยเห็นด้วยเรื่องการกินมังสวิรัติ ถึงแม้ว่าฉันจะนับถือพวกเขามากที่สามารถทำได้ แต่ตัวฉันเองไม่เคยคิดเลยจริง ๆ ว่าจะเดินตามเส้นทางนี้อย่างพวกเขาได้

        แต่สุดท้ายฉันก็เดินมาตามทางนี้มาจนได้ กลายเป็นนักมังสวิรัติไปกับเขาด้วย เรื่องนี้ต้องยอมรับว่าได้อานิสงส์มาจากการแนะนำของอาจารย์ข่งและพี่วังจริง ๆ และทำให้ได้เข้าใจธรรมะข้อหนึ่งอย่างลึกซึ้งว่า "อยู่ใกล้ชาดก็ติดแดง อยู่ใกล้น้ำหมึกก็ติดดำ" หลาย ๆ ครั้งที่เราจะถูกเหนี่ยวนำไปตามหมู่กลุ่ม ถ้าเราอยู่ในกลุ่มคนที่ไม่ดี ไม่มีศีลธรรม ต่อให้ในใจเราไม่อยากทำตามพวกเขา ก็ยังคงได้รับอิทธิพลมาบ้าง หรืออาจเผลอตัวถลำลึกไปมากจนถึงขั้นถอนตัวไม่ขึ้นก็เป็นได้ ตรงกันข้าม ถ้าเราอยู่ในกลุ่มคนดีมีศีลธรรม ก็ต้องได้รับการซึมซาบเอาสิ่งดี ๆ มาบ้างไม่มากก็น้อย 

        อาหารที่ฉันกินอยู่ตอนนี้เป็นมังสวิรัติแบบที่ยังกินไข่และนมอยู่ (ovo-lacto vegetarian) คือไม่กินเนื้อสัตว์ทุกชนิด ทั้งเนื้อวัว เนื้อหมู เป็ด ไก่ ปลา กุ้ง หอย ฯลฯ แต่ยังกินไข่และนมตามปกติ ฉันรู้สึกว่าตอนนี้เอาแค่นี้ก็พอแล้ว คือยังสามารถรักษาสมดุลของโภชนาการไว้ได้ และไม่ผิดต่อศรัทธาความเชื่อของตนเองด้วย ฉันปฏิบัติเรื่องการกินอาหารแบบนี้มาจนได้เป็นนิสัยแล้ว ตอนนี้รู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงมาก ช่วงนี้ยังฝึกกายบริหารสร้างกล้ามเนื้อด้วย ถึงแม้ว่าครั้งนี้มันจะเป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งในชีวิตของฉันก็ตาม แต่ฉันก็อยากจะบอกทุกคนด้วยว่าฉันเองก็เป็นแค่คน ๆ หนึ่ง ขึ้นชื่อว่าคนก็ย่อมจะไม่สมบูรณ์แบบ ฉันเองก็ยังมีข้อเสียมากมาย เช่น บางครั้งก็หงุดหงิด บางครั้งก็ประมาทเลินเล่อ ...

        ฉันคิดว่าคนเราควรเรียนรู้ที่จะมีความพอในการเสพสุขของตนเอง แต่ในการแสวงหาสัจธรรมและพัฒนาชีวิตให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นนั้น เราควรจะพากเพียรเรียนรู้ไปอย่างไม่ยอมที่จะเบื่อ ถ้าอยู่จนแก่ก็จะเรียนรู้ไปจนแก่เหมือนกัน ฉันไม่คิดว่าการชักชวนคนอื่นให้มายอมรับทัศนคติของฉันด้วยการพูดโน้มน้าวโดยตรงจะได้ผลดีเท่าไร ฉันเพียงแต่หวังว่าจะเป็นอย่างอาจารย์ข่งและพี่วังที่มีอิทธิพลต่อตัวฉันได้ ด้วยการแสดงพลังงานแห่งสัจจะอย่างเต็มเปี่ยมนี้ออกไป ให้แผ่ออกไปสู่คนรอบข้างโดยไม่ต้องมีเจตนาอะไร ให้มันผสานสอดคล้องไปกับความดีในจิตใจของทุกคน และร่วมมือร่วมแรงพยายามเปลี่ยนโลกใบนี้ไปด้วยกัน
 

ที่มา http://ss.zgfj.cn/JSCS/2016-11-29/17169.html

7 ต.ค. 2560

อายุสั้น มีโรคมากเกิดจากอะไร



        ปกติเมื่อคนตายแล้วก็จะถูกฝังไว้ในสุสาน คนที่กินเนื้อสัตว์ กินปลา กินแล้วก็เข้าไปอยู่ในท้อง ท้องก็เลยกลายเป็นสุสานของสัตว์เหล่านั้น เราเอาซากศพของสัตว์มาฝังไว้ในท้องของเราเอง เธอว่ามันสกปรกไหม ถูกอนามัยไหม เดี๋ยวนี้ยังมีคนกินงู กินแมวอีก มันเหลือเชื่อจริง ๆ ... เมื่อสัตว์ถูกกินเข้าไปในท้อง วิญญาณพยาบาทของมันก็ตามเข้าไปอยู่ในท้องด้วย ถึงวันหนึ่งมันจะตามมาทวงหนี้ เอาชีวิตของมันคืน แล้วท่านจะเกรงกลัวบ้างมั้ยล่ะ

        มีอุบาสกหลายท่านมาปรับทุกข์กับพระอาจารย์ อาตมาขอนำเหตุแห่งทุกข์เหล่านั้นมาเล่าสู่ฟังกันบ้าง หวังว่าท่านทั้งหลายจะหันมาตรวจสอบตัวเอง เพื่อให้มีความสำนึกผิด บำเพ็ญเพียรสร้างกุศล ดีชั่วนั้นอยู่ที่ตัวทำ อย่าโทษฟ้าโทษดินหรือโทษผู้อื่นแม้แต่น้อย ถ้าใครเจ็บป่วยชนิดที่ทั้งแพทย์แผนจีนและแผนปัจจุบันก็รักษาไม่หาย อันนั้นก็ถือว่าเป็น "โรคกรรม" ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเข้ามาสู่เราทางปาก เกิดจากการกิน ถ้าอย่างนั้นเราควรจะสำนึกผิดอย่างไร บำเพ็ญกุศลอย่างไรดีล่ะ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องกินมังสวิรัติและถือศีลปฏิบัติธรรม เอาเฉพาะที่ปากนี่ก็ไม่รู้ว่าได้สร้างวิบากกรรมไว้เท่าไร ได้ก่อเวรไว้เท่าไรแล้ว



        คิดดูสิ เอาแค่ในเมืองไทเปเมืองเดียวนี่มีโรงฆ่าสัตว์เท่าไร แต่ละวันไม่รู้ว่าต้องฆ่าวัว ฆ่าหมู ฆ่าปลากี่ร้อยตัว เป็ด ไก่อีกกี่พันตัว สัตว์เหล่านี้ถูกฆ่าเพื่อใครกันล่ะ ไม่ใช่ฆ่าให้คนที่จะกินหรอกหรือ แล้ววิบากกรรมเหล่านี้ใครต้องมารับไปล่ะ คนฆ่าหรือ? เราควรจะรู้ว่าถ้าเราไม่กิน สัตว์ที่ถูกฆ่าวันนี้ก็จะไม่มีคนซื้อ วันต่อ ๆ ไปเขาก็จะไม่ฆ่าแล้ว เหตุที่เขาฆ่าก็เพราะว่าเราจะกิน พวกเราจึงได้ร่วมกันสร้างวิบาก มีส่วนในบาปด้วยกันทั้งสิ้น เราในฐานะสาวกของพุทธศาสนาควรจะตระหนักรู้ในเรื่องนี้กันได้แล้ว

        โบราณว่า "น้ำซุปในถ้วยนั้น หมุนวนอยู่ด้วยแรงพยาบาทนับร้อยนับพันปี ลุ่มลึกรุนแรงดั่งคลื่นใหญ่ในมหาสมุทร ถ้าอยากรู้ว่าโลกนี้มีการปล้นฆ่าด้วยคมมีดกันที่ไหน ให้เงี่ยหูสดับฟังเสียงจากโรงฆ่าสัตว์ในยามค่ำคืนดูสิ" ทำไมโลกนี้จึงมีการปล้นฆ่าด้วยคมมีด ส่วนใหญ่ก็มาจากปากที่อยากจะกินนี่แหละ ใครทำกรรมอะไรไว้ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น จะทำคนเดียว ทำทั้งครอบครัว หรือทำทั้งประเทศก็เหมือนกัน ธรรมะของศาสนาพุทธสอนเรื่องวิบากกรรม ท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม สัจจะก็ยังเป็นสัจจะอยู่เช่นนี้แหละ

        โดยทั่วไปสาวกของศาสนาพุทธจะมีฐานจิตแห่งเมตตา มักจะเห็นความสำคัญของการช่วยชีวิตสัตว์ทั้งหลาย เพียงแค่กินมังสวิรัติก็สามารถช่วยชีวิตสัตว์ได้นับร้อยนับพันชีวิตแล้ว คนที่ไม่กินมังสวิรัตินั้น วันนี้เขากินปลา พรุ่งนี้กินเนื้อ กินสะสมไปเรื่อย ๆ ตลอดทั้งชีวิตไม่รู้ว่าได้กินชีวิตอื่นไปเท่าไร โดยทั่วไปเรารู้กันดีถึงพิษร้ายของเสือ ของงู แต่ว่าเสือหนึ่งตัวจะกัดคนตายได้กี่คน งูพิษจะกัดคนตายได้กี่คน พูดกันจริง ๆ แล้วคนที่ไม่กินมังสวิรัติไม่รู้ว่าจะมีพิษร้ายยิ่งกว่าเสือ ยิ่งกว่างูกี่เท่า ขอให้เราทุกคนจงอย่าเป็นเสือร้าย อย่าเป็นงูร้ายในหมู่มนุษย์เลย

        ถ้าท่านยังอยากจะกินเนื้อสัตว์ อาตมาจะบอกแก่ท่านว่า ตอนนี้ท่านกินไปอย่างเอร็ดอร่อย แต่เมื่อถึงเวลาต้องชดใช้หนี้กรรม จงอย่าโทษฟ้าโทษดินหรือโทษผู้อื่น เมื่อได้รู้แล้วว่าการฆ่าสัตว์นั้นต้องชดใช้หนี้กรรม เมื่อต้องรับผลต่าง ๆ เช่น มีโรคมาก อายุสั้น และตายไปยังต้องไปชดใช้ต่อในนรกอีก จึงขอเตือนทุกท่านให้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์และกินมังสวิรัติเพื่อจะได้ไม่ต้องรับผลกรรมอันเป็นทุกข์ในภายหน้า 


เขียนโดย 妙莲老和尚
ที่มา http://rufodao.qq.com/a/20170913/041048.htm

2 ต.ค. 2560

การถือศีลกินมังสวิรัติของจักรพรรดิเหลียงอู่ตี้




        จักรพรรดิเหลียงอู่ตี้ (梁武帝 ค.ศ. ๔๖๔ - ๕๔๙) เป็นจักรพรรดิพระองค์แรกของราชวงศ์เหลียงในสมัยหนานเป่ย (ยุคราชวงศ์เหนือใต้) ครองราชบัลลังก์อยู่ ๔๘ ปี ยาวนานที่สุดในสมัยหนานเป่ย และสวรรคตเมื่อพระชนมพรรษา ๘๖ พรรษา

        พระเจ้าจักรพรรดิเหลียงอู่ตี้ทรงพระปรีชาสามารถด้านภาษา กวี การดนตรี และศิลปะการเขียนพู่กันจีน เป็นนักวิชาการที่มีความรู้กว้างขวาง มักจะคบหากับปัญญาชน มีผลงานโดดเด่นด้านวรรณกรรมและศาสนาพุทธเป็นอย่างมาก ทรงมีความเลื่อมใสในพุทธศาสนาอย่างยิ่ง เคยปวารณาตนเป็นผู้รับใช้ในวัดถึงสี่ครั้ง มีศรัทธาในพุทธธรรม บำรุงพระพุทธศาสนา พระองค์ไม่เพียงแต่ปฏิบัติศีลละเว้นการฆ่าชีวิตสัตว์ ยังเสวยอาหารมังสวิรัติอย่างตั้งมั่น และอาศัยฐานะแห่งความเป็นจักรพรรดินำพาประชาราษฎร์ให้ถือศีลละเว้นการฆ่าสัตว์และกินอาหารมังสวิรัติด้วย จนเป็นยุคหนึ่งที่ชาวจีนเริ่มกินอาหารมังสวิรัติกันอย่างแพร่หลาย


        ในพระนิพนธ์บทหนึ่งของพระองค์คือ "โศลกชำระกรรม" (净业赋) ได้เล่าย้อนรำลึกถึงกรรมในอดีตสมัยที่พระองค์ยังพระเยาว์ว่า ครั้งหนึ่งได้เคยฆ่าสัตว์มาทำเป็นอาหารเลี้ยงต้อนรับทหาร วันละสามมื้อ มีทั้งเนื้อและปลามากมาย และต่อมาเมื่อได้เสวยราชบัลลังก์เป็นพระจักรพรรดิแล้ว ได้ทรงจัดเลี้ยงอาหารอย่างประณีตแก่ข้าราชบริพารอีกนับครั้งไม่ถ้วน แต่เมื่อมานับถือศาสนาพุทธแล้ว การได้เห็นชีวิตสัตว์ที่ถูกฆ่าตั้งอยู่บนโต๊ะอาหารอย่างมากมายทำให้เกิดความสลดใจจนทนไม่ได้ นับแต่นั้นมาพระองค์จึงตัดสินใจเลิกเสวยปลาและเนื้อ ถือการเสวยแต่อาหารพืชผักเป็นประจำ

        นอกจากนี้ ในพระนิพนธ์เรื่อง "งดเว้นเหล้าและเนื้อ" (断酒肉文) พระเจ้าจักรพรรดิเหลียงอู่ตี้ได้แสดงให้เห็นถึงการตัดสินใจอย่างเด็ดขาดและความตั้งใจมั่นที่จะเลิกดื่มสุราและเสวยเนื้อสัตว์ ดังเนื้อความตอนหนึ่งกล่าวว่า "นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป หากข้าฯ ดื่มสุรา มีจิตฝักใฝ่ในกามราคะ มีวาจาปดโป้ทุจริต กินเนื้อสัตว์ทั้งปวง รวมถึงน้ำนมและน้ำผึ้ง อีกทั้งก้อนเนย ขอให้เทพเทวามหาภูติทั้งหลาย จงบันดาลทุกข์แก่ตัวข้าฯ และจักต้องไปชดใช้กรรมอีกมากในนรกตราบนานเท่านาน จนแม้สัตว์ทั้งปวงในโลกจะได้พ้นห้วงทุกข์เป็นพุทธะจนหมดสิ้นแล้ว ข้าฯ จะยังคงรับกรรมที่ทำนั้นอยู่ในอเวจี"

        พระเจ้าเหลียงอู่ตี้ทรงมีศรัทธาในศาสนาพุทธอย่างตั้งมั่น นับตั้งแต่พระองค์ตั้งปณิธานว่าจะงดเว้นสรุาและเนื้อสัตว์ เว้นจากการเสพเมถุน พระองค์ก็ทรงปฏิบัติได้ตามที่ตั้งศีลเอาไว้ ตั้งแต่พระชนมพรรษา ๕๐ พรรษาจนถึงสวรรคต ทรงมิได้ดื่มสุราและไม่เสวยเนื้อ และไม่ยุ่งเกี่ยวกับสตรีเพศอีกเลย พระองค์ได้ยึดมั่นในการปกป้องชีวิตสัตว์และกินอาหารมังสวิรัติ ไม่ยุ่งกับนางสนมกำนัล ปฏิบัติพระองค์ราวกับเป็นผู้ออกบวช แม้กระทั่งในงานเลี้ยงฉลองของราชสำนัก ท่ามกลางเสนาอำมาตย์มากมาย บนโต๊ะอาหารที่จัดวางด้วยอาหารประณีตชั้นเลิศอย่างมากมาย พระองค์ก็ทรงเลือกเสวยเฉพาะอาหารที่เป็นพืชผักเท่านั้น

        เนื่องจากการกินมังสวิรัติเป็นเวลานาน จึงมีอยู่ช่วงหนึ่งที่พระเจ้าเหลียงอู่ตี้มีพระวรกายผ่ายผอม เหมือนคนขาดสารอาหาร ทีแรกเหล่าเสนาอำมาตย์ก็ไม่รู้ว่าเกิดจากสาเหตุใด แต่เมื่อได้รู้ว่าเกิดจากการเสวยมังสวิรัติแล้ว มีเสนาอำมาตย์จำนวนมากพยายามขอร้องให้พระองค์เลิกเสวยมังสวิรัติ แต่พระเจ้าเหลียงอู่ตี้ก็มิได้ยอมทำตาม

        ในวัยบั้นปลายของพระเจ้าเหลียงอู่ตี้ พระองค์ยึดมั่นในการเสวยมังสวิรัติจนเกือบจะถึงขั้นเบียดเบียนตนเอง พระองค์เสวยพระกระยาหารเพียงวันละหนึ่งมื้อ โดยไม่แตะต้องเนื้อสัตว์เลยแม้แต่น้อย มีแต่แกงถั่วกับข้าวสวยเมล็ดหยาบเท่านั้น

        นอกจากจะไม่ฆ่าชีวิตสัตว์ด้วยพระองค์เองแล้ว ยังได้เผยแพร่ความคิดในการมีเมตตาเอ็นดูชีวิตสัตว์แก่ราษฎรจีนด้วย ทรงมีพระบรมราชโองการให้ราษฎรลดการฆ่าสัตว์ ในปีที่ ๑๒ ของศักราชหนานเป่ย (ค.ศ. ๕๑๓) พระเจ้าเหลียงอู่ตี้ทรงมีพระบรมราชโองการว่า ให้เขตตันหยางและหลางหยาเป็นเขตอภัยทาน ห้ามจับหรือฆ่าสัตว์ในเขตนั้น และในปีที่ ๑๖ ของศักราชหนานเป่ย (ค.ศ. ๕๑๗) เดือน ๓ ทรงมีพระบรมราชโองการสั่งห้ามมิให้หมอนำอวัยวะของสัตว์มาทำเป็นยารักษาโรค และยังสั่งห้ามมิให้ปักลวดลายตกแต่งชุดข้าราชการเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ ด้วย นอกจากนี้ เครื่องเซ่นสรวงในวัดที่ต้องสังเวยด้วยชีวิตสัตว์ก็ให้เปลี่ยนเป็นรูปที่ปั้นด้วยแป้งแทน และตั้งแต่เดือน ๑๐ ของปีนั้นเป็นต้นไป การเซ่นสรวงบูชาในวัดก็เริ่มใช้ผักผลไม้แทนเนื้อสัตว์อย่างเป็นแบบแผน 

        นอกจากส่งเสริมให้ราษฎรเอ็นดูรักษาชีวิตสัตว์แล้ว ยังกำหนดให้พระภิกษุและนางชีต้องงดเว้นสุราและเนื้อสัตว์ด้วย หากพระและชีไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย พระองค์จะให้ดำเนินการสอบสวนด้วยกฎหมายบ้านเมือง จะเห็นได้ว่าพระเจ้าเหลียงอู่ตี้ทรงกำหนดให้พระและชีต้องถือศีลงดเว้นสุราและเนื้อสัตว์อย่างเคร่งครัด และยังยกระดับศีลขึ้นมาเป็นกฎหมายบ้านเมืองเพื่อเป็นกรอบบังคับให้ปฏิบัติด้วย นอกจากนี้ ผู้ที่รู้อยู่ว่ามีพระหรือชีละเมิดข้อห้ามดื่มสุราหรือกินเนื้อสัตว์แล้วยังปกปิด ไม่นำแจ้งแก่ทางการ ก็จะมีความผิดด้วย

        นอกจากจะถือศีลไม่ฆ่าสัตว์และกินมังสวิรัติด้วยพระองค์เองแล้ว พระเจ้าเหลียงอู่ตี้ยังมีคำสั่งให้อาณาประชาราษฎร์มีเมตตาปล่อยชีวิตสัตว์ด้วย มีบันทึกในประวัติว่า พระเจ้าเหลียงอู่ตี้ได้ส่งมหาอำมาตย์จางเหวินซิวออกไปตามโรงฆ่าสัตว์ต่าง ๆ และสั่งให้ไถ่ชีวิตสัตว์ต่าง ๆ ทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์ที่จับมาจากป่า นอกจากนี้ ในช่วงปลายของรัชสมัยพระองค์ได้อุปถัมภ์ให้ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งจำนวนสิบครอบครัวเข้าอยู่ที่เขตฉางมิ่งโจว (ปัจจุบันอยู่ในเมืองหนานจิง) และทุกปีพระองค์จะไถ่ (ซื้อ) ชีวิตสัตว์เลี้ยงต่าง ๆ เช่น ไก่ เป็ด ห่าน หมู นับหลายพันตัว ส่งไปที่หมู่บ้านนี้และสั่งให้ชาวบ้านเลี้ยงดูพวกมันด้วยธัญพืช


ผู้เขียน 通德
ที่มา http://ss.zgfj.cn/JSCS/2017-08-19/17752.html

1 ต.ค. 2560

ทำไมผมจึงเลิกกินเนื้อสัตว์



        วันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๘ เวลาประมาณบ่ายโมง ผมกุมมือแม่อยู่ข้างเตียงคนไข้ในโรงพยาบาล พร่ำพูดที่ข้างหูของแม่ว่าให้นึกถึงความดีที่เคยทำมา ถ้าทนไม่ไหวก็ไปได้เลย ไม่ต้องทนเจ็บอีกแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงอะไรอีกแล้ว ทุกคนจะอยู่กันต่อไปได้... ผมพูดซ้ำซากวนเวียนอยู่อย่างนั้นทั้งที่ไม่มั่นใจว่าแม่จะยังรับรู้ได้หรือไม่ เพราะฤทธิ์ของมอร์ฟีนทำให้แม่นอนนิ่ง ๆ มาหลายชั่วโมงแล้ว มีเพียงเส้นยึกยือในจอเครื่องวัดชีพจรกับไอน้ำในที่ครอบจมูกของเครื่องช่วยหายใจเท่านั้นที่ยืนยันให้รู้ว่า ณ นาทีนั้นแม่ยังอยู่กับผม

        แม่ผมเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเต้านม การเจ็บป่วยของแม่ในครั้งนั้นมีผลอย่างมากต่อชีวิตของผม จะเรียกว่าเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตที่ดำเนินมาอย่างครึ่งหลับครึ่งตื่นเป็นเวลา ๔๓ ปีก็ว่าได้ การเจ็บป่วยและเสียชีวิตของแม่เป็นเหมือนสะพานเชื่อมต่อให้ชีวิตผมได้หันเหเข้ามารู้จักกับคำสอนของพระสมณโคดมอย่างแท้จริง และเริ่มต้นฝึกฝนพากเพียรประพฤติปฏิบัติตามคำสอนของพระศาสดาและครูบาอาจารย์มาเรื่อย ๆ ผมรู้สึกสำนึกขอบคุณในคุณค่าที่ยิ่งใหญ่จากความเจ็บปวดทุกข์ทรมานครั้งสุดท้ายในชาตินี้ของแม่ที่เป็นแรงผลักให้ผมได้พบครูบาอาจารย์ผู้เป็นสัตบุรุษ ได้ฟังสัจธรรม และเริ่มเข้าใจชีวิตที่แท้จริงขึ้นมาบ้าง

        ระหว่างที่แม่นอนทนทุกข์ทรมานอยู่ในโรงพยาบาล รอวันทิ้งร่างอันเสื่อมทรุดและไม่อาจเยียวยาได้แล้วนั้น เป็นช่วงที่ผมและน้องผลัดเปลี่ยนกันไปเฝ้าทุกวัน น้องสาวได้เอาซีดีเสียงอ่านธรรมะมาเปิดให้แม่ฟังบ่อย ๆ ทำให้ผมได้ฟังไปด้วย เป็นช่วงเวลาที่ผมได้ฟังธรรมอย่างต่อเนื่องและยาวนานที่สุดตั้งแต่เกิดมา นอกจากนี้ ในเวลาอื่นที่ไม่ได้นอนเฝ้าแม่ที่โรงพยาบาล ผมยังขวนขวายแสวงหาธรรมะที่เกี่ยวกับความตายมาอ่านหรือมาฟังอยู่เนือง ๆ เพื่อศึกษาทำความเข้าใจกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นเบื้องหน้าของชีวิตแม่ รวมทั้งชีวิตผมเองและคนอื่น ๆ บนโลกใบนี้ด้วย

        การได้สดับฟังธรรมอย่างมากและต่อเนื่องกันหลายวัน ในบรรยากาศแห่งความสลดหดหู่ เห็นความทุกข์เศร้าหมองของชีวิต เห็นความไม่เที่ยงของชีวิต มันเปรียบเหมือนการได้ลงไปแช่ในอ่างน้ำทิพย์แห่งธรรมที่มีฤทธิ์แทรกซึมเข้าสู่กายใจที่เริ่มสลดปลดปลงอยู่แล้วด้วยทุกข์ที่เกิดขึ้นจริงอยู่ต่อหน้า ผมเริ่มรู้สึกถึงความไร้สาระของชีวิตที่ผ่านมา เริ่มอยากจะถอนตัวจากโลกที่ต้องดิ้นรนไม่มีที่สิ้นสุด จนวันหนึ่ง ขณะกำลังเฝ้าแม่อยู่ในห้องคนไข้ที่โรงพยาบาลอยู่กับภรรยา ไม่รู้มีอะไรมาดลใจ ผมตัดสินใจว่าจะเลิกกินเหล้าเบียร์ตลอดชีวิต ทั้ง ๆ ที่ยังคิดหาเหตุผลที่ชัดเจนไม่ได้ว่าทำไมต้องเลิก แต่นับแต่วันนั้นเป็นต้นมาผมก็ไม่ได้แตะต้องสุราอีกเลย และมั่นใจว่าชีวิตนี้จะไม่ต้องสัมผัสมันอีกอย่างไม่ต้องบีบบังคับกดข่มจิตใจตัวเองแต่อย่างใด

        หลังจากแม่เสียชีวิตไปแล้วประมาณ ๓ เดือน ผมจึงย้ายกลับมาอยู่บ้านที่ภูเก็ตกับภรรยาสองคนตามเดิม แต่ดูเหมือนทิศทางชีวิตมันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ยิ่งได้ติดตามฟังธรรมจากครูบาอาจารย์มากขึ้น ยิ่งรู้สึกถึงความไร้สาระของการดิ้นรนเพื่อแย่งลาภ แย่งยศ แสวงหาสรรเสริญ คิดถึงแต่ชีวิตในบั้นปลายว่าเราสองคนจะเอาชีวิตไปลงเอยที่ไหนดี

        อันที่จริง ความคิดเรื่องการหันมากินมังสวิรัติเคยผุดโผล่ในใจผมมาก่อนแล้วบ้าง แต่มันเป็นแค่ความคิดเผิน ๆ ที่แวบขึ้นมาเบา ๆ เท่านั้น ไม่ได้คิดเอาจริงเอาจังอะไร และไม่มีแรงบันดาลใจอะไรมาผลักดันตัวเองเสียเลย ได้แต่คิดไปลอย ๆ ว่าสักวันหนึ่งในอนาคตถ้ายังไม่ตายเสียก่อน คงจะได้มีโอกาสเลิกกินเนื้อสัตว์อยู่หรอก

        ในช่วงระหว่างที่ช่วยกันดูแลการเจ็บป่วยของแม่ ผมก็ได้เรียนรู้มาพอสมควรถึงโทษภัยของการกินเนื้อสัตว์ เมื่อกลับมาอยู่ภูเก็ตอีกครั้งผมกับภรรยาจึงได้ลดการกินเนื้อสัตว์ลงไปอย่างมาก พอเรากินมันน้อยลงไปมากแล้ว จู่ ๆ ภรรยาผมก็เกิดความรู้สึกเหม็นคาวเนื้อและเลือดมากเวลาเดินผ่านโซนขายเนื้อสดในห้าง หลังจากนั้นมาเราก็เลิกซื้อเนื้อเข้าบ้านไปเลย อาหารเช้าที่บ้านก็ทำอย่างง่าย ๆ โดยไม่ต้องมีเนื้อ แต่มื้อกลางวันที่ปกติเราจะออกไปส่งของและกินข้าวนอกบ้านก็ยังกินอาหารทั่วไปที่ยังมีเนื้ออยู่ ส่วนอาหารเย็นก็ไม่ค่อยได้กินอาหารหนักอยู่แล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นขนมหวานหรือน้ำเต้าหู้เท่านั้น

        จนกระทั่งถึงเทศกาลกินเจในเดือนตุลาคม เราสองคนตั้งใจกินอาหารมังสวิรัติกันจนครบทั้ง ๙ วัน โดยที่ยังกินนมอยู่บ้าง เฉพาะที่ใส่ในกาแฟเท่านั้น เราก็ผ่านมาได้อย่างไม่ยากเย็นอะไรนัก ออกจะเพลิดเพลินด้วยซ้ำไป เพราะในช่วงเทศกาลเจมีอาหารเจอร่อย ๆ ให้เลือกกินอย่างมากมาย

        หลังจากหมดเทศกาลเจไปแล้ว เราก็ยังรู้สึกสบายดี เป็นอย่างที่เขาเรียกกันนั่นแหละว่าเบากายเบาใจ เราจึงตั้งใจกินมังสวิรัติต่อเนื่องมาอีกเรื่อย ๆ แต่ยังคงกินไข่และนมอยู่ เฉพาะในบางคราวที่ยังอยากกินกาแฟหรือไปกินอาหารนอกบ้านที่บางครั้งจะเลี่ยงไข่ได้ยากอยู่ 

        ในระหว่างการฝึกกินมังสวิรัติอย่างต่อเนื่องหลายเดือนนั้น ผมยังขวนขวายหาข้อมูลและความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับการเป็นนักมังสวิรัติเพิ่มเติมอยู่เรื่อย ๆ ทั้งจากครูบาอาจารย์และจากที่อื่น จนเริ่มรู้สึกว่าเราน่าจะกินมังสวิรัติไปได้จนตลอดชีวิต และอยู่ได้อย่างแข็งแรงเหมือนคนปกติ หรืออาจจะแข็งแรงกว่าคนที่กินเนื้อด้วยซ้ำไป มีตัวอย่างมากมายของผู้ที่กินมังสวิรัติอย่างต่อเนื่องแล้วยังแข็งแรง มีอายุยืน ดังนั้น ถ้าเรากินได้ถูกต้องสอดคล้องกับความต้องการของธรรมชาติร่างกาย ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องที่คนส่วนใหญ่มักจะกังวลว่าจะขาดธาตุอาหาร เคล็ดลับง่าย ๆ อย่างหนึ่งที่ได้มาจากครูบาอาจารย์คือ พยายามกินถั่วหลากหลายชนิดเพื่อทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ส่วนธาตุอาหารอื่น ๆ ที่ร่างกายต้องการนั้น ก็สบายใจได้เลยว่าในพืชผักนั้นมีอยู่อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ดีกว่าเนื้อสัตว์เสียอีก

        ในวาระที่ใกล้จะครบรอบหนึ่งปีที่ผมเริ่มกินมังสวิรัติ ผมมานั่งนึกทบทวนตัวเองดูว่าอะไรกันแน่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผมตัดสินใจที่จะกินมังสวิรัติตลอดไป ทีแรกผมเองก็ยังคลำหาเหตุผลต้นตอที่แท้จริงในตัวเองไม่เจอเหมือนกัน มันเหมือนกับปัจจัยต่าง ๆ รอบตัวมีส่วนส่งเสริมให้เดินมาทางนี้ได้อย่างสะดวก และก็เดินมาได้เรื่อย ๆ เท่านั้น แต่จากสายตาของคนทั่วไปมักจะมองว่าเรากินมังสวิรัติก็เพื่อรักษาสุขภาพ บางคนอาจจะเข้าใจไปถึงขั้นที่ว่าเรากำลังฝืนตัวเองเพื่อแลกกับการมีสุขภาพที่ดี กลัวเป็นโรคนั้นโรคนี้ อยากมีอายุยืน อะไรทำนองนั้น

        แต่เมื่อมาตรวจสอบตัวเองอย่างละเอียดแล้ว ผมพบว่าเหตุผลที่แท้จริงนั้นมันมีพลังและลึกซึ่งกว่าความกลัวเป็นโรคและความอยากมีสุขภาพดีเป็นไหน ๆ ลำพังความกลัวโรคและความอยากมีสุขภาพดีนั้นมันยังไม่มีพลังมากพอจะฉุดเราให้พ้นจากความชอบความติดในอาหารได้อย่างแท้จริง ดูได้จากผู้ที่ป่วยเป็นโรคร้ายแรงต่าง ๆ แล้วหมอสั่งห้ามกินนั่นกินนี่ ก็ยังแอบกินแอบเสพเพราะความติดความชอบนี่แหละ จะเสพมากเสพน้อยก็แล้วแต่ความสามารถในการฝืนตัวเองของแต่ละคนเท่านั้น ถ้าฝืนไม่ไหวก็เสพ คิดเอาว่าอย่างมากก็ตายไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บแล้วก็ถือว่าจบกัน แต่เหตุผลที่ได้จากการฟังธรรมและปฏิบัติธรรมตามครูบาอาจารย์สอนผมว่ามันไม่ได้จบแค่ความตายเท่านั้น เพราะตัวตนของเราจะต้องวนเวียนกลับมาเกิดอีกหลายภพหลายชาติ และทุกอย่างที่เรากระทำไว้ในชาตินี้จะยังคงมีผลต่อเราในชาติต่อ ๆ ไปอีก จนกว่าเราจะพัฒนาตนไปถึงขั้นที่ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก

        ดังนั้น ในโลกที่เป็นจริงทางพุทธศาสนา ตามที่พระพุทธเจ้าสมณโคดมได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า "เรามีกรรมเป็นของของตน" คือเราทำกรรมอะไรไว้ก็ต้องได้รับผลของกรรมนั้นอย่างแน่นอน ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ และการกินเนื้อสัตว์ก็เป็นการเบียดเบียน เป็นการเอาเลือดเนื้อของเขามากินโดยที่เจ้าตัวเขาไม่ได้ให้ แม้ว่าเราจะไม่ได้ฆ่าหรือช่วงชิงเอาเลือดเนื้อเขามากินด้วยน้ำมือเราเองก็ตาม แต่เราก็หนีไม่พ้นสัจจะความจริงที่ว่าเรามีส่วนแห่งกรรมในการกินเนื้อของเขาอยู่ ผลวิบากแห่งกรรมนี้จะยังมีอยู่ (ครูบาอาจารย์ยังบอกอีกว่าคนกินนั้นบาปยิ่งกว่าคนฆ่าด้วยซ้ำ) และจะส่งผลต่อตัวตนของเราทั้งในชาตินี้และชาติอื่น ๆ สืบไป เมื่อผมเชื่อและเห็นตามอย่างพระพุทธเจ้าและครูบาอาจารย์อย่างนี้แล้ว ผมจึงเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่าทำไมจึงควรเลิกกินเนื้อสัตว์เสีย เอาแค่ว่าโทษภัยของมันจะไม่ได้จบสิ้นกันไปในชาตินี้เท่านั้น แต่จะติดตามเราไปถึงชาติต่อ ๆ ไปอีกไม่รู้กี่ชาติ แค่คิดเท่านี้ก็น่าหวาดเสียวมากแล้ว คือมันยิ่งกว่าความกลัวโรคและความอยากมีสุขภาพดีไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า

        บางคนอาจจะมองว่าที่ผมคิดอย่างนี้มันเป็นเพียงความเชื่อ ไม่ใช่ความจริงที่จะพิสูจน์กันได้ แต่ผมเชื่อว่านี่แหละคือความจริงที่จริงเสียยิ่งกว่าสิ่งที่คนทั่ว ๆ ไปคิดว่าจริง แต่เอาเถอะ ใครจะคิดว่ามันเป็นแค่ความเชื่อก็ได้ เราบังคับความเชื่อกันไม่ได้อยู่แล้ว ผมก็ขอเชื่อตามพระพุทธเจ้า เชื่อตามครูบาอาจารย์ และผมเองก็พยายามตรวจสอบตัวเองอยู่เสมอว่าความเชื่อนี้เป็นความงมงายหรือไม่ ด้วยการปฏิบัติตามและดูผลที่ตัวเองมาเรื่อย ๆ เพื่อพิสูจน์ธรรมะของพระพุทธเจ้า พิสูจน์คำสอนของครูบาอาจารย์ ดังที่เราสวดระลึกถึงพระธรรมของพระพุทธเจ้าว่า "สันทิฏฐิโก" พึงเห็นได้ด้วยตนเอง "อกาลิโก" เป็นจริงตลอดกาล "เอหิปัสสิโก" ท้าทายให้มาพิสูจน์กันได้ ผมก็จะขอพิสูจน์อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้รู้ว่าธรรมะตามที่ผมเชื่ออย่างนี้ไม่จริง หรือจะเป็นจริงจนไม่เหลืออะไรให้ต้องพิสูจน์อีก

22 ก.ย. 2560

ความงมงายต่อพระพุทธเจ้า



        คนส่วนใหญ่ไม่ว่าจะทำอะไรก็หวังว่าจะมีทางลัด คืออยากได้ประโยชน์แต่ไม่อยากลงทุนลงแรง ไม่อยากเสียเวลาไม่อยากลำบาก ทางลัดที่ว่านั้นเป็นอย่างไรล่ะ?

        หลายคนพอคิดถึงพระพุทธเจ้า คิดถึงพระศากยมุนีศาสดาเจ้า ก็จะคิดไปว่า ในเมื่อธรรมะของพระองค์นั้นดีเลิศอย่างยิ่ง จะต้องสามารถคุ้มครองเขาให้แคล้วคลาดจากเคราะห์กรรมได้ หรือทำให้ร้ายกลายเป็นดีได้อย่างแน่นอน ดังนั้น ทุกวันนี้จึงกลายเป็นกระแสไปเสียแล้ว คือผู้คนพากันไปวัดเพื่อจุดธูปเทียนกราบไหว้พระพุทธเจ้ากันมากมาย 

        สหายเอย หากมีเวลาก็ลองแวะไปเที่ยววัดดูบ้างเถิด ก็จะเห็นทีเดียวว่า ไม่ว่าจะเป็นเวลาไหนก็มีคนเข้าออกวัดอยู่เสมอ ผู้คนจอแจพลุกพล่านอยู่ตลอดเวลา ทั้งจุดธูปเทียน บริจาคให้ทาน กราบไหว้ ขอพร เสี่ยงทาย ฯลฯ บางคนมาเพื่อขอให้พระคุ้มครองปัดเป่าเภทภัย บางคนมาเพื่อขอให้โชคดีมีลาภไปตลอด บางคนมาเพื่อขอให้ได้ยศได้ตำแหน่ง มีกระทั่งเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำทุจริตแล้วมาขอให้พ้นจากความผิดไม่ต้องติดคุกติดตาราง ขอให้ชีวิตร่ำรวยรุ่งเรืองเฟื่องฟูไปตลอดกาลนาน อะไรที่ใหญ่ ๆ โต ๆ ในโลกทั้งหลายแหล่ก็เอาหมด ขอกันตะพรึดตะพรือ

        พระพุทธเจ้าไม่ใช่เทพไม่ใช่เซียน และไม่ใช่พระเจ้าผู้กอบกู้โลก พระองค์เป็นผู้รอบรู้ แต่ไม่ใช่ผู้ดลบันดาลสรรพสิ่ง

        ในโลกนี้มีคนคนเดียวเท่านั้นที่สามารถช่วยให้เราหลุดพ้นจากห้วงทะเลแห่งทุกข์ได้ นั่นก็คือตัวเราเอง เป็นตัวของเราเองกับดวงจิตเดิมที่มีปัญญาเท่านั้นจะทำได้

        พุทธคืออะไร พุทธก็คือผู้ที่ตื่นรู้ คือผู้ที่เข้าใจสัจจะของชีวิตและจักรวาลอย่างถ่องแท้ คือผู้มีจิตใจอันประกอบด้วยปัญญาอันยิ่ง

        พุทธเป็นครูที่ดีและเป็นมิตรที่ชี้ประโยชน์แก่เรา คือพ่อผู้เมตตาและพี่ชายที่เอื้ออาทร พุทธคือท่าน พุทธคือเรา พุทธคือเขา พุทธคือเราทุก ๆ คน

        พุทธจะใคร่ครวญชีวิตไปพร้อม ๆ กันกับเรา พุทธจะแสวงหาสัจจะของจักรวาลไปด้วยกันกับเรา

        พุทธคือผู้ที่ชี้ทางออกจากกิเลสอันเศร้าหมองแก่เรา ขอเพียงแต่เราปฏิบัติตามคำสอนอันเปี่ยมเมตตาของพุทธ ก็จะสามารถแก้ไขเรื่องร้ายให้กลายเป็นดีได้ เมื่อต้องพบกับความทุกข์ยากลำบากก็สามารถคลี่คลายให้เป็นความผาสุกเบิกบานได้

        ขอเพียงมีพุทธในใจ พุทธก็จะอยู่ในทุกที่ ขอเพียงมีพุทธในใจ พุทธก็จะมีอยู่ในทุกเมื่อ

        การเรียนรู้ในพุทธเป็นวิชาที่เน้นที่การปฏิบัติจริงอย่างยิ่ง หากจะถามว่าการเรียนรู้ในพุทธมีเคล็ดลับอะไร เคล็ดลับที่ว่าก็คือการปฏิบัติให้รู้จริงด้วยตนเอง

        เคล็ดลับของการเรียนรู้ฝึกปฏิบัติในพุทธก็คือการพากเพียรทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้าทีละเล็กทีละน้อยในชีวิตประจำวันของเรานี่เอง 

        หาใช่การละเลยต่อการทำชั่วเล็ก ๆ น้อย ๆ หาใช่การทำปากอย่างใจอย่าง หาใช่การเอาแต่พูดแล้วไม่ทำจริง

        พุทธไม่ได้อยู่บนสวรรค์ พุทธไม่ได้อยู่ในวัดวาอาราม พุทธอยู่ในใจของเราทุกคน

        การปฏิบัติธรรมไม่ใช่การทำเพื่อให้ผู้อื่นดู การอ่านพระคัมภีร์ก็ไม่ใช่เกมทางภาษาที่ทำให้ดูลึกซึ้งสูงส่ง การที่สามารถเอ่ยอ้างข้อความบางตอนจากพระคัมภีร์ได้ก็ไม่ใช่เพื่อแสดงภูมิรู้ให้ผู้อื่นเห็น เราไม่ได้ปฏิบัติธรรมเพื่อจะได้ชื่อว่าปฏิบัติธรรม ไม่ได้ท่องคัมภีร์เพื่อให้ได้ชื่อว่าท่องได้


        พุทธธรรมได้บันทึกถึงการแสวงหาและใคร่ครวญของพระพุทธเจ้าต่อกฎเกณฑ์ของชีวิต ของจักรวาล และของธรรมชาติ พุทธธรรมได้ให้วิธีการแก่สัตว์ทั้งหลายในการพิจารณาสัจจะแห่งจักรวาล บุกเบิกทางปัญญา และบรรลุแจ้งแห่งภาวะในจิตของตนเอง

        เป้าหมายของการปฏิบัติธรรมคือการหาหนทางกลับสู่ฐานจิตเดิมอันสงบ สว่าง และมีปัญญาของเราเอง เป้าหมายของการปฏิบัติธรรมก็เพื่อช่วยให้สัตว์ทั้งปวงสามารถบรรลุถึงความหลุดพ้นได้อย่างแท้จริง สามารถพ้นจากทุกข์และเป็นสุขอย่างแท้จริง

        พุทธอยู่ที่หุบเขา หุบเขานั้นก็คือใจของท่านเอง ทุกคนต่างก็มีองค์พระเจดีย์บนเขา ที่ปฏิบัติของท่านก็อยู่ในพระเจดีย์นั้นเอง จงอย่าลืมหนทางกลับสู่บ้าน จงอย่าหลงลืมตนเอง


เขียนโดย 佛子 วัดจี๋เล่อ ฮาร์บิน
ที่มา https://view.inews.qq.com/a/20170906A00UKK00

12 ก.ย. 2560

เมื่อเจ็บป่วย เราจะสลายกรรมและสั่งสมกุศลได้อย่างไร



        เมื่อพบอุปสรรคจะเกิดปัญญา เมื่อพบวิบากร้ายก็จะได้เพิ่มฐานของการปฏิบัติธรรม ตัวอย่างเช่น ถ้าวันนี้เราป่วย มันไม่ใช่ว่าเราได้ความเจ็บไข้หรอก แต่เป็นการปล่อยความเจ็บไข้ออกมาต่างหาก อย่างไรน่ะหรือ? ถ้าเราไม่เคยทำเหตุของมันมาก่อน วันนี้เราก็จะไม่ป่วยเป็นโรคนี้หรอก โรคนี้มันสะสมอยู่ในตัวเราอยู่ก่อนแล้ว พอถึงวันนี้เมื่อเหตุนั้นสุกงอมได้ที่ ก็แสดงผลออกมาเป็นโรค หรือจะพูดอีกอย่างก็ได้ว่ากรรมนั้นให้ผลแล้ว ดังนั้นมันจึงเป็นการปล่อยโรคออกมา ไม่ใช่การเกิดของโรค กรรมที่เราทำ ณ ปัจจุบันนี้สิจึงจะเป็นเหตุ อันนี้จึงจะเรียกได้ว่า การเกิดของโรค แต่ถ้าวันนี้เรากำลังได้รับผลของการที่เราก่อโรคไว้แล้ว เรามีอาการเจ็บป่วย อันนี้เรียกว่าโรคนั้นมันถูกปล่อยออกมา

        ผู้ที่มีปัญญาจะกลัวการก่อกรรมชั่วใหม่ และไม่กลัวการรับผลแห่งกรรมที่ได้ทำไปแล้ว ผู้ที่ไม่มีปัญญาจะกลัวการรับผลแห่งกรรม แต่ไม่กลัวการก่อกรรมชั่วใหม่ เมื่อท่านได้กระทำเหตุแห่งกรรมใดลงไปแล้ว ในอนาคตย่อมต้องได้รับผลแห่งกรรมนั้นอย่างแน่นอน ผลแห่งกรรมที่ท่านได้รับในขณะปัจจุบันนี้ เกิดจากเหตุที่ท่านได้กระทำไว้แล้วในอดีต มันคือการสลายตัวของกรรม เป็นการใช้หนี้ เป็นการปล่อยโรค ขับไล่มาร มันเป็นเรื่องดีนะ

        แต่พวกเราที่ยังเป็นปุถุชนอยู่ เวลาหว่านเพาะเหตุแห่งกรรมเลวนั้นมักไม่กลัว แต่พอถึงคราวต้องรับผลแห่งกรรมเลวกลับหวาดกลัว มันกลับหัวกลับหางกันอย่างนี้ ดังนั้น เมื่อเจ็บป่วยเป็นโรคขึ้นมา จงอย่ากลัว ถ้าเราเป็นนักปฏิบัติธรรมที่แท้จริงแล้วล่ะก็ ต่อไปนี้คือเคล็ดลับอันสุดยอดเลยทีเดียว

        ข้อที่ ๑ ถ้าเกิดป่วยขึ้นมาในวันนี้ แปลว่าวิบากกรรมเก่าของเรายังชดใช้ไม่หมด ยังใช้หนี้เก่าไม่หมด เราต้องสำนึกผิดต่อกรรมชั่วที่เคยทำมาทั้งหมดทั้งสิ้น โดยเฉพาะกรรมจากการทำร้ายชีวิตสัตว์ ด้วยการสำนึกผิดนี้ วิบากกรรมจะถูกสลายลงไปได้ เมื่อวิบากกรรมสลาย ผลแห่งกรรมก็จะจบสิ้นไป ทุกอย่างก็จะดีขึ้น

        ข้อที่ ๒ การเจ็บป่วยต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับเจ้ากรรมนายเวรอย่างแน่นอน โอกาสที่จะได้ชดใช้หนี้มาถึงเราแล้ว เราไม่ควรจะต้องกลัว ควรที่จะเผชิญหน้ากับมัน พยายามแผ่เมตตาจิตไปให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายให้มาก ๆ เพื่อให้เขาเหล่านั้นยอมรับและพอใจ ก็จะเป็นการได้ใช้หนี้ให้เขาแล้ว 

        ข้อที่ ๓ โอกาสของการปฏิบัติธรรมมาถึงแล้ว จงใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์ เราสามารถบำเพ็ญจิตโพธิสัตว์ด้วยการเห็นประโยชน์ของผู้อื่นมาก่อนประโยชน์ตน ทำประโยชน์ให้ผู้อื่นเพื่อสั่งสมจิตโพธิสัตว์ การปฏิบัติอย่างนี้นอกจากจะสามารถคลี่คลายกรรมและสั่งสมกุศลแล้ว ยังเป็นการชดใช้หนี้ และยังช่วยเพิ่มฐานของการปฏิบัติธรรมของเราเองขึ้นมาได้ด้วย อันนี้ก็เป็นเรื่องดี

        แต่หากเราไม่เข้าใจเหตุผลอย่างนี้ เมื่อเกิดเจ็บป่วยขึ้น ใจก็คิดกังวลว่า "แย่แล้วเรา จะทำยังไงดี" ก็เท่ากับเป็นการสร้างกรรมใหม่อีก ต้องเข้าใจว่านี่คือผลของกรรม ถ้าเราไม่เชื่อกรรมก็เท่ากับเป็นอวิชชา เป็นมิจฉาทิฏฐิ เราจะกลัวสิ่งที่มีอยู่ในตัวเราอยู่แล้ว กลัวสัตว์ทั้งหลายจะมารบกวนทำร้าย แล้วหาทางออกด้วยการไปหาหมอดูให้ช่วย พวกนั้นก็ดีแต่พูดเดามั่วซั่ว "ท่านเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มีสิ่งนั้นสิ่งนี้ในตัว..." ทำแบบนั้นแล้วก็เท่ากับเราได้ไปทำให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายเพิ่มความพยาบาทชิงชังแก่เรามากขึ้น ยิ่งเพิ่มวิบากกรรมเลวของตนเองขึ้นไปอีก เสร็จแล้วก็ไปฆ่าสัตว์เพื่อเอามากินบำรุงร่างกาย ไปกินของที่ไม่บริสุทธิ์จากบาป ทำร้ายชีวิตสัตว์เพิ่มขึ้นไปอีก ยิ่งทำไปอย่างนี้ก็ยิ่งแย่ ต่อไปจะต้องได้รับเคราะห์กรรมมากยิ่งขึ้น



เขียนโดย 达真堪布
ที่มา http://rufodao.qq.com/a/20170911/030999.htm

4 ก.ย. 2560

เลิกเสพยาได้ด้วยพลังแห่งธรรมะ



        ฉันชื่อจิ้งซิน (净心) อายุ ๔๘ ปี เกิดที่เมืองหนานชาง มณฑลเจียงซี ในครอบครัวที่พ่อแม่ทำงานประจำกินเงินเดือน ในช่วงปี ๑๙๗๐-๑๙๗๙ พ่อแม่มีงานที่มั่นคง พี่ชายและพี่สาวทำธุรกิจ ครอบครัวจึงมีฐานะค่อนข้างดี ฉันเป็นน้องคนสุดท้องในบ้าน จึงได้รับความรักความเอ็นดูมากจากทุกคนในครอบครัว ช่วงนั้นฉันยังเป็นเด็กที่เฉลียวฉลาด ว่านอนสอนง่าย เรียบร้อยและน่ารัก คนแถวบ้านตั้งฉายาให้ฉันว่า คุณหนูหลินไต้อวี้ (ตัวละครเอกในนิยายคลาสสิคจีนเรื่องความฝันในหอแดง)

        ช่วงปี ๑๙๘๐-๑๙๘๙ ฉันเรียนจบมัธยมต้นแล้ว เป็นแฟนกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่บ้านอยู่ในละแวกเดียวกัน เราฟังเพลงของเติ้งลี่จวินด้วยกัน คุยกันถึงกิมย้ง (金庸) ฉวงเหยา มีเรื่องคุยกันได้เยอะมากไม่มีเบื่อ เรามองอนาคตอย่างมีความหวังและสวยงาม ด้วยความที่ชอบอะไรตรงกันหลายอย่าง คบกันไม่นานก็ได้แต่งงาน สามีฉันออกไปทำงานรับจ้างขนส่งสินค้า ไปเหนือล่องใต้ ธุรกิจเจริญรุ่งเรืองดี ครอบครัวฉันกลายเป็นที่อิจฉาของคนอื่น ฉันทำหน้าที่เป็นแม่บ้านอย่างเดียว ตั้งหน้าตั้งตาเลี้ยงลูกสองคนอย่างเต็มที่

        เวลาผ่านไปเร็วมาก จนถึงปี ๑๙๙๔ หลังจากการพากเพียรสู้งานอยู่สิบกว่าปี ธุรกิจของสามีก็เติบโตขึ้นอย่างราบลื่น ฐานะครอบครัวก็ร่ำรวยขึ้น ลูกชายอายุ ๘ ขวบเข้าเรียนประถมแล้ว ลูกสาวอายุ ๕ ขวบก็กำลังจะเข้าโรงเรียน ครอบครัวเราสี่คนกำลังมีความสุข เป็นที่ชื่นชมยินดีของเพื่อนบ้านไปทั่ว

        และในปีนั้นเอง เคราะห์กรรมก็ทำให้ชีวิตฉันพลิกผันไปอย่างน่าใจหาย เพราะความที่คบเพื่อนไม่ดูให้ดีก่อน ทำให้ฉันหลงไปติดยาเสพติดเข้า ตั้งแต่นั้นมาก็เหมือนตกนรกหมกไหม้ มองย้อนกลับไปตอนนั้นแล้วรู้สึกสำนึกเสียใจจริง ๆ เจ็บใจมากที่ย้อนเวลากลับไปไม่ได้ แต่ความเสียใจก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว

        ทีแรกฉันไม่รู้หรอกว่ามันคือยาเสพติด รู้แต่ว่าตอนเสพมันจะรู้สึกสบายตัวอย่างมาก เหมือนล่องลอยอยู่ในสวรรค์ เริ่มจากการสูบ และต่อมาเป็นการฉีดเข้าเส้น ทั้งเฮโรอีน ยาไอซ์ ยาอี ยาบ้า กัญชา ฉันเคยเสพมาหมด อันตรายของการเสพยาก็คือพอติดแล้วมันจะเลิกยากมาก เวลาต้องการเสพจะมีอาการน้ำตาไหล น้ำมูกไหล น้ำลายไหล ในกระดูกเหมือนมีมดกัดเป็นพันเป็นหมื่นตัว ทรมานมาก ที่ทรมานที่สุดคือใจ จิตใจมันจะทุกข์ทรมานสุด ๆ ถ้าไม่มียาให้เสพ ความรู้สึกนั้นมันสุดจะบรรยาย เหมือนตายดีกว่าอยู่ จริง ๆ แล้วสามีก็ไม่พอใจมากที่ฉันเสพยาและไม่อยากให้เสพเลย แต่พอเห็นสภาพที่ฉันต้องทุกข์ทรมานจนสิ้นหวังและอยากตาย กับความสงสารลูก ๆ ด้วย จึงจำใจยอมให้ฉันเสพต่อไป ค่าใช้จ่ายสำหรับยาที่ฉันเสพตกวันละประมาณ ๔๐๐ หยวน (ประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าบาท) ถือว่าเป็นเงินเยอะมากในสมัยนั้น ฐานะครอบครัวต้องย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ เพราะเรื่องนี้ ช่วงนั้นฉันต้องทะเลาะกับสามีแทบทุกวัน

        เพราะการติดยา ฉันไม่มีแก่ใจจะดูแลลูกและงานในบ้านเลย บรรยากาศในบ้านเหมือนมีสงครามเย็น ทำให้เด็ก ๆ รู้สึกกลัว ลูกชายค่อย ๆ เปลี่ยนนิสัยกลายเป็นเด็กเงียบขรึมเก็บตัว กลายเป็นเด็กมีปมด้อย และค่อย ๆ ทำตัวเหินห่างจากแม่ไป นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาทีไรก็รู้สึกเจ็บปวดในใจมาก เจ็บใจตัวเองที่ไม่สามารถให้ชีวิตวัยเด็กที่อบอุ่นแก่ลูกได้ ฉันเป็นแม่ที่ให้ชีวิตที่ดีและมีความสุขกับลูกไม่ได้

        พ่อแม่และพี่ ๆ ก็ต้องมาเป็นทุกข์เพราะฉันด้วย พวกเขามีปากเสียงทะเลาะกับแม่สามีฉันด้วย พวกเขาโทษว่าเป็นเพราะสามีฉันยอมตามใจมากไปจนทำให้ฉันต้องติดยา ในที่สุดก็ถึงขั้นต้องหย่าร้าง ครอบครัวสุขสันต์จึงต้องจบสิ้นลงก็เพราะเหตุนี้

        การเสพยาเป็นโทษทั้งต่อตนเองและผู้อื่น มันเหมือนการก้าวสู่เส้นทางที่ไม่มีทางย้อนกลับ การเลิกยาเป็นเรื่องยากระดับโลก เวลาอยากยาขึ้นมา พี่ ๆ ทนเห็นฉันทุกข์ทรมานไม่ไหว ต้องจำใจยอมเอาเงินให้ฉันไปซื้อยาเสพ เงินที่แม่สะสมไว้ก็เหลือไม่มากแล้ว เรื่องของฉันกลายเป็นหัวข้อซุบซิบนินทาของคนบ้านใกล้เรือนเคียงไปเสียแล้ว คุณหนูหลินไต้อวี้ในอดีต มาวันนี้ได้ตกต่ำจนกลายเป็นไอ้ขี้ยาไปเสียแล้ว

        โบราณว่าลูกสาวคือดวงใจของพ่อแม่ เพราะฉันติดยา แม่จึงเสียใจมาก แม่เคยเอาโซ่มาล่ามฉันเอาไว้ ขังเอาไว้สองอาทิตย์ พอปล่อยออกมาฉันก็ยังต้องเสพเหมือนเดิม แม่กลายเป็นคนอารมณ์รุนแรงมากขึ้นทุกที ด่าว่าฉันอยู่บ่อย ๆ ส่วนฉันนั้นนอกจากจะไม่สำนึกแล้ว ยังคิดย้อนไปโทษแม่อีกว่าเลี้ยงดูอบรมมาไม่ดีเอง หารู้ไม่ว่าที่แม่ด่าก็เพราะรู้สึกสิ้นหวังกับฉันจนไม่รู้จะทำอย่างไรได้แล้ว

        เพื่อให้ฉันกลับเนื้อกลับตัวได้ แม่เริ่มไปปฏิบัติธรรม กินเจ สวดมนต์ ไปตามวัดต่าง ๆ อธิษฐานขอพรจากพระ ขอให้เกิดปาฏิหาริย์กับฉัน จนถึงปี ๒๐๑๕ แม่ลาจากโลกไปด้วยความเสียใจตอนอายุได้ ๘๐ ปี แต่ยังดีที่ในบั้นปลายท่านได้วางใจเข้าสู่ธรรมะแล้ว มีศรัทธาตั้งมั่น ก่อนตายยังได้พระอาจารย์มาช่วยสวดมนต์ให้ ขอให้ดอกบัวแห่งธรรมของท่านจงสว่างไสวในแดนสุขาวดีด้วยเถิด

        อันที่จริง ในใจของคนติดยาทุกคนลึก ๆ แล้วล้วนมีความเจ็บช้ำน้ำใจอยู่ไม่น้อย ฉันก็เหมือนกัน แม่ลาจากโลกไป บ้านแตกสาแหรกขาด พี่น้องกลุ้มใจ ลูก ๆ ผิดหวัง ทำให้ฉันอยู่อย่างไม่มีความสุขเลย ตอนที่แม่เสียชีวิต ฉันได้ยินว่าพระอาจารย์ที่มาสวดมนต์ให้ก็เคยติดยามาก่อน แต่เมื่อได้อบรมตนเองให้อยู่ในธรรมะ ท่านก็เลิกยาได้สำเร็จ คนในครอบครัวจึงคะยั้นคะยอให้ฉันลองดูบ้าง

        ปลายเดือนพฤษภาคมปี ๒๐๑๖ ฉันมาถึงวัดตงหลิน โดยมีพี่ชายและพี่สาวมาเป็นเพื่อน ณ ศาลาวัดอันเก่าแก่ สงบเงียบและน่าเคารพแห่งนี้ เหมือนมีพลังงานแผ่ซ่านออกมา ทำให้จิตใจที่สับสนวุ่นวายของฉันสงบลงได้ ชีวิตในวัดต่างจากที่ฉันคิดไว้อย่างสิ้นเชิง ทุกคนต่างมีความเป็นมิตรและเอื้ออาทร ไม่ได้มีความรู้สึกว่าคนเหล่านี้กำลังหลีกหนีจากโลกอย่างที่เคยคิดไว้เลย

        และก็บังเอิญจริง ๆ ฉันได้พบกับเพื่อนหลายคนที่ติดยามาเหมือนกัน พวกเขาก็หวังว่าจะมาอาศัยพลังแห่งธรรมะเพื่อขับไล่มารร้ายที่น่าชิงชังนี้ออกไปจากชีวิตเหมือนกัน พระอาจารย์ที่วัดเป็นผู้มีเมตตาอย่างมาก ไม่ได้เมินเฉยหรือรังเกียจพวกเราที่ดูเหมือนจะนอกคอกเลย แถมยังตั้งกลุ่มปฏิบัติธรรมพิเศษขึ้นให้พวกเราด้วย มอบหมายให้พระมาเทศนาให้พวกเราฟัง ถึงแม้ว่าพวกเราจะแต่งกายอย่างคนโลก ๆ ทั่วไป แต่ชีวิตในวัดก็ไม่ต่างอะไรจากนักบวชเท่าไร ลุกจากที่นอนตั้งแต่ตีสามกว่า ทำวัตรเช้า กินเจ ทบทวนธรรม กลางวันยังเดินกราบพระเจดีย์แบบธิเบต (เดินสามก้าวแล้วกราบหนึ่งครั้ง) ทีแรกมันก็ทำให้ร่างกายอ่อนเปลี้ยมาก แต่อดทนฝืนทำไปสักพักก็รู้สึกว่าร่างกายมีกำลังดีขึ้น โดยเฉพาะหลังจากรับศึลห้าแล้ว รู้สึกได้ถึงพลังอานิสงส์ ความศรัทธาค่อย ๆ หยั่งรากลงในจิตใจ ก่อให้เกิดพลังอย่างมหาศาล
ช่วงเวลานั้น ฉันได้เรียนรู้การสำนึกขอบคุณ สำนึกยอมรับผิด และมีจิตโน้มไปในบุญกุศล ความรู้สึกว้าวุ่นก็เบาบางลง อาการลงแดงอยากยาก็ลดจำนวนครั้งลง จนปัจจุบันก็ถือว่าเลิกยาได้แล้ว

        ฉันคิดว่าจะเลิกยาได้สำเร็จ ต้องมีปัจจัยหลักสามข้อคือ ความปรารถนาที่แรงกล้า แนวทางที่ชัดเจนแน่วแน่ และสภาพแวดล้อมที่ดี จะขาดอันใดอันหนึ่งไม่ได้

        ก่อนมาที่วัด หลาย ๆ คนรวมทั้งลูกชายฉันเองด้วย ไม่คิดว่าฉันจะทำได้ แต่ฉันคิดว่ามีคนที่ทำสำเร็จให้ดูแล้วเป็นตัวอย่าง คนอื่นทำได้ทำไมฉันจะทำไม่ได้ ฉันจึงตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว ต่อให้ต้องเสียอวัยวะไปก็จะไม่ยอมทำให้คนที่เชียร์อยู่ต้องผิดหวัง ฉันจะไม่ยอมให้ยาเสพติดมันทำลายชีวิตฉันอีกต่อไปเด็ดขาด ตอนนี้ก็ได้ผลสำเร็จมาระดับหนึ่งแล้ว และมีความมั่นใจมากว่าจะเลิกได้อย่างเด็ดขาด ฉันไม่ได้ทำให้พวกเขาผิดหวัง เวลาของชีวิตที่เหลือจากนี้ ฉันจะปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง สัญญาว่าจะเป็นคนดี จะเติมเต็มหน้าที่ของคนเป็นภรรยา เป็นแม่ให้สมบูรณ์ที่สุด นอกจากนี้ จะหลีกห่างจากเพื่อนที่เสพยา ตัดขาดจากสิ่งแวดล้อมที่จะเหนี่ยวนำให้กลับไปหามันอีก ฉันคิดไว้ถึงขนาดที่ว่าจะอยู่ที่วัดสักหลายปี

        ขอบคุณวัดตงหลิน ขอบคุณทุกคนที่ห่วงใย และขอเตือนพี่น้องทั้งหลายให้รักใส่ใจในชีวิตให้มาก และจงอยู่ให้ห่างจากยาเสพติด


ผู้เขียน 净心
ที่มา http://foxue.qq.com/a/20170802/042458.htm

2 ก.ย. 2560

เงิน ๒๐ ล้านที่สูญไปทำให้ผมได้มาพบธรรมะ

อาหาวนักเลงขาโจ๋ในอดีต


        ผมมาจากเมืองฉงชิ่ง ปีนี้อายุ ๓๐ ปี อาชีพปล่อยเงินกู้ มีลูกสองคนแล้ว

        เหตุอะไรที่ทำให้ผมได้มาสัมผัสกับธรรมะของศาสนาพุทธน่ะหรือ?

        เหตุเพราะเมื่อปีที่แล้วผมถูกเพื่อนที่สนิทกันมากคนหนึ่งโกงเงินไป ๓.๘๕ ล้านหยวน (ประมาณ ๒๐ ล้านบาท) ตอนนั้นผมโกรธมาก จึงไปเล่นงานเขาเสียยับเลย ผลก็คือคนในครอบครัวเขาไปแจ้งตำรวจ ผมถูกตำรวจจับและถูกขังอยู่ในคุกหนึ่งเดือน ตอนติดอยู่ในคุกนั้น ผมคิดแล้วคิดอีกก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงได้ซวยขนาดนี้ ตอนนั้นผมหดหู่ใจจนเกือบจะเป็นโรคซึมเศร้าไปแล้ว

        ผมเป็นลูกชายคนเดียวในครอบครัว ที่บ้านมีฐานะค่อนข้างดี พ่อแม่ก็เลี้ยงอย่างตามใจมาแต่เล็ก คงเป็นเพราะพวกท่านรู้สึกว่าไม่มีเวลามาดูแลให้ความอบอุ่นผมมากนัก จึงใช้เงินมาชดเชยให้เต็มที่ 

        ตอนเรียนมัธยมต้น เป็นช่วงวัยรุ่นที่เกเร ผมมักจะหนีเรียนไปเที่ยวเล่นเสมอ ส่วนใหญ่ก็ไปเล่นเกมในร้านเน็ต ขลุกอยู่กับพวกแกงค์วัยรุ่นขาโจ๋ทั้งวัน และช่วงนั้นผมยังเคยทำตัวชั่วขนาดเป็นหัวขโมยและตั้งตัวเป็นนักเลงเก็บเงินค่าคุ้มครองด้วย เรียนจบชั้นมัธยมต้นก็ไม่ได้เรียนต่อ ตอนนั้นผมออกมาเป็นลูกพี่ที่มีลูกน้องติดตามวันละสิบกว่าคนทุกวัน โลดแล่นอยู่ในแวดวงนักเลงประจำถิ่นนั่นแหละ  

        พ่อแม่เริ่มรู้สึกว่าถ้าปล่อยไว้ผมคงจะถลำลึกไปกว่านี้แน่ ดังนั้น ตอนผมอายุได้ ๑๗ ปี จึงถูกส่งไปหัดเป็นเซลล์ขายของอยู่กับอาที่เมืองหนานทง มณฑลเจียงซู สภาพแวดล้อมของชีวิตที่นั่นมันเปลี่ยนไปจากเดิมทั้งหมด เหมือนโลกใบใหม่ ผมซึ่งเคยเป็นลูกพี่ที่เรียนจบแค่มัธยมต้น พูดภาษาจีนกลางยังไม่ชัดเลย ต้องมากลายเป็นเด็กที่ขี้อายอย่างไม่น่าเชื่อ แต่แล้วผมก็ค่อย ๆ ชินและชักจะชอบชีวิตที่เรียบ ๆ และสงบแบบนี้ขึ้นมาบ้างเหมือนกัน

        จากนั้นผมก็มีแฟนและแต่งงานในเวลาต่อมา ช่วงนั้นเราได้เจอกับเรื่องเคราะห์ร้ายจนแทบจะเสียผู้เสียคนไปเลย เรื่องมีอยู่ว่า ในปี ค.ศ. ๒๐๐๙ ผมถูกเพื่อนที่ฉงชิ่งคนหนึ่งชวนไปเป็นเซลล์ด้วยกันที่ฝูเจี้ยน ตอนนั้นเราต้องออกไปลุยงานกันอย่างหนักทุกวัน หลังจากที่อดทนสู้งานอยู่นานเป็นเดือน ในที่สุดก็ค่อย ๆ สร้างธุรกิจของตัวเองขึ้นมาได้

        แต่ความยากลำบากในปีนั้นก็ยังไม่ได้ทำให้ผมโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเท่าไร กลับกลายเป็นว่ามีนิสัยเสียอย่างใหม่เริ่มเพาะตัวขึ้นมาอีก ช่วงตรุษจีน ตอนกลับบ้านที่ฉงชิ่ง เด็กหนุ่มที่ย่ามใจว่าประสบความสำเร็จแล้วอย่างผมก็เลยมือเติบซื้อของฝากของขวัญกลับบ้านมาเพียบ เป็นเงินนับแสนหยวน แถมยังเลี้ยงดูปูเสื่อเพื่อนฝูงที่บ้านเกิดอย่างสุรุ่ยสุร่ายอีก 

        ช่วงนั้นความโลภในวัตถุของผมมันพองโตขึ้นมาอย่างรวดเร็วทีเดียว

        พอกลับมาทำงานที่ฝูเจี้ยนอีกครั้ง เพื่อที่จะสนองตอบกิเลสโลภของตัวเอง และเพื่อให้ธุรกิจคล่องตัวขึ้น ผมขายมอเตอร์ไซค์คู่ใจที่อยู่กันมานานออกไป ใช้เงินที่เหลืออยู่ประมาณ ๓ แสนกว่าหยวน (ประมาณ ๑.๕ ล้านบาท) ซื้อรถยนต์มาคันหนึ่ง

        ธุรกิจที่ผมทำก็ดีวันดีคืน ในปี ค.ศ. ๒๐๑๐ มีโรงงานมาขอให้ผมช่วยขายของให้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โอกาสทางการค้ามากมายหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย

        พอถึงปี ค.ศ. ๒๐๑๔ ผมเริ่มคิดที่จะเปลี่ยนอาชีพแล้ว พอดีมีเพื่อนคนหนึ่งมาชวนลงทุนด้วยกัน เราจึงเปิดบริษัทปล่อยสินเชื่อขึ้นที่ฉงชิ่ง บ้านเกิดของผมเอง หลังจากเปิดบริษัทสองปีแรก กิจการก็ไม่เลวนัก ชีวิตในทางวัตถุของผมก็ยิ่งอู้ฟู่ขึ้นไปอีก คราวนี้ผมซื้อรถหรูรถซิ่งมาขับเล่นเลย

        แต่ในปีที่สามเกิดวิกฤติทางการเงิน ธุรกิจตกต่ำลงอย่างหนัก มันซบเซาสุด ๆ เงินที่ปล่อยกู้ไปเรียกเก็บคืนมาไม่ได้เลย แถมยังมีเรื่องเงินยืม ๓.๘๕ ล้านที่เพื่อนไม่ยอมคืนให้อีก เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ผมเริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นลึก ๆ ในใจบ้างแล้ว


        ช่วงที่ติดอยู่ในห้องขัง มีคน ๓๐ กว่าคนถูกขังรวมกันอยู่ในห้องแคบ ๆ ขนาด ๕๐ ตารางเมตร มีช่องหน้าต่างเล็ก ๆ อยู่แค่ช่องเดียว กิน ขี้ เยี่ยวก็อยู่ในนั้นทั้งหมด คนที่เข้ามาใหม่ต้องทนนอนข้างส้วม ทั้งเหม็นทั้งสกปรก มันไม่ใช่ที่อยู่สำหรับมนุษย์เลย อยู่ในนั้นไม่ได้รับรู้เรื่องราวข้างนอกเลย เหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก มันทุกข์ทรมานอย่างมาก จนแทบไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเลยทีเดียว

        ผมติดอยู่เป็นเวลาหนึ่งเดือนกับอีก ๗ วัน กล้ำกลืนฝืนทนจนผ่านช่วงเวลานั้นมาได้อย่างยากเย็น ในที่สุดผมก็ถูกปล่อยตัวออกมา พอออกมาแล้วก็รู้สึกเลยว่าชีวิตมันดูว่างเปล่ายังไงไม่รู้ หลังจากผ่านความมืดมนมาเดือนกว่า เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่าชีวิตเหมือนเสียศูนย์ไปแล้ว


        ช่วงนั้นเอง มีเพื่อนคนหนึ่งชวนผมไปฟังธรรม ทำให้ได้ไปฟังพระอาจารย์ท่านหนึ่งเทศน์ ท่านพูดถึงเรื่องกรรม ตอนนั้นผมยังไม่เข้าใจอะไรหรอก แต่ก็อยากรู้จริง ๆ ว่าการที่ผมต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้มันเกิดจากกรรมอะไร

        ดังนั้น หลังจากเทศน์จบผมก็เข้าไปถามพระอาจารย์ เล่าให้ท่านฟังถึงเรื่องของผม พระอาจารย์ก็ถามผมว่า "เขาทำเรา? หรือเราทำตัวเราเอง?" ผมงงจนไม่รู้ว่าจะตอบอะไร พระอาจารย์ก็เลิกคิ้ว ยกฝ่ามือขึ้นแล้วตีลงมาที่หัวผม การตีครั้งนั้นมันเหมือนได้กระเทาะใจผมให้เปิดออก พระอาจารย์ก็ยิ้ม ๆ แล้วพูดว่า "ไม่ใช่เขามาโกงเธอหรอก แต่เธอถูกความขี้โลภของตัวเองหลอกต่างหาก เธออยากได้ดอกเบี้ย ส่วนเขาก็อยากได้เงินทุน" ผมรู้สึกเหมือนถูกน้ำเย็นรดลงที่หัว มันรู้ตัวตื่นขึ้นมาในทันทีทันใด


        ผมติดตามฟังธรรมจากพระอาจารย์อีกหลายครั้ง ได้รู้จักกับรุ่นพี่จากมหาวิทยาลัยฉงชิ่งคนหนึ่ง และได้ข้อมูลเกี่ยวกับค่ายปฏิบัติธรรมที่วัดตงหลินจากรุ่นพี่คนนี้ด้วย

        ผมกลับมาปรึกษากับครอบครัวที่บ้าน ขอไปเข้าค่ายปฏิบัติธรรมกับรุ่นพี่จากมหาวิทยาลัยอีก ๘ คน ทีแรกก็กะว่าจะไปลองเรียนรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมดูบ้างเท่านั้น แต่พอมาถึงที่วัดตงหลินแล้วจึงพบว่ามีความรู้มากมายและได้ประสบการณ์ที่ดีอย่างมาก

        ตอนมาถึงวัดตงหลินแรก ๆ นั้น ยังปรับตัวไม่ทัน ปัญหาที่หนักที่สุดของผมไม่ใช่เรื่องอารมณ์ความรู้สึกอะไรหรอก แต่เป็นเรื่องที่ต้องตื่นมาทำวัตรตั้งแต่ตีสี่ครึ่งนี่แหละ

        ผมเคยชินกับการนอนดึกตื่นสายมานานหลายปี กลางคืนเป็นแมวตาค้างกลางวันเป็นหมีแพนด้าตาดำอย่างผม ปุบปับต้องมาใช้ชีวิตในวัดที่ต้องแหกขี้ตาตื่นตั้งแต่ตีสี่ครึง ดับไฟนอนตั้งแต่สามทุ่ม มันปรับตัวไม่ทันจริง ๆ แต่ก็แปลก หลังจากผ่านไปสามวันก็ค่อย ๆ ชินขึ้นมาบ้าง เวลานี้ผมเริ่มรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของตัวเอง มันเริ่มตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา


        เวลากินอาหารครั้งแรกที่วัดทำให้ผมรู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน เป็นการกินที่เรียบง่ายและประหยัดอย่างไม่น่าเชื่อ ต่างจากการกินข้าวโดยปกติของเราอย่างสิ้นเชิง คือปกติเราจะกินกันชนิดที่มีอาหารเต็มโต๊ะและสิ้นเปลืองมาก ผมไม่คิดเลยว่าจะมีการกินอาหารแบบนี้ได้ด้วย

        หลังรับประทานอาหารผมอาสาไปช่วยล้างจานในครัว การทำงานที่นั่นทำให้ผมประทับใจอย่างมาก อาสาสมัครและผู้มาเข้าค่ายทุกคนต่างกระตือรือร้นที่จะช่วยกันทำงาน ต่างจากคนที่ผมเคยพบเจอข้างนอก ส่วนตัวผมนั้นเมื่อตอนอยู่บ้านก็มีแต่คนทำให้ ทั้งซักผ้า ทำกับข้าว ล้างจาน ไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องทำงานพวกนี้ด้วยตัวเอง ถึงแม้ว่าการไปล้างจานที่ครัวจะทำให้ผมเหงื่อออกเต็มหลังทุกครั้ง แต่พอทำงานเสร็จแล้วจะรู้สึกอิ่มเอมใจและมีความสุขทุกครั้ง

        ในวันที่สามเราได้ไปร่วมงานกับกลุ่มช่วยสวดมนต์ให้แก่ผู้ป่วยระยะสุดท้าย พอดีมีผู้ป่วยชราสองคนที่นอนรอวันตายอยู่บนเตียง พวกท่านก็ยังพยายามสวดมนต์อยู่อย่างไม่ลดละ ไม่รู้ทำไม ภาพที่เห็นทำให้ผมนิ่งอึ้งและน้ำตาไหลเอ่อออกมาอย่างไม่รู้ตัว

        หัวข้อหลักของค่ายปฏิบัติธรรมครั้งนี้คือ ชีวิตคนคู่ในศาสนาพุทธ เนื้อหาหลักเกี่ยวกับศีลข้อสามคือการไม่ทำผิดประเวณี เราฟังธรรมจากพระอาจารย์และฆราวาสหลายท่าน ผมเอามาคิดเทียบกับประสบการณ์ของตัวเองแล้วเข้าใจอย่างลึกซึ้งเลยว่าการผิดศีลข้อสามมันน่ากลัวอย่างไร จึงตัดสินใจว่าจะตั้งใจศึกษาและปฏิบัติศีลให้ดี และต่อไปนี้จะพูดจะทำอะไรกับใคร ที่ไหน เมื่อไร ก็ต้องสังวรรู้ตัวอยู่เสมอ

อุบาสกจิ้งหาว

        วันที่สี่ของค่ายมีพิธีรับศีลห้าและปวารณาตัวต่อพระรัตนตรัย โดยพระอาจารย์ใหญ่มาเป็นประธานในพิธีด้วยตนเอง ทันทีที่ทราบเรื่องนี้ผมก็สมัครเข้าพิธีอย่างไม่ลังเลใจเลย และก็ได้รับการตั้งชื่อทางธรรมเป็นครั้งแรกว่า 净豪 (จิ้งหาว หมายถึง บริสุทธิ์และเด็ดเดี่ยว) ในคำสอนของท่านเหลี่ยวฝานกล่าวไว้ว่า "เมื่อวานก็ให้มันตายไปเมื่อวาน วันนี้ก็ให้มันเกิดใหม่วันนี้" ผมได้เกิดใหม่เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าอย่างเป็นทางการแล้ว

        ย้อนกลับไปดูชีวิตที่ผ่านมา ๓๐ ปีของตัวเอง ผมหวังว่าทุกท่านจะไม่เป็นอย่างผมในอดีต ที่มุ่งเอาแต่ไล่ล่าลาภ ยศ สรรเสริญ ดังที่ในคัมภีร์ปรัชญาปารมิตาสอนไว้ว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเพียงมายา เป็นฟองน้ำ เพียงสัมผัสโดนเข้ามันก็แตกสลายไป ผมจะพากเพียรในการปฏิบัติธรรม จะบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งธรรมที่ได้ร่ำเรียนนี้ให้สืบทอดต่อไป และให้คนรอบข้างได้เรียนรู้พุทธธรรมไปด้วย

        ผมจะพากเพียรสร้างเสริมศรัทธาตั้งมั่น สั่งสมกุศล จนกว่าจะถึงวันที่ได้ไปสู่แดนสุขาวดีของพระพุทธเจ้า อมิตาพุทธ!


เขียนโดย 净豪
ที่มา https://view.inews.qq.com/a/20170829A0FCU100

28 ส.ค. 2560

ทุกข์สุขของใครก็ตาม ล้วนเกิดแต่เหตุทั้งสิ้น



        คนเลี้ยงสัตว์ผู้หนึ่งใช้ชีวิตอยู่ในทุ่งปศุสัตว์อันห่างไกลมาโดยตลอด ครั้งหนึ่งเขาได้บังเอิญมีโอกาสเข้าไปในเมืองใหญ่ที่ทันสมัย เขาพบว่าคนในเมืองต่างก็ใช้หลอดไฟกันทั้งนั้น เขาจึงคิดว่า "สิ่งที่ให้ความสว่างนี้ดีจริง ๆ ฉันควรจะซื้อกลับไปบ้านสักอัน จะได้ไม่ต้องจุดตะเกียงน้ำมันทุกคืนอีก"

        ดังนั้นเขาจึงได้ซื้อหลอดไฟกลับไปบ้านที่ชนบทด้วยหนึ่งหลอด เอาไปแขวนไว้ในกระโจมอย่างมีความหวัง แต่หลังจากแขวนท่าโน้นท่านี้อยู่นาน หลอดไฟก็ไม่สว่างสักที

        เมื่อตอนที่เห็นหลอดไฟมีแสงสว่าง คนเลี้ยงสัตว์ผู้นี้ก็คิดอย่างปักใจแล้วว่า แค่ซื้อหลอดไฟกลับไปก็จะมีแสงสว่างแล้ว แต่เขาไม่เข้าใจเหตุที่แฝงซ่อนอยู่เบื้องหลัง หลอดไฟนั้นสว่างได้เพราะมีเหตุเบื้องปลาย แต่จะมีแสงขึ้นมาได้ยังต้องอาศัยเหตุเบื้องต้นคือไฟฟ้าและสายไฟด้วย

        อันที่จริง ทุกข์สุขของทุกชีวิตก็ขึ้นอยู่กับเหตุเบื้องปลายและเหตุเบื้องต้นเหมือนกัน ตาเนื้อของเรามองเห็นก็แต่เหตุเบื้องปลายที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น มองไม่เห็นเหตุเบื้องต้นที่แฝงซ่อนอยู่ข้างหลัง

        เป็นต้นว่าเราเห็นคนคนหนึ่งร่ำรวยขึ้น เราก็เห็นแค่ว่าเขาขยันพากเพียรและฉวยคว้าโอกาสได้จึงร่ำรวย แต่ไม่เห็นหรอกว่าในชาติปางก่อนเขาได้สั่งสมบุญบารมีมาอย่างไร

        อาจจะมีบางคนคิดว่า "ความร่ำรวยไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับบุญบารมีเลย ก็แค่ขยันพากเพียรก็ได้แล้ว"

        ถ้าอย่างนั้นขอถามหน่อยว่า เหตุใดเราจึงยังเห็นคนมากมายที่ทั้งชีวิตตั้งหน้าตั้งตาทำงานอย่างขยันขันแข็ง ออกจากบ้านแต่เช้ากว่าจะกลับก็ค่ำ ทุ่มเทกายใจไปกับการทำมาหาเงิน แต่ชีวิตก็ยังยากลำบากอยู่ ได้มาก็แค่พอประทังไปเท่านั้น ไม่มีเหลือกินเหลือใช้สักเท่าไร

        รอบ ๆ ตัวเราคงต้องมีคนที่เป็นอย่างนี้อยู่ไม่น้อยเลย พวกเขาคิดหาทางสะสมต่าง ๆ นานาสารพัด ใช้กลวิธีทุกอย่างเพื่อแสวงหาเงินทอง เป็นการดิ้นรนที่เปรียบได้กับการ "เค้นเอาเลือดจากก้อนหิน สูบเอาไขกระดูกจากร่างนก" ยังไงยังงั้นเลยทีเดียว แต่ชีวิตก็ยังไม่สุขสมหวังดังปรารถนา

        อาจจะมีบางคนบอกว่า "เป็นไปได้มั้ยว่าพวกเขาไม่มีความสามารถ ไม่มีความฉลาดพอ จึงไม่ประสบความสำเร็จ"

        จริง ๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้นหรอก คนเราต่อให้ขยันแค่ไหน ฉลาดแค่ไหน เก่งแค่ไหน แต่ถ้าบุญบารมีไม่ถึง ก็ยากที่จะประสบผลสำเร็จดังใจหวังได้

        ต่อให้ได้ลาภได้ทรัพย์มาบ้างเป็นบางคราว ก็ไม่สามารถครอบครองไว้ได้นานนัก มีอยู่ได้สักพักก็ต้องสูญสิ้นไป

        ในทางกลับกัน มีคนบางคนที่ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก แต่ก็ได้ข้าวของต่าง ๆ มาครอบครอง เงินทองก็ไม่ต้องดิ้นรนแสวงหา มีทรัพย์ก็ไม่ค่อยสูญสิ้น ไม่ว่าจะไปทางไหน โภคลาภก็ดูเหมือนจะรออยู่ที่นั่น นี่คือผลแห่งบุญบารมีในชาติปางก่อนของพวกเขา

        สมัยนี้คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจเรื่องผลวิบากแห่งกรรม หาเงินไม่ได้ ไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ก็โทษฟ้าบ้าง โทษคนอื่นบ้าง เช่นโทษพ่อแม่ โทษหัวหน้า โทษเจ้านาย โทษนโยบาย โทษไปถึงพระผู้เป็นเจ้าเลยก็มี

        ในอินเตอร์เน็ตมีคำที่พูดกันบ่อย ๆ ว่า "เสียดายพ่อกูไม่ใช่หลี่กัง" มีบางคนคิดอย่างนั้นจริง ๆ ว่า เจ็บใจที่พ่อเราไม่ใช่ลีกาชิง (มหาเศรษฐีชาวฮ่องกง) ไม่ใช่หลี่กัง (นายตำรวจใหญ่คนหนึ่งที่ลูกชายขับรถชนแล้วพูดว่าพ่อกูคือหลี่กัง) อันที่จริง ตามกฎแห่งกรรม ชาตินี้พ่อเราจะเป็นอะไรก็เกิดจากกรรมที่เราทำไว้ในชาติก่อน ดังนั้น จึงไม่ต้องโทษเหตุปัจจัยภายนอกอะไรเลยแม้แต่น้อย เราทำมาเองทั้งนั้น และควรที่จะเร่งทำกุศลสร้างบุญบารมีเสียตั้งแต่บัดนี้

        ทุกวันนี้มีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่สร้างวิบากกรรมอันน่ากลัวโดยไม่รู้ตัว เพียงเพื่อผลประโยชน์เฉพาะหน้าเล็กน้อยเท่านั้นเอง พฤติกรรมที่ไม่เกรงกลัวต่อบาปกรรมอย่างนี้ดูแล้วช่างน่าหวาดเสียวจริง ๆ ในพระธรรมบทกล่าวไว้ว่า "เหมือนการหว่านเมล็ดทุกข์ก็ย่อมจะได้ผลเป็นทุกข์ ทำอกุศลย่อมได้ผลเป็นอกุศล" ดังนั้น เราจึงไม่จำเป็นต้องแสวงหาเงินทองกันเกินไป จนทำตัวเองให้กลายเป็นก้อนหินที่จมดิ่งลงไปในห้วงลึกแห่งบาปกรรมอันน่ากลัว

        สำหรับยุคนี้ ความเห็นที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องกรรมมีความสำคัญอย่างมาก ถ้าทุกคนต่างรู้ตัวเองว่าควรประพฤติตนตามหลักของกรรม เจ้าหน้าที่รัฐก็จะไม่คอรัปชั่น ไม่กินสินบน พ่อค้านักธุรกิจก็จะไม่ทำสินค้าปลอมมาหลอกขาย... ถ้าทุกคนเชื่อเรื่องกรรมอย่างแท้จริง โลกนี้ก็จะกลายเป็นสวรรค์บนดินอย่างแน่นอน


เขียนโดย 玄空
ที่มา http://rufodao.qq.com/a/20170814/036396.htm

27 ส.ค. 2560

เพราะเรากินเขาจึงฆ่าเอามาขาย



เสียงร้องขอชีวิตจิตหวาดหวั่น
เสียงห้ำหั่นเข่นฆ่าน่าสยอง
เสียงซวบซวบคมดาบเชือดเลือดไหลนอง
เสียงกรีดร้องสะท้านจิตสะกิดใจ

เสียงสัพเพสัตตาพาให้คิด
ว่าชีวิตนี้มีค่ากว่าสิ่งไหน
อเวราอย่ามีเวรอย่ามีภัย
ชีวิตใครใครก็หวงอย่าล่วงเกิน

ท่องสัพเพสัตตามาแต่ไหน
ยังเข้าใจเนื้อแท้แค่ผิวเผิน
ยังฆ่าบ้างกินบ้างอย่างเพลิดเพลิน
ยังใช้เงินซื้อชีวิตอนิจจา

สัตว์เกิดกายมาใช้กรรมที่ทำไว้
เป็นเป็ดไก่กุ้งปูเป็นหมูหมา
ตามเหตุต้นผลกรรมที่ทำมา
มิใช่ฟ้าประทานไว้ให้คนกิน

มีปัญญาแต่ไหนจึงไม่คิด
มองชีวิตกลับเห็นเป็นทรัพย์สิน
เสียงกรีดร้องก่อนตายใครได้ยิน
น้ำตารินเมื่อถูกเชือดเลือดกระเซ็น

พูดว่าเขาเกิดมาเป็นอาหาร
เขาลนลานหนีตายมีใครเห็น
เขาจนใจสู้ไม่ได้เถียงไม่เป็น
ช่างเลือดเย็นเข่นฆ่าไม่ปรานี

มีพืชผักมากมายนับไม่หมด
ทุกกลิ่นรสสดใสหลากหลายสี
ธรรมชาติจัดวางอย่างดิบดี
สัตว์วิ่งหนีพืชเต็มใจให้กินมัน

เพราะเรากินเขาจึงฆ่าเอามาขาย
เราสบายแต่สัตว์โลกต้องโศกศัลย์
ท่องสัพเพสัตตามาทุกวัน
เมตตากันโปรดอย่าฆ่าและอย่ากิน




ที่มา กระดานข่าวสารหน้าศาลาปลุกชีพใหม่ สวนป่านาบุญ ๒ ชะอวด นครศรีธรรมราช
ไม่ทราบชื่อผู้แต่ง ไม่มีชื่อบทกลอน

ทำไมผมจึงเลิกกินเนื้อสัตว์

        วันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๘ เวลาประมาณบ่ายโมง ผมกุมมือแม่อยู่ข้างเตียงคนไข้ในโรงพยาบาล พร่ำพูดที่ข้างหูของแม่ว่าให้นึกถึงความดี...