แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องกรรม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องกรรม แสดงบทความทั้งหมด

28 ส.ค. 2560

ทุกข์สุขของใครก็ตาม ล้วนเกิดแต่เหตุทั้งสิ้น



        คนเลี้ยงสัตว์ผู้หนึ่งใช้ชีวิตอยู่ในทุ่งปศุสัตว์อันห่างไกลมาโดยตลอด ครั้งหนึ่งเขาได้บังเอิญมีโอกาสเข้าไปในเมืองใหญ่ที่ทันสมัย เขาพบว่าคนในเมืองต่างก็ใช้หลอดไฟกันทั้งนั้น เขาจึงคิดว่า "สิ่งที่ให้ความสว่างนี้ดีจริง ๆ ฉันควรจะซื้อกลับไปบ้านสักอัน จะได้ไม่ต้องจุดตะเกียงน้ำมันทุกคืนอีก"

        ดังนั้นเขาจึงได้ซื้อหลอดไฟกลับไปบ้านที่ชนบทด้วยหนึ่งหลอด เอาไปแขวนไว้ในกระโจมอย่างมีความหวัง แต่หลังจากแขวนท่าโน้นท่านี้อยู่นาน หลอดไฟก็ไม่สว่างสักที

        เมื่อตอนที่เห็นหลอดไฟมีแสงสว่าง คนเลี้ยงสัตว์ผู้นี้ก็คิดอย่างปักใจแล้วว่า แค่ซื้อหลอดไฟกลับไปก็จะมีแสงสว่างแล้ว แต่เขาไม่เข้าใจเหตุที่แฝงซ่อนอยู่เบื้องหลัง หลอดไฟนั้นสว่างได้เพราะมีเหตุเบื้องปลาย แต่จะมีแสงขึ้นมาได้ยังต้องอาศัยเหตุเบื้องต้นคือไฟฟ้าและสายไฟด้วย

        อันที่จริง ทุกข์สุขของทุกชีวิตก็ขึ้นอยู่กับเหตุเบื้องปลายและเหตุเบื้องต้นเหมือนกัน ตาเนื้อของเรามองเห็นก็แต่เหตุเบื้องปลายที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น มองไม่เห็นเหตุเบื้องต้นที่แฝงซ่อนอยู่ข้างหลัง

        เป็นต้นว่าเราเห็นคนคนหนึ่งร่ำรวยขึ้น เราก็เห็นแค่ว่าเขาขยันพากเพียรและฉวยคว้าโอกาสได้จึงร่ำรวย แต่ไม่เห็นหรอกว่าในชาติปางก่อนเขาได้สั่งสมบุญบารมีมาอย่างไร

        อาจจะมีบางคนคิดว่า "ความร่ำรวยไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับบุญบารมีเลย ก็แค่ขยันพากเพียรก็ได้แล้ว"

        ถ้าอย่างนั้นขอถามหน่อยว่า เหตุใดเราจึงยังเห็นคนมากมายที่ทั้งชีวิตตั้งหน้าตั้งตาทำงานอย่างขยันขันแข็ง ออกจากบ้านแต่เช้ากว่าจะกลับก็ค่ำ ทุ่มเทกายใจไปกับการทำมาหาเงิน แต่ชีวิตก็ยังยากลำบากอยู่ ได้มาก็แค่พอประทังไปเท่านั้น ไม่มีเหลือกินเหลือใช้สักเท่าไร

        รอบ ๆ ตัวเราคงต้องมีคนที่เป็นอย่างนี้อยู่ไม่น้อยเลย พวกเขาคิดหาทางสะสมต่าง ๆ นานาสารพัด ใช้กลวิธีทุกอย่างเพื่อแสวงหาเงินทอง เป็นการดิ้นรนที่เปรียบได้กับการ "เค้นเอาเลือดจากก้อนหิน สูบเอาไขกระดูกจากร่างนก" ยังไงยังงั้นเลยทีเดียว แต่ชีวิตก็ยังไม่สุขสมหวังดังปรารถนา

        อาจจะมีบางคนบอกว่า "เป็นไปได้มั้ยว่าพวกเขาไม่มีความสามารถ ไม่มีความฉลาดพอ จึงไม่ประสบความสำเร็จ"

        จริง ๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้นหรอก คนเราต่อให้ขยันแค่ไหน ฉลาดแค่ไหน เก่งแค่ไหน แต่ถ้าบุญบารมีไม่ถึง ก็ยากที่จะประสบผลสำเร็จดังใจหวังได้

        ต่อให้ได้ลาภได้ทรัพย์มาบ้างเป็นบางคราว ก็ไม่สามารถครอบครองไว้ได้นานนัก มีอยู่ได้สักพักก็ต้องสูญสิ้นไป

        ในทางกลับกัน มีคนบางคนที่ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก แต่ก็ได้ข้าวของต่าง ๆ มาครอบครอง เงินทองก็ไม่ต้องดิ้นรนแสวงหา มีทรัพย์ก็ไม่ค่อยสูญสิ้น ไม่ว่าจะไปทางไหน โภคลาภก็ดูเหมือนจะรออยู่ที่นั่น นี่คือผลแห่งบุญบารมีในชาติปางก่อนของพวกเขา

        สมัยนี้คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจเรื่องผลวิบากแห่งกรรม หาเงินไม่ได้ ไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ก็โทษฟ้าบ้าง โทษคนอื่นบ้าง เช่นโทษพ่อแม่ โทษหัวหน้า โทษเจ้านาย โทษนโยบาย โทษไปถึงพระผู้เป็นเจ้าเลยก็มี

        ในอินเตอร์เน็ตมีคำที่พูดกันบ่อย ๆ ว่า "เสียดายพ่อกูไม่ใช่หลี่กัง" มีบางคนคิดอย่างนั้นจริง ๆ ว่า เจ็บใจที่พ่อเราไม่ใช่ลีกาชิง (มหาเศรษฐีชาวฮ่องกง) ไม่ใช่หลี่กัง (นายตำรวจใหญ่คนหนึ่งที่ลูกชายขับรถชนแล้วพูดว่าพ่อกูคือหลี่กัง) อันที่จริง ตามกฎแห่งกรรม ชาตินี้พ่อเราจะเป็นอะไรก็เกิดจากกรรมที่เราทำไว้ในชาติก่อน ดังนั้น จึงไม่ต้องโทษเหตุปัจจัยภายนอกอะไรเลยแม้แต่น้อย เราทำมาเองทั้งนั้น และควรที่จะเร่งทำกุศลสร้างบุญบารมีเสียตั้งแต่บัดนี้

        ทุกวันนี้มีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่สร้างวิบากกรรมอันน่ากลัวโดยไม่รู้ตัว เพียงเพื่อผลประโยชน์เฉพาะหน้าเล็กน้อยเท่านั้นเอง พฤติกรรมที่ไม่เกรงกลัวต่อบาปกรรมอย่างนี้ดูแล้วช่างน่าหวาดเสียวจริง ๆ ในพระธรรมบทกล่าวไว้ว่า "เหมือนการหว่านเมล็ดทุกข์ก็ย่อมจะได้ผลเป็นทุกข์ ทำอกุศลย่อมได้ผลเป็นอกุศล" ดังนั้น เราจึงไม่จำเป็นต้องแสวงหาเงินทองกันเกินไป จนทำตัวเองให้กลายเป็นก้อนหินที่จมดิ่งลงไปในห้วงลึกแห่งบาปกรรมอันน่ากลัว

        สำหรับยุคนี้ ความเห็นที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องกรรมมีความสำคัญอย่างมาก ถ้าทุกคนต่างรู้ตัวเองว่าควรประพฤติตนตามหลักของกรรม เจ้าหน้าที่รัฐก็จะไม่คอรัปชั่น ไม่กินสินบน พ่อค้านักธุรกิจก็จะไม่ทำสินค้าปลอมมาหลอกขาย... ถ้าทุกคนเชื่อเรื่องกรรมอย่างแท้จริง โลกนี้ก็จะกลายเป็นสวรรค์บนดินอย่างแน่นอน


เขียนโดย 玄空
ที่มา http://rufodao.qq.com/a/20170814/036396.htm

3 ก.ค. 2560

กรรมไม่สามารถลบล้างให้เกลี้ยงได้ แต่กิเลสล้างได้



        วิบากกรรมที่เราทำมาในอดีตนั้นมีมากมายนับไม่ถ้วน ตั้งแต่ชาติปางก่อน ๆ เป็นร้อยเป็นพันชาติหาจุดเริ่มต้นไม่ได้ จะล้างให้หมดได้อย่างไรกัน เธอต้องออกจากภพชาติให้ได้เท่านั้น อย่างเช่นพระอรหันต์เจ้า ท่านดับภพจบชาติได้แล้ว ไม่ได้หมายความว่าท่านลบล้างวิบากกรรมได้หมด เพราะวิบากกรรมนั้นอย่างไรก็ล้างไม่หมดแน่นอน

        ในลัทธินอกศาสนาพุทธทั้งหกในอินเดียมีบางลัทธิที่ปฏิบัติด้วยการทรมานตน บำเพ็ญทุกรกิริยา พวกเขาก็รู้ดีว่าวิบากกรรมในอดีตนั้นมีมากมาย ต้องได้รับทุกข์แน่นอน พวกเขาจึงคิดไปว่าจะล้างวิบากเหล่านั้นให้หมดไป จึงทรมานตนเองอย่างเอาเป็นเอาตายทีเดียว เป็นการปฏิบัติด้วยการทำให้ตนเองต้องรับทุกข์ โดยคิดเอาว่าเมื่อได้รับทุกข์จนหมดสิ้นแล้วก็จะหลุดพ้น ก็จะบรรลุธรรม

        วิธีนี้เป็นวิธีการที่โง่เขลามากของคนไร้ปัญญา เพราะแม้แต่ตอนที่ท่านทรมานตนเองอยู่นั้นก็ได้สร้างวิบากกรรมใหม่อยู่ตลอดเวลา

        โดยเฉพาะมโนกรรม เกิดเป็นวิบากอยู่อย่างต่อเนื่องทีเดียว อีกทั้งกายกรรม วจีกรรมก็ด้วย วิบากกรรมอันเกิดแต่อดีตตั้งแต่ชาติก่อน ๆ นับไม่ถ้วน หาจุดเริ่มต้นไม่ได้ มีมากมายคณานับ จะล้างให้หมดสิ้นได้อย่างไร

        มีแต่ต้องล้างกิเลสให้สิ้นเกลี้ยงเท่านั้น เมื่อไม่มีกิเลสไปหล่อเลี้ยงเมล็ดพันธุ์ของวิบากกรรมเหล่านั้นแล้ว วิบากกรรมก็จะแห้งเฉาตายไปเอง จะไม่งอกขึ้นมาอีก ข้อนี้มีกล่าวไว้ในคัมภีร์ 俱舍 อย่างชัดเจน

        ดังนั้น การหลุดพ้นจากการเกิดการตายก็คือการดับกิเลสทั้งปวง ส่วนวิบากกรรมนั้นล้างไม่หมดหรอก เหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าต้องหลีกห่างจากเหตุแห่งทุกข์ทั้งสิ้น ซึ่งก็คือตัดกิเลสให้ขาดสิ้นทั้งหมดนั่นเอง


เขียนโดย 智敏上师
ที่มา http://foxue.qq.com/a/20170629/014515.htm

26 มิ.ย. 2560

ทำดีจะได้ดีเมื่อไหร่



        ผมมีเพื่อนคนหนึ่ง เรารู้จักกันมาสิบกว่าปีแล้ว ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมาเขาเป็นนักปฏิบัติธรรมที่จริงจังมาอย่างต่อเนื่อง ปกตินอกจากจะศึกษาธรรมะทุกวันแล้ว ทุกสัปดาห์ยังให้ทาน ปล่อยสัตว์อยู่เสมอ ทำกุศลอยู่เป็นประจำ เพื่อน ๆ ในกลุ่มของเราต่างชื่นชมเขามาก ผมเริ่มมาศึกษาธรรมะก็เพราะได้รับอิทธิพลจากเขานี่แหละ มีอยู่ครั้งหนึ่ง เราได้สนทนาปัญหาเรื่องเกิดแก่เจ็บตายกัน เขาตอบอย่างสบาย ๆ เลยว่าเรื่องเหล่านี้มันเป็นไปตามธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องไปกลัวหรือหลีกหนีมันหรอก เพื่อน ๆ ในกลุ่มที่ฟังอยู่ด้วยกันต่างประทับใจกันมาก รู้สึกว่าเขามีความเข้าใจธรรมะอย่างลึกซึ้ง และตั้งใจจะเรียนรู้ตามอย่างเขากันทั้งนั้น

        ครั้งนั้นเราคุยกันสารพัดเรื่อง อภิปรายธรรมะต่าง ๆ ของศาสนาพุทธด้วยกัน เข้าถึงปัญญาหลายข้อจากธรรมะ ตอนนี้มานึกย้อนกลับไปมันเป็นประสบการณ์ที่พิเศษมาก แต่ประมาณครึ่งปีหลังจากนั้น ผมได้ข่าวว่าเขาเลิกปฏิบัติธรรมแล้ว เขาบอกผมว่าเขาป่วยเป็นโรคร้ายแรง และจะไม่ปฏิบัติธรรมอีกแล้ว เพราะเขาปฏิบัติธรรมมาก็ไม่ได้รับผลแห่งกุศลใด ๆ เลย สุดท้ายก็ต้องมาป่วยเป็นโรคร้ายแรงที่รักษาไม่หาย และหลังจากนั้นไม่นานเขาก็เสียชีวิต

        อันที่จริง ส่วนของบุญและกุศลจะมีมาตามเหตุ ผลแห่งกุศลก็เหมือนกับเมล็ดพันธุ์ของพืช ต่อเมื่อเราได้วางมันลงสู่ดิน ค่อย ๆ รดน้ำให้มัน มันถึงจะค่อย ๆ เจริญงอกงามขึ้น ผลดีแห่งกุศลวิบากก็เช่นกัน เราเริ่มทำจากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตก่อน ค่อย ๆ พัฒนาให้เจริญขึ้นตามกาลเวลา ผลของกุศลจะสั่งสมมากขึ้นเรื่อย ๆ และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ผลนั้นก็จะค่อย ๆ ปรากฏให้เราเห็นได้ เวลาที่เราสงสัยว่าเราได้รับผลแห่งกุศลหรือไม่ ก็ต้องถามตัวเองก่อนว่าได้วางเมล็ดพันธุ์หยั่งลงในดินแล้วหรือยัง

        ในปีที่เพื่อนผมเสียชีวิตนั้น ผมรู้สึกเสียใจมาก ตอนนั้นผมเองก็ได้หยุดปฏิบัติธรรมไประยะหนึ่งเหมือนกัน เพราะการตายของเพื่อนทำให้ผมเศร้ามาก แต่ช่วงนั้นเองที่ภรรยาของเพื่อนคนนี้มาบอกผมว่า "ความจริงเขาได้รับผลแห่งบุญกุศลมากมายแล้ว เพราะเขาป่วยเป็นโรคนี้มานานมาก หมอบอกว่าจะอยู่ได้อีกแค่หกเดือน แต่คนในครอบครัวไม่มีใครบอกเรื่องนี้ให้เขารู้เท่านั้น" ตอนที่เขาป่วยเขามีอายุ 47 ปี เหลืออายุขัยอีกแค่ครึ่งปี แต่มาตายจริง ๆ ตอนอายุ 60 ปี

        นั่นก็คือผลแห่งบุญกุศลที่เขาได้รับ เพียงแต่ผลนั้นเกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ โดยที่เขาไม่รู้ตัวเท่านั้น ดังนั้น ขอให้เราตั้งใจทำกุศลเถิด ค่อย ๆ หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งกุศลลงไป แล้ววันใดวันหนึ่ง เมื่อถึงเวลาที่เรามีความจำเป็น มันจะให้ผลแก่เราในรูปแบบต่าง ๆ ตามเหตุปัจจัยอย่างแน่นอน 


เขียนโดย 伴禅君
ที่มา http://foxue.qq.com/a/20170625/012495.htm

25 มิ.ย. 2560

ทำไมเราถึงเจอแต่คนเลวคนชั่ว



        เรามักจะได้ยินผู้คนเขาบ่นกันอยู่บ่อย ๆ ว่าชีวิตต้องพบเจอแต่คนเลว ๆ เต็มไปหมด โดนคนอื่นให้ร้ายอยู่เรื่อย ๆ รู้สึกว่าจะมีแต่คนกลั่นแกล้งทำร้ายอยู่ตลอดเวลา

        "ไอ้หมอนั่นก่อเรื่องอีกแล้ว หมอนี่ก็เลวซะไม่มีดี ยัยนั่นกำลังวางแผนชั่วอะไรกับเราอีกล่ะ" เรามักจะบ่นอยู่แบบนี้ไม่จบไม่สิ้น

        สาเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องแบบนี้อยู่เรื่อย ๆ มีหลายอย่าง มองในแง่วิบากกรรมในศาสนาพุทธ นี่คือผลของวิบากกรรมที่เราเคยทำมาในอดีต มองในแง่ของการปฏิบัติธรรม แสดงว่าเรายังพากเพียรไม่พอ จึงยังไม่เข้าใจว่าโลกนี้ยุติธรรมเสมอ หรือมองในแง่ของทัศนคติ แสดงว่าเรายังมองออกนอกตัวอยู่ ยังไม่รู้จักการมองเข้าหาตัว...

        อันที่จริง ปัญหานี้ประเด็นหลักอยู่ที่ทัศนคติและการปฏิบัติของเราเอง เพราะเราติดนิสัยชอบบ่นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร มีเรื่องอะไรก็เอาแต่มองออกนอกตัว ตำหนิผู้อื่น ไม่รู้จักการมองเข้าหาตัว คิดแต่จะเปลี่ยนแปลงคนอื่นหรือเงื่อนไขภายนอก ไม่คิดที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่ความจริงแล้ว เรื่องภายนอกนั้นมันไม่เปลี่ยนหรอก มันเปลี่ยนไม่ได้ หรือจะพูดว่ามันยากที่จะเปลี่ยนก็ย่อมได้ สิ่งที่เราสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้เพียงสิ่งเดียวก็คือตัวเราเองนั่นแหละ

        ส่วนใหญ่เวลาที่เรารู้สึกว่าถูกให้ร้ายเราก็มักจะหาทางรับมือหรือตอบโต้ เพื่อที่จะหลุดออกมาจากสภาพที่ถูกบีบคั้นนั้น แต่ผลกลับกลายเป็นตรงกันข้าม ยิ่งหนีก็ยิ่งติด ยิ่งผลักก็ยิ่งถลำลึก เลยติดกับอยู่อย่างนั้นทั้งชีวิต แบบนี้ก็กลายเป็นว่าชีวิตต้องติดอยู่ในบ่วงกรรมอันเป็นอกุศลไปตลอด มัดตัวเองอยู่กับการถูกคนอื่นเข้าใจผิด ถูกคนอื่นให้ร้าย กลั่นแกล้งนานาสารพัด เหมือนติดอยู่ในหล่มโคลน ไม่สามารถพาตัวเองขึ้นมาได้

        ถ้ามองในแง่ของการอยู่กับปัจจุบันแบบพุทธ ถึงแม้ว่าเราจะตกลงไปอยู่ในกับดักหรือแผนการให้ร้ายของผู้อื่นก็ตาม ก็ต้องพยายามจัดการกับปัจจุบันให้ดี จะไม่บ่น จะไม่ตัดพ้อ เสียใจ ไม่โทษฟ้าโทษดินหรือโทษผู้อื่น แต่จะพยายามทำตัวของตัวเองให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ตามเงื่อนไขของเหตุการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อันนี้ก็คือ จิตที่มีพลังตั้งมั่นสามประการ ได้แก่ ไม่เสียใจกับเรื่องในอดีต ไม่บ่นกับเรื่องในปัจจุบัน และไม่กังวลกับเรื่องในอนาคต อันเป็นแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด เป็นปัญญาอันยิ่งของศาสนาพุทธ

        ตามหลักของศาสนาพุทธ ทุกสิ่งล้วนยุติธรรมเสมอ ไม่มีอะไรที่เป็นโชคหรือเป็นเคราะห์เลย ที่พูดกันว่าถูกให้ร้ายปองร้าย มันเป็นแค่ใจของเราเท่านั้นที่บอกว่าไม่ยุติธรรม เพราะภายใต้สถานการณ์ที่เราเข้าใจว่าได้ถูกผู้อื่นให้ร้ายนี้ เรายังสามารถที่จะเผชิญหน้ากับมันได้ ยอมรับมันได้ กระทั่งสามารถแก้ไขสถานการณ์ที่เลวร้ายนี้ให้ดีขึ้นได้ เช่นนี้แล้ว เคราะห์ร้ายที่เกิดขึ้นกลับจะกลายเป็นฐานที่ช่วยให้เราได้ปฏิบัติในการเพิ่มพูนกำลังในจิตให้ตั้งมั่นในทางที่เจริญได้ยิ่งขึ้นด้วย

        แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ย่อมไม่สามารถปรับตัวยอมรับสถานการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นอย่างปุบปับได้ อันนี้เป็นเรื่องปกติ มีคำโบราณกล่าวไว้ว่า "ไม่มีทุกข์ใดจะเกินกลืนฝืนทน มีแต่สุขเท่านั้นที่เกินก้ำร่ำเสพ" จากการศึกษาพระธรรม เราสามารถรับมือกับเหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันได้ สามารถปรับตัวอย่างช้า ๆ จนเหตุการณ์นั้นคลี่คลาย และในที่สุดเราจะสามารถขอบคุณต่อเหตุการณ์ร้ายหรือเคราะห์ร้ายเหล่านั้นได้ 

        ขอเพียงแค่เราตั้งทัศนคติของเราให้ถูกต้อง ปรับเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อ "คนชั่ว" หรือ "เคราะห์ร้าย" เสียใหม่ เราก็จะได้ประโยชน์จากเคราะห์ร้ายนั้นได้ ขอให้เราพยายามที่จะเผชิญกับมันให้ได้ ก็จะพลิกกลับจากการเป็นเบี้ยล่างผู้ถูกกระทำมาเป็นนายของสถานการณ์ได้ เปลี่ยนจากภาวะตัดพ้อมาเป็นรู้สึกขอบคุณต่อเหตุการณ์นั้นได้ นี่ก็คือเหตุผลที่พระพุทธเจ้าสอนให้เราเป็นนายของตนเอง เป็นที่พึ่งของตนเองให้ได้

        ด้วยเหตุนี้ เมื่อเรารู้สึกว่ากำลังถูกผู้อื่นให้ร้าย ไม่ต้องไปเสียใจ ไม่ต้องบ่นหรือตัดพ้อต่อว่าใครทั้งสิ้น และต้องไม่ไปตอบโต้เขาด้วย เรามีศักยภาพเต็มที่ที่จะอาศัยกำลังของตนเองในการเผชิญกับมัน ยอมรับและปรับปรุงมันให้ดีขึ้น สิ่งนี้เป็นเครื่องมืออันสำคัญยิ่งในการเผชิญชีวิตอย่างถูกต้อง เป็นที่มาของความรู้สึกขอบคุณต่อโลก เป็นการปฏิบัติอย่างให้อภัยต่อโลก และเป็นการแบ่งปันผลสำเร็จของการปฏิบัติได้จริง ๆ ให้แก่โลกด้วย

        กล่าวโดยสรุปก็คือ เมื่อต้องเผชิญกับเคราะห์ร้ายหรือความทุกข์ใด ๆ หนทางที่ดีที่สุดในการรับมือคือทำให้มันเป็นโจทย์ที่เราต้องพยายามแก้ให้ได้ ตั้งจิตให้มั่น ตั้งใจปฏิบัติตนภายใต้เงื่อนไขของเคราะห์ร้ายที่เกิดนี้ ควบคุมจัดการกับปัจจุบันของเราเองและพากเพียรพยายามปรับปรุงแก้ไขสถานการณ์ให้จงได้

เขียนโดย 明一法师
ที่มา http://foxue.qq.com/a/20170615/032958.htm

หมายเหตุ แปลเอาความตามความเข้าใจของผู้แปลเท่านั้น อาจไม่ตรงกับต้นฉบับร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ตั้งใจสื่อประเด็นสำคัญของเรื่องก็คือ โลกนี้ยุติธรรมเสมอ สิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นทั้งหลายล้วนมีเหตุจากวิบากกรรมที่เราเคยทำมาทั้งสิ้น ทั้งในชาตินี้และชาติก่อน ๆ การโทษผู้อื่นว่าทำผิดต่อเรานอกจากจะเป็นการไม่ยอมรับความจริงแล้ว ยังเป็นการสร้างวิบากกรรมใหม่ให้แก่ตนเองอีกด้วย

21 มิ.ย. 2560

ผู้เข้าใจเรื่องกรรมจะไม่เอาเปรียบผู้อื่น



        คนที่เข้าใจเรื่องกรรมจะไม่เห็นแก่การเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นเลย เพราะเขารู้ว่าการเอาเปรียบนั้นจะต้องชดใช้อย่างน่ากลัวในภายหลัง

        ผู้ที่เข้าใจและเชื่อเรื่องกรรมมักจะเป็นผู้ที่ยอมขาดทุน ยอมเสียประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น เพราะเขารู้ว่าการฝึกยอมขาดทุนจะให้ประโยชน์แก่ตนอย่างมากในภายภาคหน้า การฝึกเสียเปรียบไม่เพียงแต่จะทำให้ผู้อื่นยินดี ยังเป็นโอกาสในการฝึกฝนความอดทนและความเมตตาอีกด้วย ดังนั้น การขาดทุนก็คือกำไร การขาดทุนในวันนี้จะต้องได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าในวันข้างหน้าอย่างแน่นอน

        ถ้าเราพิจารณาเรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้งก็จะรู้ได้อย่างชัดเจน โลกนี้มีใครเอาเปรียบใครได้ไหม ไม่มีหรอก มีใครเสียเปรียบใครได้ไหม ก็ไม่มีเช่นกัน ทำไมน่ะหรือ เพราะเราทุกคนต้องใช้หนี้ ฆ่าคนต้องชดใช้ด้วยชีวิต หนี้สินต้องใช้คืนด้วยทรัพย์ และหนี้กรรมจะติดตามไปทั้งโลกนี้โลกหน้า

        อันที่จริง คนที่รังแกผู้อื่น ทำร้ายผู้อื่น เขาไม่เข้าใจเรื่องผลของกรรม ถ้าเข้าใจเรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้งแล้ว จะไม่กล้าทำเรื่องแบบนั้นเลย เพราะเขาจะต้องชดใช้ทั้งหมด

        คุณฆ่าเขา คุณทำร้ายเขา แย่งชิงสมบัติของเขามา เขาจะคิดแค้นพยาบาท เขาจะติดตามคุณ เขาจะต้องทวงเอาสมบัติคืนมาให้ได้จึงจะพอใจ

        ทวงคืนอย่างไรล่ะ ก็จะไปเกิดในครอบครัวคุณ เกิดเป็นลูกเป็นหลานของคุณ สมบัติที่คุณแย่งมาจากเขา สุดท้ายคุณก็ต้องคืนให้เขาทั้งหมด และถ้าคุณไปฆ่าเขาด้วย เขาก็จะฆ่าคุณเช่นกัน

        ผลแห่งกรรมชาติแล้วชาติเล่า วนเวียนไม่มีสิ้นสุด เป็นสัจจะแห่งวัฏสงสาร เป็นเรื่องที่เราต้องรู้ให้ได้ เมื่อรู้แล้วจึงจะสามารถล้างให้สิ้นเกลี้ยงได้

        การที่เราถูกใส่ร้าย ถูกดูหมิ่น ถูกปองร้าย ถูกขัดขวาง เรามองปัญหาเหล่านี้อย่างไร

        ในชาติก่อนเราทำกับเขามาอย่างนี้ ในชาตินี้เขาก็กลับมาทำกับเราอย่างเดียวกัน ทำมาเท่าไรก็ต้องใช้คืนเท่านั้น ยอมรับด้วยความเต็มใจ หนี้ก้อนนี้ก็ถือว่าใช้หมดแล้ว

        เมื่อเราไม่มีความพยาบาทอีก เราจะไม่คิดแก้แค้นคุณอีก หนี้ที่เรามีต่อกันก็จะสิ้นสุดอยู่ตรงนี้ ถ้าเจอกันอีกในชาติหน้า ก็มีแต่ความยินดีต่อกัน แบบนี้ดีกว่าเยอะ จงอย่าคิดแค้น ถ้าเราคิดแค้น ชาติหน้าเราก็ต้องไปแก้แค้นเขา และชาติต่อไปเขาก็กลับมาแก้แค้นเราอีก แค้นกันไปแค้นกันมาข้ามภพข้ามชาติ มันทุกข์ทั้งสองฝ่าย สู้เรายอมอดทนรับความทุกข์เสียตอนนี้ แล้วปิดบัญชีหนี้แค้นเสีย แบบนี้มันเป็นอิสระกว่าเยอะ

        ในนิพพานสูตรกล่าวว่า "ผู้ที่เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่ากุศลกรรมย่อมให้ผลเป็นกุศล อกุศลกรรมย่อมให้ผลเป็นอกุศล ก็จะไม่ยอมประกอบอกุศลกรรมอีกเลย"


ที่มา http://rufodao.qq.com/a/20170619/016168.htm
เขียนโดย 释永信 วัดเส้าหลิน

หมายเหตุ ขาดทุนคือกำไร ตรงกับพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่เก้า ทรงพระราชทานไว้เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๔

ทำไมผมจึงเลิกกินเนื้อสัตว์

        วันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๘ เวลาประมาณบ่ายโมง ผมกุมมือแม่อยู่ข้างเตียงคนไข้ในโรงพยาบาล พร่ำพูดที่ข้างหูของแม่ว่าให้นึกถึงความดี...