แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กินเจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กินเจ แสดงบทความทั้งหมด

11 ต.ค. 2560

กินมังสวิรัติแล้วเพื่อนไม่คบจริงหรือ?




        การคบหาสมาคมกันของชาวจีนมักจะแสดงออกผ่านการกินเป็นสำคัญ จึงมีคนจำนวนไม่น้อยที่กลัวว่าการกินมังสวิรัติจะกระทบต่อความสัมพันธ์ในทางสังคม กลัวจะถูกมองว่าเป็นพวกแปลกประหลาด จริง ๆ แล้วความกลัวเหล่านั้นเป็นการกลัวเกินกว่าเหตุทั้งสิ้น 

        ในฐานะ "คนกลุ่มน้อย" ของสังคม ชาวมังสวิรัติคือผู้ที่ต้องการมีวิถีชีวิตในแบบที่แตกต่างออกไปตามความปรารถนาของตน จึงต้องได้รับแรงเสียดทานด้านต่าง ๆ จากสังคมบ้าง แตกต่างกันไปในแต่ละคน ดังนั้น นักมังสวิรัติจึงต้องใช้ทั้งความรักและความอดทนพอสมควรต่อญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงที่ยังไม่เข้าใจทางเลือกในชีวิตของตน แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า ๆ สักวันหนึ่งญาติพี่น้องเพื่อนฝูงก็คงจะเข้าใจได้แน่นอน เพราะโดยพื้นฐานทั่วไปแล้ว เหตุผลที่พวกเขาไม่เข้าใจเรานั้น ส่วนใหญ่เกิดจากฐานของความรักความห่วงใยที่เขามีต่อเรา ต่อเมื่อพวกเขาได้เห็นด้านที่สว่างของการกินมังสวิรัติในตัวเราแล้ว ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นเอง 

        ในประเทศจีน ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลมักจะแสดงออกผ่านทางการ "กิน" เป็นส่วนใหญ่ แม้ในปัจจุบันจะมีคนจำนวนไม่น้อยที่เห็นว่ามังสวิรัติเป็นเรื่องที่สังคมยอมรับได้ แต่หลายคนยังกังวลใจอยู่ว่าการกินมังสวิรัติจะมีผลกระทบต่อการสังสรรค์กันในสังคม กลัวจะถูกมองว่าเป็นพวกแปลกแยก กลัวเสียเพื่อน เสียโอกาสทางการค้า ความกังวลใจแบบนี้ก็มีเหตุผลพอเข้าใจได้ แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นการกลัวกังวลเกินความเป็นจริงไปมาก 

        จากประสบการณ์ในการกินมังสวิรัติมาหลายปีของตัวผู้เขียนเอง คนที่ไม่กินมังสวิรัติส่วนใหญ่ก็ยอมคบกับคนกินมังสวิรัติเป็นเพื่อนได้ ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ในวงการธุรกิจและการค้านั้น คนที่เป็นนักมังสวิรัติมักจะได้รับความเชื่อถือจากคนอื่นง่ายกว่า ก็ในเมื่อแม้แต่สัตว์เราก็ไม่อยากจะไปทำร้ายเขา ก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะมีเจตนาไปทำร้ายคนด้วยกันเอง

        ไม่ว่าจะเป็นมังสวิรัติหรือไม่เป็นมังสวิรัติ อันที่จริงก็เป็นเพียงทัศนคติในการกินอาหารที่แตกต่างกันเท่านั้น อาหารที่คนที่ไม่เป็นมังสวิรัติเห็นว่ามีคุณค่ามากที่สุดนั้น ในมุมมองของคนที่เป็นมังสวิรัติอาจจะเห็นตรงกันข้ามได้ แต่ถ้าทุกคนพยายามทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด คบหาสัมพันธ์กับคนอื่นด้วยความจริงใจอย่างที่สุด ก็จะรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไว้ได้อย่างแน่นอน ตัวผู้เขียนเองมีเพื่อนเยอะมาก และส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่ไม่กินมังสวิรัติ แต่ก็สามารถคบหากันอย่างจริงใจได้ ปกติเวลาออกไปข้างนอกกับเพื่อน เรื่องอาหารการกินแม้จะมีความไม่สะดวกบ้างในบางครั้ง แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคมากมายอะไร

        มาถึงในยุคนี้ เป็นยุคที่มีการโชว์ตัวตนความเป็นอินดี้กันอย่างครึกโครม มังสวิรัติก็ได้กลายเป็นกระแสที่แพร่ออกไปทั่วโลกแล้ว เดี๋ยวนี้การกินมังสวิรัติเป็นเรื่องที่สะดวกขึ้นมาก ที่ฮ่องกงและไต้หวัน แทบไม่มีใครที่จะมองนักมังสวิรัติเป็นคนแปลกประหลาดอีกแล้ว ไม่มีใครจะทำให้คุณรู้สึกแปลกแยกอีกแล้ว ยิ่งประเทศในชาติตะวันตกก็ยิ่งแล้วใหญ่ ข้าพเจ้าเชื่อว่าในอีกไม่นาน เมื่อแนวคิดเรื่องมังสวิรัติได้หยั่งลึกลงไปในใจของผู้คนมากขึ้น กลุ่มชนชาวมังสวิรัติก็จะยิ่งขยายตัวเติบโตขึ้นไปอีกมาก

        อนึ่ง อาหารคือความสุขอย่างหนึ่งของปุถุชน ลาภทางปากของชาวมังสวิรัติในทุกวันนี้มีมากกว่าในอดีตมากมายนัก เพราะมีอาหารเนื้อเทียมสำเร็จรูปให้เลือกกินหลายอย่าง ทั้งเนื้อไก่เจ ปลาเจ ฯลฯ เนื้อเจสมัยนี้มีรสชาติคล้ายเนื้อจริง ๆ มาก และมีรูปแบบต่าง ๆ ให้เลือกอย่างหลากหลาย เป็นความสะดวกสบายสำหรับพ่อครัวแม่ครัวประจำบ้านที่จะซื้อหามาปรุงเป็นอาหารในครอบครัว ข้าพเจ้าคิดว่าคุณค่าของผลิตภัณฑ์เนื้อเทียมเหล่านี้อยู่ที่การไม่เบียดเบียนทำร้ายชีวิตสัตว์ และยังคงปรุงเป็นอาหารรสเลิศได้เหมือนเนื้อจริง ๆ ด้วย


ที่มา http://ss.zgfj.cn/SSZX/2017-08-28/17768.html

9 ต.ค. 2560

ชีวิตที่เปลี่ยนไปกินมังสวิรัติ



        ใกล้จะครบสามเดือนแล้วที่ฉันได้เลิกกินเนื้อสัตว์ บางคนคิดว่าฉันเลิกเนื้อสัตว์เพื่อรักษาสุขภาพ บางคนก็คิดว่าฉันต้องการรักษารูปร่างไม่ให้ดูอ้วน แต่เหตุผลที่แท้จริงนั้นคือการได้พัฒนาจิตใจที่มีเมตตาในฐานะสาวกของพระพุทธเจ้า ให้มีความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้น มันเกิดจากความเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่าเราไม่ควรเบียดเบียนเอาชีวิตสัตว์เหล่านั้นมาเป็นอาหารเพื่อเสพรสความอร่อยที่เป็นความสุขอยู่แค่ชั่วคราวเท่านั้น เราไม่ควรเห็นแก่ความสุขส่วนตัวด้วยการพรากเอาชีวิตลูกหรือชีวิตพ่อแม่ของสัตว์เหล่านั้นมาเลย

        ตอนเป็นเด็กฉันเคยเห็นเขาฆ่าเป็ดฆ่าไก่อยู่บ่อย ๆ ตอนนั้นฉันมักจะชอบนั่งดูอยู่ข้าง ๆ เห็นเขาเชือดคอมันก่อน แล้วปล่อยให้เลือดไหลออกมา ระหว่างนั้นมันจะยังคงดิ้นกระเสือกกระสนอยู่ จนเลือดไหลออกมาหมดแล้วเขาก็จับมันแขวนไว้สักพัก จนร่างมันหยุดนิ่งไม่ดิ้นกระตุกอีกแล้ว จึงนำไปลวกด้วยน้ำเดือด ถอนขน ควักเอาไส้และเครื่องในออก... ในสมัยนั้นฉันยังไม่รู้สึกหรอกว่ามันเป็นการทารุณอะไร แถมยังคอยเฝ้าดูอย่างสนอกสนใจอีกด้วย พอได้ยินว่าเพื่อนบ้านหลังไหนจะเชือดเป็ดเชือดไก่ฉันก็มักจะวิ่งตามไปดูอยู่เสมอ ๆ

        พอโตขึ้นและได้มีวาสนามาพบกับศาสนาพุทธ จึงได้เริ่มเรียนรู้เหตุผลของการเกิดมาเป็นมนุษย์ทีละเล็กทีละน้อย คำสอนที่มีอิทธิพลต่อฉันมากที่สุดคือ ต้องทำกุศลให้มาก มีจิตของผู้ให้ที่ไม่เห็นแก่ตัว มีเมตตา ช่วยเหลือคนให้เป็นสุข เรียนรู้การยอมรับผิดและสำนึกบาป และก็แน่นอน ฉันเข้าใจดีว่าทำไมพระอาจารย์ที่วัดและอุบาสกบางท่านจึงกินมังสวิรัติกันเป็นปกติ

        ส่วนตัวฉันเองนั้นมีความรู้สึกยินดีเสมอในการทำกุศล แม้ว่าในชีวิตเรายังจะต้องเจอเรื่องผิดหวังต่าง ๆ นานาอีกมาก มีอยู่หลายครั้งเหมือนกันที่เราทำดีแล้วถูกตอบแทนกลับมาในทางตรงกันข้าม แต่เรื่องแบบนี้ก็ไม่เคยสั่นคลอนทัศนคติในการทำบุญกุศลของฉันเลย ไม่เหมือนบางคนที่มีศรัทธาในศาสนาก็เพื่อความปรารถนาบางอย่าง เช่น บางคนเชื่อว่า "คนทำดีย่อมได้ผลดีตอบแทน" จึงหวังว่าเมื่อตนทำกุศลบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วสักวันหนึ่งจะร่ำรวยขึ้นมาได้ หรือบางคนมีคนในครอบครัวเจ็บป่วย พอได้รับคำแนะนำมาจึงไปทำกุศลเพื่อสั่งสมเป็นอานิสงส์และหวังว่ามันจะกลายเป็นปาฏิหาริย์มาช่วยคนป่วยให้หายจากโรคได้ แต่ความเชื่อและการทำกุศลของฉันไม่ได้มีเป้าหมายอย่างนั้น ฉันเพียงแต่ต้องการที่จะให้และสละออกไปเท่านั้น ฉันคิดว่าการทำดีน่าจะสามารถสร้างความยินดีและเป็นสุขให้แก่ทุกคนได้ สามารถลดความทุกข์และความไม่สบายใจของทุกคนได้ ฉันไม่ได้ต้องการแลกเปลี่ยนหรือมีความโลภอยากได้สิ่งใดมาตอบแทน

        เดิมทีที่บ้านฉันก็กินทั้งเนื้อสัตว์และพืชผักปน ๆ กันไปเหมือนคนส่วนใหญ่ นอกจากนี้พ่อกับแม่ยังเป็นคนที่ไม่ค่อยเสียดายเงินทองกับเรื่องอาหารการกินเสียด้วย ทั้งเป็ด ไก่ ปลา และเนื้อ เราจะมีกินกันแทบทุกวัน แถมยังเลือกซื้อแต่ของดี ๆ ทั้งนั้นด้วย ช่วงนั้นแม้ว่าฉันจะได้นับถือศาสนาพุทธแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ค่อยได้คิดอะไรมากในเรื่องนี้ คือเนื้อสัตว์ไม่ว่าจะซื้อมาแบบยังไม่ตายหรือแบบที่ตายแล้วเราก็กินทั้งหมด แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งที่มีเหตุให้ได้รับคำชี้แนะจากพระอาจารย์ที่วัดว่าอย่ากินแบบที่ต้องฆ่าสด ๆ ถ้าจะกินจริง ๆ ก็ควรเลือกกินสัตว์ที่ไม่มีเลือด เช่นพวกกุ้งเป็นต้น หลังจากนั้นเราก็แทบไม่ได้ซื้อสัตว์แบบเป็น ๆ กลับมาฆ่าเองที่บ้านอีกเลย ถ้าไม่ซื้อแบบที่ตายอยู่ก่อนแล้วก็จะสั่งเอาไว้แล้วจ่ายเงินไปก่อน รอเขาฆ่าเสร็จแล้วค่อยกลับมาเอาอีกที (จริง ๆ แล้วฉันก็คิดอยู่เสมอว่าทำแบบนั้นมันก็ไม่ต่างอะไรกับการฆ่าเองอยู่ดี) ถึงแม้ว่าฉันจะเริ่มมีจิตสำนึกถึงความเมตตาเอ็นดูสัตว์ขึ้นมาบ้างแล้วก็ตาม คือเห็นพวกมันตายแล้วถูกเอาไปปรุงเป็นอาหารก็รู้สึกอยู่บ้างว่าไม่สบายใจ แต่ฉันก็ยังติดรสอร่อยอยู่จึงไม่ยอมเลิกกินมัน ตอนนั้นคิดไม่ออกเลยว่าจะไม่กินเนื้อได้อย่างไร ฉันคงทำไม่ได้แน่ ๆ

        มีอยู่ครั้งหนึ่งพ่อพาฉันไปเที่ยวบ่อตกปลา ตอนเที่ยงเราสั่งให้เขาทำเนื้อห่านน้ำแดงมาหนึ่งจาน ได้ยินเขาบอกว่าเป็นห่านที่เลี้ยงมานานสองปี ทำมาได้รสชาติดีมาก อร่อยมาก พอตอนบ่ายขณะกำลังตกปลากันอยู่ เห็นเป็ดฝูงหนึ่งว่ายน้ำผ่านมา ตามมาด้วยห่านอีกฝูงหนึ่ง พอพวกเป็ดมันเห็นห่านว่ายตามมาเท่านั้นก็ว่ายหนีกันใหญ่ ห่านก็ว่ายไล่ตามไปติด ๆ ฉันเห็นแล้วก็ขำดี นึกในใจว่าคงเป็นเพราะห่านมันตัวใหญ่กว่าเป็ดมากจึงทำให้เป็ดกลัวพวกมัน คิดไม่ถึงว่าระหว่างพวกสัตว์ด้วยกันเองก็ยังมีการใช้อำนาจข่มเหงรังแกกันด้วย ฉันยังสังเกตเห็นด้วยว่า ไม่ว่าจะเป็นฝูงห่านหรือฝูงเป็ดล้วนมีตัวที่ใหญ่ที่สุดเป็นผู้นำของตัวอื่น ๆ ที่เล็กกว่า ตัวที่ใหญ่ที่สุดนั้นน่าจะเป็นแม่ของพวกมัน ทำให้ฉันนึกถึงตอนเป็นเด็กที่บ้านเราก็เคยเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่เหมือนกัน จำได้ว่าพอเราเปิดประตูเล้าออกแล้วร้องบอกพวกมันให้รู้เท่านั้น แม่ไก่ก็จะเดินนำลูก ๆ ออกมาหาอาหารกิน คราวนั้นมีเด็กคนหนึ่งอยากจะเข้าไปลูบตัวลูกไก่เล่น พอแม่ไก่เห็นเข้าก็พุ่งออกมาจะจิกเขาทันที

        ภาพในความทรงจำเหล่านี้ทำให้ฉันเข้าใจเป็นครั้งแรกว่า สัตว์ก็มีความรู้สึกผูกพันกับครอบครัวเครือญาติของมันเหมือนกับคน ตอนนั้นเองที่ฉันคิดถึงห่านตัวที่ฉันเพิ่งกินลงไปในท้อง คิดถึงตอนที่มันถูกฆ่าว่าจะมีความรู้สึกอย่างไร มันกลัวมั้ย? เคียดแค้นมั้ย? ห่วงหาอาวรณ์ลูก ๆ ของมันมั้ย? แล้วลูก ๆ ของมันที่เห็นแม่ของตัวเองต้องถูกฆ่าล่ะ พวกมันจะรู้สึกอย่างไร พวกมันพูดไม่ได้ และเราก็ไม่รู้ว่าพวกมันคิดอะไรอยู่ คนจำนวนมากอาจจะรู้สึกแค่เพียงว่าไม่ใช่เราเสียหน่อยที่ต้องถูกฆ่า แล้วจะคิดมากให้มันเปลืองสมองไปทำไม แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ฉันจมอยู่ในความคิดนานพอสมควรทีเดียว นับตั้งแต่นั้นมาฉันจึงได้ขอร้องกับคนในบ้านว่าเวลาไปซื้ออาหารอย่าซื้อสัตว์เป็น ๆ มาอีกเลย 

        ในช่วงเวลาสองปีมานี้ฉันได้ฝึกสร้างนิสัยการออกกำลังกายให้เป็นประจำ ปกติจะวิ่งไปตามถนนหลังบ้านที่ร่มรื่น และมักจะได้เห็นฝูงเป็ดที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้เดินผ่านเส้นทางนี้เป็นประจำ เป็ดตัวใหญ่เดินนำหน้า เป็ดตัวเล็ก ๆ เดินตาม ส่ายก้นไปมาดุกดิกและมองหาอาหารกิน ทุกครั้งที่เห็นพวกมันฉันก็อดที่จะยิ้มไม่ได้ เพราะฉันเห็นไปถึงความสามัคคี เห็นความผูกพันรักใคร่ที่เรียบง่าย แต่พอนึกถึงจุดจบในชีวิตของพวกมันที่จะถูกยกขึ้นไปเสิร์ฟบนโต๊ะอาหารแล้ว ฉันจะเกิดความรู้สึกสลดใจขึ้นมาอย่างอธิบายไม่ถูก รู้สึกว่าความสุขสั้น ๆ นี้มันช่างโหดร้าย สู้อย่าเอาพวกมันมาเลี้ยงดูเสียเลยจะดีกว่า

        ช่วงหนึ่งที่ฉันได้ไปร่วมทำงานที่ศูนย์บริการโลหิต ได้รู้จักกับอาสาสมัครที่มีประสบการณ์สองท่านคืออาจารย์ข่งกับพี่วัง พวกเขาเป็นนักปฏิบัติธรรมที่มีความตั้งใจเอาจริงมาก และยังเป็นนักมังสวิรัติแบบเคร่งครัดด้วย พวกเขาคุยกับฉันในเรื่องที่เกี่ยวกับศาสนาพุทธเยอะมาก รวมถึงเรื่องมังสวิรัติด้วย บอกตามตรงเลย ตอนนั้นฉันเห็นด้วยอย่างมากในเรื่องของการทำกุศลและการทำดีให้แก่โลก แต่ยังไม่ค่อยเห็นด้วยเรื่องการกินมังสวิรัติ ถึงแม้ว่าฉันจะนับถือพวกเขามากที่สามารถทำได้ แต่ตัวฉันเองไม่เคยคิดเลยจริง ๆ ว่าจะเดินตามเส้นทางนี้อย่างพวกเขาได้

        แต่สุดท้ายฉันก็เดินมาตามทางนี้มาจนได้ กลายเป็นนักมังสวิรัติไปกับเขาด้วย เรื่องนี้ต้องยอมรับว่าได้อานิสงส์มาจากการแนะนำของอาจารย์ข่งและพี่วังจริง ๆ และทำให้ได้เข้าใจธรรมะข้อหนึ่งอย่างลึกซึ้งว่า "อยู่ใกล้ชาดก็ติดแดง อยู่ใกล้น้ำหมึกก็ติดดำ" หลาย ๆ ครั้งที่เราจะถูกเหนี่ยวนำไปตามหมู่กลุ่ม ถ้าเราอยู่ในกลุ่มคนที่ไม่ดี ไม่มีศีลธรรม ต่อให้ในใจเราไม่อยากทำตามพวกเขา ก็ยังคงได้รับอิทธิพลมาบ้าง หรืออาจเผลอตัวถลำลึกไปมากจนถึงขั้นถอนตัวไม่ขึ้นก็เป็นได้ ตรงกันข้าม ถ้าเราอยู่ในกลุ่มคนดีมีศีลธรรม ก็ต้องได้รับการซึมซาบเอาสิ่งดี ๆ มาบ้างไม่มากก็น้อย 

        อาหารที่ฉันกินอยู่ตอนนี้เป็นมังสวิรัติแบบที่ยังกินไข่และนมอยู่ (ovo-lacto vegetarian) คือไม่กินเนื้อสัตว์ทุกชนิด ทั้งเนื้อวัว เนื้อหมู เป็ด ไก่ ปลา กุ้ง หอย ฯลฯ แต่ยังกินไข่และนมตามปกติ ฉันรู้สึกว่าตอนนี้เอาแค่นี้ก็พอแล้ว คือยังสามารถรักษาสมดุลของโภชนาการไว้ได้ และไม่ผิดต่อศรัทธาความเชื่อของตนเองด้วย ฉันปฏิบัติเรื่องการกินอาหารแบบนี้มาจนได้เป็นนิสัยแล้ว ตอนนี้รู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงมาก ช่วงนี้ยังฝึกกายบริหารสร้างกล้ามเนื้อด้วย ถึงแม้ว่าครั้งนี้มันจะเป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งในชีวิตของฉันก็ตาม แต่ฉันก็อยากจะบอกทุกคนด้วยว่าฉันเองก็เป็นแค่คน ๆ หนึ่ง ขึ้นชื่อว่าคนก็ย่อมจะไม่สมบูรณ์แบบ ฉันเองก็ยังมีข้อเสียมากมาย เช่น บางครั้งก็หงุดหงิด บางครั้งก็ประมาทเลินเล่อ ...

        ฉันคิดว่าคนเราควรเรียนรู้ที่จะมีความพอในการเสพสุขของตนเอง แต่ในการแสวงหาสัจธรรมและพัฒนาชีวิตให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นนั้น เราควรจะพากเพียรเรียนรู้ไปอย่างไม่ยอมที่จะเบื่อ ถ้าอยู่จนแก่ก็จะเรียนรู้ไปจนแก่เหมือนกัน ฉันไม่คิดว่าการชักชวนคนอื่นให้มายอมรับทัศนคติของฉันด้วยการพูดโน้มน้าวโดยตรงจะได้ผลดีเท่าไร ฉันเพียงแต่หวังว่าจะเป็นอย่างอาจารย์ข่งและพี่วังที่มีอิทธิพลต่อตัวฉันได้ ด้วยการแสดงพลังงานแห่งสัจจะอย่างเต็มเปี่ยมนี้ออกไป ให้แผ่ออกไปสู่คนรอบข้างโดยไม่ต้องมีเจตนาอะไร ให้มันผสานสอดคล้องไปกับความดีในจิตใจของทุกคน และร่วมมือร่วมแรงพยายามเปลี่ยนโลกใบนี้ไปด้วยกัน
 

ที่มา http://ss.zgfj.cn/JSCS/2016-11-29/17169.html

7 ต.ค. 2560

อายุสั้น มีโรคมากเกิดจากอะไร



        ปกติเมื่อคนตายแล้วก็จะถูกฝังไว้ในสุสาน คนที่กินเนื้อสัตว์ กินปลา กินแล้วก็เข้าไปอยู่ในท้อง ท้องก็เลยกลายเป็นสุสานของสัตว์เหล่านั้น เราเอาซากศพของสัตว์มาฝังไว้ในท้องของเราเอง เธอว่ามันสกปรกไหม ถูกอนามัยไหม เดี๋ยวนี้ยังมีคนกินงู กินแมวอีก มันเหลือเชื่อจริง ๆ ... เมื่อสัตว์ถูกกินเข้าไปในท้อง วิญญาณพยาบาทของมันก็ตามเข้าไปอยู่ในท้องด้วย ถึงวันหนึ่งมันจะตามมาทวงหนี้ เอาชีวิตของมันคืน แล้วท่านจะเกรงกลัวบ้างมั้ยล่ะ

        มีอุบาสกหลายท่านมาปรับทุกข์กับพระอาจารย์ อาตมาขอนำเหตุแห่งทุกข์เหล่านั้นมาเล่าสู่ฟังกันบ้าง หวังว่าท่านทั้งหลายจะหันมาตรวจสอบตัวเอง เพื่อให้มีความสำนึกผิด บำเพ็ญเพียรสร้างกุศล ดีชั่วนั้นอยู่ที่ตัวทำ อย่าโทษฟ้าโทษดินหรือโทษผู้อื่นแม้แต่น้อย ถ้าใครเจ็บป่วยชนิดที่ทั้งแพทย์แผนจีนและแผนปัจจุบันก็รักษาไม่หาย อันนั้นก็ถือว่าเป็น "โรคกรรม" ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเข้ามาสู่เราทางปาก เกิดจากการกิน ถ้าอย่างนั้นเราควรจะสำนึกผิดอย่างไร บำเพ็ญกุศลอย่างไรดีล่ะ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องกินมังสวิรัติและถือศีลปฏิบัติธรรม เอาเฉพาะที่ปากนี่ก็ไม่รู้ว่าได้สร้างวิบากกรรมไว้เท่าไร ได้ก่อเวรไว้เท่าไรแล้ว



        คิดดูสิ เอาแค่ในเมืองไทเปเมืองเดียวนี่มีโรงฆ่าสัตว์เท่าไร แต่ละวันไม่รู้ว่าต้องฆ่าวัว ฆ่าหมู ฆ่าปลากี่ร้อยตัว เป็ด ไก่อีกกี่พันตัว สัตว์เหล่านี้ถูกฆ่าเพื่อใครกันล่ะ ไม่ใช่ฆ่าให้คนที่จะกินหรอกหรือ แล้ววิบากกรรมเหล่านี้ใครต้องมารับไปล่ะ คนฆ่าหรือ? เราควรจะรู้ว่าถ้าเราไม่กิน สัตว์ที่ถูกฆ่าวันนี้ก็จะไม่มีคนซื้อ วันต่อ ๆ ไปเขาก็จะไม่ฆ่าแล้ว เหตุที่เขาฆ่าก็เพราะว่าเราจะกิน พวกเราจึงได้ร่วมกันสร้างวิบาก มีส่วนในบาปด้วยกันทั้งสิ้น เราในฐานะสาวกของพุทธศาสนาควรจะตระหนักรู้ในเรื่องนี้กันได้แล้ว

        โบราณว่า "น้ำซุปในถ้วยนั้น หมุนวนอยู่ด้วยแรงพยาบาทนับร้อยนับพันปี ลุ่มลึกรุนแรงดั่งคลื่นใหญ่ในมหาสมุทร ถ้าอยากรู้ว่าโลกนี้มีการปล้นฆ่าด้วยคมมีดกันที่ไหน ให้เงี่ยหูสดับฟังเสียงจากโรงฆ่าสัตว์ในยามค่ำคืนดูสิ" ทำไมโลกนี้จึงมีการปล้นฆ่าด้วยคมมีด ส่วนใหญ่ก็มาจากปากที่อยากจะกินนี่แหละ ใครทำกรรมอะไรไว้ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น จะทำคนเดียว ทำทั้งครอบครัว หรือทำทั้งประเทศก็เหมือนกัน ธรรมะของศาสนาพุทธสอนเรื่องวิบากกรรม ท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม สัจจะก็ยังเป็นสัจจะอยู่เช่นนี้แหละ

        โดยทั่วไปสาวกของศาสนาพุทธจะมีฐานจิตแห่งเมตตา มักจะเห็นความสำคัญของการช่วยชีวิตสัตว์ทั้งหลาย เพียงแค่กินมังสวิรัติก็สามารถช่วยชีวิตสัตว์ได้นับร้อยนับพันชีวิตแล้ว คนที่ไม่กินมังสวิรัตินั้น วันนี้เขากินปลา พรุ่งนี้กินเนื้อ กินสะสมไปเรื่อย ๆ ตลอดทั้งชีวิตไม่รู้ว่าได้กินชีวิตอื่นไปเท่าไร โดยทั่วไปเรารู้กันดีถึงพิษร้ายของเสือ ของงู แต่ว่าเสือหนึ่งตัวจะกัดคนตายได้กี่คน งูพิษจะกัดคนตายได้กี่คน พูดกันจริง ๆ แล้วคนที่ไม่กินมังสวิรัติไม่รู้ว่าจะมีพิษร้ายยิ่งกว่าเสือ ยิ่งกว่างูกี่เท่า ขอให้เราทุกคนจงอย่าเป็นเสือร้าย อย่าเป็นงูร้ายในหมู่มนุษย์เลย

        ถ้าท่านยังอยากจะกินเนื้อสัตว์ อาตมาจะบอกแก่ท่านว่า ตอนนี้ท่านกินไปอย่างเอร็ดอร่อย แต่เมื่อถึงเวลาต้องชดใช้หนี้กรรม จงอย่าโทษฟ้าโทษดินหรือโทษผู้อื่น เมื่อได้รู้แล้วว่าการฆ่าสัตว์นั้นต้องชดใช้หนี้กรรม เมื่อต้องรับผลต่าง ๆ เช่น มีโรคมาก อายุสั้น และตายไปยังต้องไปชดใช้ต่อในนรกอีก จึงขอเตือนทุกท่านให้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์และกินมังสวิรัติเพื่อจะได้ไม่ต้องรับผลกรรมอันเป็นทุกข์ในภายหน้า 


เขียนโดย 妙莲老和尚
ที่มา http://rufodao.qq.com/a/20170913/041048.htm

4 ส.ค. 2560

ความหมายของคำว่ากินมังสวิรัติกับกินเจในจีน



        คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าการกินมังสวิรัติ (素) ก็คือการกินเจ (齋) จริง ๆ แล้วสองคำนี้มีความแตกต่างกันอยู่ *

        ทำไมหลายคนจึงแยกไม่ออกระหว่างกินมังสวิรัติกับกินเจล่ะ? อาจเป็นเพราะว่าในวัดท่านกินแต่มังสวิรัติกัน อันที่จริงกินมังสวิรัติกับกินเจนั้นไม่เหมือนกันเลย กินมังสวิรัติ (แบบจีน) คือการไม่กินอาหารที่เรียกว่า 荤 (ฮุน) และ 辛 (ซิน) ฮุนก็คืออาหารเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ รวมทั้งไข่และนมด้วย ซินก็คือพืชผักที่มีกลิ่นฉุนรุนแรง ๕ ชนิดคือ ต้นหอม กระเทียม กุ้ยช่าย หัวหอมเล็ก หัวหอมใหญ่ บางทีก็รวมไปถึงผักที่มีกลิ่นฉุนอื่น ๆ ที่คล้ายกันด้วย เช่น หอมแดง หอมป่า เป็นต้น

        ความแตกต่างระหว่างกินมังสวิรัติกับกินเจคือไม่กินอาหารหลังเที่ยง

        คำว่ากินเจเป็นคำศัพท์ทางศาสนา สำหรับศาสนาพุทธหมายถึงการไม่กินอาหารหลังเที่ยงวัน ในความหมายนี้อาหารที่กินจะเป็นอะไรก็ได้ จะกินมังสวิรัติก็ตาม หรือกินเนื้อสัตว์ก็ตาม ขอเพียงแต่ไม่กินหลังเวลาเที่ยงวันเท่านั้นก็ถือได้ว่าเป็นการกินเจแล้ว การกินเจถือว่ามีความสำคัญอย่างมากสำหรับศาสนาพุทธ ถือว่าเป็นศีลที่สาวกของศาสนาพุทธต้องปฏิบัติ ศาสนาอื่นก็มีการกินเจ และให้ความสำคัญกับการกินเจอย่างมากด้วย

        ประเด็นสำคัญของการกินเจคือไม่กินอาหารหลังเที่ยงวัน ในที่นี้ต้องทำความเข้าใจคำว่าหลังเที่ยงวันให้ดี ศาสนาพุทธแบ่งเวลาในหนึ่งวันเป็น ๖ ช่วง มีกลางวัน ๓ ช่วง และกลางคืน ๓ ช่วง ช่วงเวลาหลังเที่ยงวันถ้าเทียบกับเวลาในระบบปัจจุบันก็คือประมาณบ่ายสองโมงไปแล้ว แต่ก็มีบางคนตีความว่าเวลาเที่ยงวันคือ ๑๒ นาฬิกา หลังเที่ยงวันก็คือหลัง ๑๒ นาฬิกา

        การกินเจก็หมายถึงเมื่อเลยเวลาเที่ยงวันไปจนถึงรุ่งเช้าของวันถัดไปจะไม่กินอาหาร เวลารุ่งเช้าที่ว่านี้ถ้าจะระบุให้ชัดเจนลงไปก็คือเวลาที่เราสามารถมองเห็นเส้นลายมือได้โดยไม่ต้องใช้แสงไฟอย่างอื่นช่วย ในระหว่างการงดอาหารนี้สามารถดื่มน้ำหรือของเหลวได้ เช่น น้ำเต้าหู้ น้ำผลไม้ เป็นต้น ในสมัยพุทธกาลพระมหากัสสปะที่ถือธุดงควัตรนั้นแม้แต่น้ำผลไม้ก็ไม่ดื่ม แต่ปัจจุบันมีนักบวชบางส่วนไม่สามารถปฏิบัติข้อนี้ได้ จึงมีการเปิดช่องให้กินเป็น "ยา" ได้ คือให้ถือว่าอาหารนั้นเป็นยา กินเพื่อรักษาอาการหิวเท่านั้น จึงเรียกอาหารมื้อค่ำในวัดว่า "อาหารโอสถ"

        ความเป็นมาของการกินมังสวิรัติและกินเจ

        ศาสนาพุทธในดินแดนจีนของชาวฮั่นเริ่มกำหนดให้กินมังสวิรัติมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหลียงอู่ตี้ (梁武帝 พ.ศ. ๑๐๐๗ - ๑๐๙๒) ยุคราชวงศ์เหนือใต้ ดังนั้น อาหารในวัดจึงเรียกว่า 素齋 หมายถึงกินมังสวิรัติโดยไม่กินอาหารหลังเที่ยงด้วย โดยทั่วไปก็คือการกินข้าวต้มในตอนเช้ากับกินเจตอนกลางวัน แน่นอนว่าในสมัยนั้นต้องเป็นอาหารมังสวิรัติทั้งหมด เป็นวัตรปฏิบัติของผู้ออกบวชที่อยู่ในวัดต่าง ๆ ในสมัยนั้น และยังคงถือปฏิบัติกันในหลายวัดมาจนถึงปัจจุบัน สำหรับฆราวาสทั่วไปเวลากินเจอาจจะใช้คำว่า 素齋 ด้วยก็ได้ 

        อาหารโอสถยามค่ำนั้นเกิดจากการที่คนสมัยนี้ต้องทำงานในเวลากลางวัน พอถึงกลางคืนถ้าไม่กินอะไรเลยจะทนไม่ไหว จึงเปิดช่องให้กินเป็นยาได้ ความหมายก็คือกินเป็นยาเพื่อรักษาโรคความหิว ดังนั้นเวลาค่ำในโรงเจจึงนำอาหารที่เหลือจากตอนกลางวันออกมาให้แก่ผู้ที่ต้องการกินเป็นอาหารโอสถ โดยปกติจะไม่มีการทำอาหารใหม่ ผู้ที่กินก็ต้องมีความละอายในใจอยู่ ต้องแอบกินเงียบ ๆ พอให้หายหิวแล้วจบเรื่องไป

        เกี่ยวกับเรื่องกิน มีศีลที่เกี่ยวข้องมากมาย ในที่นี้ไม่สะดวกที่จะอธิบายได้ทั้งหมด เพราะเรื่องกินเป็นเรื่องสามัญในชีวิตประจำวัน จึงมีเรื่องที่ต้องพิจารณาหลายอย่าง บทความนี้ต้องการบอกแต่เพียงว่ากินมังสวิรัติกับกินเจนั้นแตกต่างกันเท่านั้น เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้ทราบไว้ว่าอย่าถวายอาหารให้พระเมื่อเลยเวลาเที่ยงวันไปแล้ว จะกลายเป็นเรื่องถูกหัวเราะเยาะหยันไป

        เมื่อท่านทั้งหลายเข้าใจความแตกต่างระหว่างการกินมังสวิรัติกับกินเจแล้ว บางท่านก็จะคลายความสงสัยสับสนไปได้ เพราะมีบางท่านที่เพิ่งเริ่มศึกษาศาสนาพุทธกลัวว่าเมื่อเริ่มศึกษาแล้วก็ต้องกินมังสวิรัติให้ได้ คิดว่าตนเองคงจะปฏิบัติไม่ได้จึงเกิดความวิตกกังวลเศร้าหมอง รู้สึกว่าพุทธศาสนาเข้าถึงได้ยาก อันที่จริง ศาสนาพุทธไม่ได้บังคับให้ฆราวาสต้องกินมังสวิรัติให้ได้ แต่ก็แน่นอนว่าถ้าสามารถกินมังสวิรัติได้ก็จะเป็น "เรื่องดีของชีวิต" อย่างหนึ่ง

        การกินเจจะได้อานิสงส์ ๕ อย่างคือ ลดกาม ลดความง่วงหงอยเกียจคร้าน มีจิตตั้งมั่น ไม่มีลมในท้อง และกายสงบมั่นคง นอกจากนี้ยังมีผลให้ร่างกายแข็งแรงไม่ป่วยง่ายด้วย


ที่มา http://rufodao.qq.com/a/20150719/014554.htm

หมายเหตุ * การอธิบายความในบทความนี้อ้างอิงตามคำภาษาจีนสองคำคือ 吃素 กับ 吃齋 ซึ่งไม่ตรงกับความเข้าใจของคนไทยในปัจจุบันเสียแล้ว อันที่จริง ตัวอักษร 齋 (อ่านว่า "ไจ") ที่เรามักเห็นในธงสีเหลืองตามร้านอาหารในช่วงเทศกาลกินเจนั้นเป็นตัวเขียนแบบดั้งเดิม มีที่มาจากการถือศีลไม่กินอาหารหลังเที่ยงของพระในวัดจีนที่เรียกว่า 素齋 (ซู่ไจ) ซึ่งในทางปฏิบัติคือการกินอาหารมังสวิรัติและไม่กินอาหารหลังเที่ยงด้วย

ทำไมผมจึงเลิกกินเนื้อสัตว์

        วันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๘ เวลาประมาณบ่ายโมง ผมกุมมือแม่อยู่ข้างเตียงคนไข้ในโรงพยาบาล พร่ำพูดที่ข้างหูของแม่ว่าให้นึกถึงความดี...