แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อเทวนิยม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อเทวนิยม แสดงบทความทั้งหมด
22 ก.ย. 2560
ความงมงายต่อพระพุทธเจ้า
คนส่วนใหญ่ไม่ว่าจะทำอะไรก็หวังว่าจะมีทางลัด คืออยากได้ประโยชน์แต่ไม่อยากลงทุนลงแรง ไม่อยากเสียเวลาไม่อยากลำบาก ทางลัดที่ว่านั้นเป็นอย่างไรล่ะ?
หลายคนพอคิดถึงพระพุทธเจ้า คิดถึงพระศากยมุนีศาสดาเจ้า ก็จะคิดไปว่า ในเมื่อธรรมะของพระองค์นั้นดีเลิศอย่างยิ่ง จะต้องสามารถคุ้มครองเขาให้แคล้วคลาดจากเคราะห์กรรมได้ หรือทำให้ร้ายกลายเป็นดีได้อย่างแน่นอน ดังนั้น ทุกวันนี้จึงกลายเป็นกระแสไปเสียแล้ว คือผู้คนพากันไปวัดเพื่อจุดธูปเทียนกราบไหว้พระพุทธเจ้ากันมากมาย
สหายเอย หากมีเวลาก็ลองแวะไปเที่ยววัดดูบ้างเถิด ก็จะเห็นทีเดียวว่า ไม่ว่าจะเป็นเวลาไหนก็มีคนเข้าออกวัดอยู่เสมอ ผู้คนจอแจพลุกพล่านอยู่ตลอดเวลา ทั้งจุดธูปเทียน บริจาคให้ทาน กราบไหว้ ขอพร เสี่ยงทาย ฯลฯ บางคนมาเพื่อขอให้พระคุ้มครองปัดเป่าเภทภัย บางคนมาเพื่อขอให้โชคดีมีลาภไปตลอด บางคนมาเพื่อขอให้ได้ยศได้ตำแหน่ง มีกระทั่งเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำทุจริตแล้วมาขอให้พ้นจากความผิดไม่ต้องติดคุกติดตาราง ขอให้ชีวิตร่ำรวยรุ่งเรืองเฟื่องฟูไปตลอดกาลนาน อะไรที่ใหญ่ ๆ โต ๆ ในโลกทั้งหลายแหล่ก็เอาหมด ขอกันตะพรึดตะพรือ
พระพุทธเจ้าไม่ใช่เทพไม่ใช่เซียน และไม่ใช่พระเจ้าผู้กอบกู้โลก พระองค์เป็นผู้รอบรู้ แต่ไม่ใช่ผู้ดลบันดาลสรรพสิ่ง
ในโลกนี้มีคนคนเดียวเท่านั้นที่สามารถช่วยให้เราหลุดพ้นจากห้วงทะเลแห่งทุกข์ได้ นั่นก็คือตัวเราเอง เป็นตัวของเราเองกับดวงจิตเดิมที่มีปัญญาเท่านั้นจะทำได้
พุทธคืออะไร พุทธก็คือผู้ที่ตื่นรู้ คือผู้ที่เข้าใจสัจจะของชีวิตและจักรวาลอย่างถ่องแท้ คือผู้มีจิตใจอันประกอบด้วยปัญญาอันยิ่ง
พุทธเป็นครูที่ดีและเป็นมิตรที่ชี้ประโยชน์แก่เรา คือพ่อผู้เมตตาและพี่ชายที่เอื้ออาทร พุทธคือท่าน พุทธคือเรา พุทธคือเขา พุทธคือเราทุก ๆ คน
พุทธจะใคร่ครวญชีวิตไปพร้อม ๆ กันกับเรา พุทธจะแสวงหาสัจจะของจักรวาลไปด้วยกันกับเรา
พุทธคือผู้ที่ชี้ทางออกจากกิเลสอันเศร้าหมองแก่เรา ขอเพียงแต่เราปฏิบัติตามคำสอนอันเปี่ยมเมตตาของพุทธ ก็จะสามารถแก้ไขเรื่องร้ายให้กลายเป็นดีได้ เมื่อต้องพบกับความทุกข์ยากลำบากก็สามารถคลี่คลายให้เป็นความผาสุกเบิกบานได้
ขอเพียงมีพุทธในใจ พุทธก็จะอยู่ในทุกที่ ขอเพียงมีพุทธในใจ พุทธก็จะมีอยู่ในทุกเมื่อ
การเรียนรู้ในพุทธเป็นวิชาที่เน้นที่การปฏิบัติจริงอย่างยิ่ง หากจะถามว่าการเรียนรู้ในพุทธมีเคล็ดลับอะไร เคล็ดลับที่ว่าก็คือการปฏิบัติให้รู้จริงด้วยตนเอง
เคล็ดลับของการเรียนรู้ฝึกปฏิบัติในพุทธก็คือการพากเพียรทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้าทีละเล็กทีละน้อยในชีวิตประจำวันของเรานี่เอง
หาใช่การละเลยต่อการทำชั่วเล็ก ๆ น้อย ๆ หาใช่การทำปากอย่างใจอย่าง หาใช่การเอาแต่พูดแล้วไม่ทำจริง
พุทธไม่ได้อยู่บนสวรรค์ พุทธไม่ได้อยู่ในวัดวาอาราม พุทธอยู่ในใจของเราทุกคน
การปฏิบัติธรรมไม่ใช่การทำเพื่อให้ผู้อื่นดู การอ่านพระคัมภีร์ก็ไม่ใช่เกมทางภาษาที่ทำให้ดูลึกซึ้งสูงส่ง การที่สามารถเอ่ยอ้างข้อความบางตอนจากพระคัมภีร์ได้ก็ไม่ใช่เพื่อแสดงภูมิรู้ให้ผู้อื่นเห็น เราไม่ได้ปฏิบัติธรรมเพื่อจะได้ชื่อว่าปฏิบัติธรรม ไม่ได้ท่องคัมภีร์เพื่อให้ได้ชื่อว่าท่องได้
พุทธธรรมได้บันทึกถึงการแสวงหาและใคร่ครวญของพระพุทธเจ้าต่อกฎเกณฑ์ของชีวิต ของจักรวาล และของธรรมชาติ พุทธธรรมได้ให้วิธีการแก่สัตว์ทั้งหลายในการพิจารณาสัจจะแห่งจักรวาล บุกเบิกทางปัญญา และบรรลุแจ้งแห่งภาวะในจิตของตนเอง
เป้าหมายของการปฏิบัติธรรมคือการหาหนทางกลับสู่ฐานจิตเดิมอันสงบ สว่าง และมีปัญญาของเราเอง เป้าหมายของการปฏิบัติธรรมก็เพื่อช่วยให้สัตว์ทั้งปวงสามารถบรรลุถึงความหลุดพ้นได้อย่างแท้จริง สามารถพ้นจากทุกข์และเป็นสุขอย่างแท้จริง
พุทธอยู่ที่หุบเขา หุบเขานั้นก็คือใจของท่านเอง ทุกคนต่างก็มีองค์พระเจดีย์บนเขา ที่ปฏิบัติของท่านก็อยู่ในพระเจดีย์นั้นเอง จงอย่าลืมหนทางกลับสู่บ้าน จงอย่าหลงลืมตนเอง
เขียนโดย 佛子 วัดจี๋เล่อ ฮาร์บิน
ที่มา https://view.inews.qq.com/a/20170906A00UKK00
26 ก.ค. 2560
ความเข้าใจผิดต่อศาสนาพุทธในประเทศจีน
เทวะปะปนกับพุทธะ
วัฒนธรรมจีนมีการสั่งสมและผสมผสานมาอย่างหลากหลาย สามารถยอมรับศาสนาต่าง ๆ ที่สอนให้เป็นคนดีได้อย่างกว้างขวาง สืบเนื่องจนถึงปัจจุบัน เมื่อเราเห็นคนจีนจุดธูปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็จะเข้าใจผิดว่าเป็นศาสนาพุทธไปเสียหมด ความจริงแล้ว บรรดาเทพทั้งหลายในความเชื่อของชาวบ้าน เช่น เซี้ยฮ้วงเอี๋ย (城隍爷) ตี่จู้เอี๊ย (土地公) นาจา (三太子) ม่าจ้อโป๋ (妈祖) ฯลฯ ได้ถูกชาวจีนสวมเสื้อของความเป็นพุทธไปเสียแล้ว หารู้ไม่ว่าเทวะกับพุทธะนั้นคนละอย่างกัน ทั้งโดยแก่นและความเชื่อถือมีความแตกต่างกันอย่างมาก เราจึงควรมาศึกษาทำความเข้าใจกันให้ชัดเจน
ในศาสนาพุทธ เทพหรือเทวดาเป็นเพียงส่วนหนึ่งในภพทั้งหก (สวรรค์ มนุษย์ อสูร เดรัจฉาน เปรต นรก) เทพจัดว่าเป็นจิตวิญญาณที่มีกุศลมาก อาจจะเป็นผู้ที่เคยทำความดีสร้างคุณูปการแก่ประเทศชาติหรือมนุษยชาติไว้ในชาติปางก่อน คนรุ่นหลังมีความสำนึกขอบคุณท่าน จึงได้ตั้งศาลขึ้นเพื่อแสดงความเคารพบูชา หรือเทพอาจจะเกิดขึ้นในยุคที่มนุษย์ยังไม่มีปัญญามากพอ ไม่มีความรู้เรื่องปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ จึงกราบไหว้บูชาต่อธรรมชาติ เช่น ภูเขา แม่น้ำ ท้องฟ้า แผ่นดิน เป็นต้น
คนทั่วไปเข้าใจว่าเทพเจ้ามีอำนาจควบคุมชีวิตและความตายของสรรพสัตว์ มีความสามารถครอบงำโชคเคราะห์และบาปบุญทั้งหมดได้ แต่หารู้ไม่ว่าเทพหรือเทวดาก็คือปุถุชนนี่แหละ แต่เป็นผู้ที่มีเป้าหมายอยู่ที่การบำเพ็ญคุณงามความดี โดยที่ยังไม่มีระบบความคิดทางปรัชญาอย่างสมบูรณ์รอบด้าน การบูชากราบไหว้เทพเจ้าคือการขอพรในโลกนี้ เพื่อให้ได้รับการปกป้องคุ้มครอง ปัดเป่าเภทภัยต่าง ๆ แต่ไม่สามารถบรรลุความหลุดพ้นจากทุกข์ได้ เทพเจ้าในศาสนาอื่นมีความสัมพันธ์กับมนุษย์ในฐานะเจ้านายกับผู้รับใช้ ไม่มีทางเท่าเทียมเสมอกันได้
แต่พระพุทธเจ้าได้ละทิ้งราชบัลลังก์ ละทิ้งคู่ครองและบุตร ออกไปแสวงหาสัจจะ เป็นวิญญูชนผู้ออกบวช และได้รู้แจ้งแทงตลอดถึงความจริงทั้งชีวิตและจักรวาล ได้พิสูจน์การเข้าถึงปัญญาอันแท้จริงได้ พระองค์แสดงความจริงว่าบาปบุญและดีชั่วทั้งหลาย ล้วนเกิดจากตัวเราเองทั้งสิ้น
หากเราไม่ประพฤติปฏิบัติให้ถึงในใจ ปรับปรุงแก้ไขพฤติกรรมและความคิดของเราอย่างแท้จริง การกราบไหว้บูชาอย่างมืดบอดไม่มีทางเข้าหาความดีและออกจากความชั่วได้ ยิ่งไม่อาจชำระกายใจให้บริสุทธิ์ได้ พุทธนั้นปฏิบัติต่อสัตว์ทั้งปวงด้วยเมตตาและเสียสละด้วยความยินดี พระพุทธเจ้าเป็นเพียงผู้ชี้ทาง ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างพระพุทธเจ้ากับมนุษย์คือครูกับลูกศิษย์ ขอเพียงเราปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ ทุกคนก็สามารถเป็นพุทธะได้ ด้วยเหตุนี้จึงสรุปได้ว่าโดยเนื้อแท้แล้วความสัมพันธ์ระหว่างพระพุทธองค์กับมนุษย์นั้นเสมอภาคเท่าเทียมกัน
ปัญญากับอวิชชา
มักจะมีคนวิจารณ์ว่าศาสนาพุทธเป็นลัทธิงมงาย อย่างไรจึงเรียกว่างมงาย? การเชื่อตาม ๆ กันไปโดยไม่ได้พิจารณาด้วยเหตุผลให้ถ่องแท้นั้นเป็นความงมงาย ผู้ที่วิจารณ์ส่วนใหญ่ยังไม่เคยได้ฟังธรรมของพุทธศาสนาเลย แม้แต่ความหมายของคำว่า "พุทธ" ก็ยังไม่รู้ แล้วก็ตัดสินเอาเองว่าศาสนาพุทธเป็นลัทธิงมงาย ผู้ที่วิจารณ์อย่างนี้ดูจะเขลาและงมงายยิ่งกว่าหรือไม่
แล้วการเชื่ออย่างมีปัญญานั้นเป็นอย่างไร มันคือการพิจารณาด้วยปัญญา ตรวจสอบอย่างรอบคอบ ให้รู้แน่ว่าเป็นคุณงามความดี สามารถทำให้คนหลุดพ้นจากทุกข์ได้จริง แล้วจึงยอมรับเชื่อถือ แบบนี้จึงจะเรียกว่าเชื่อด้วยปัญญา เหลียงฉีเชา (นักคิดนักเขียนจีน) เคยกล่าวไว้ว่า "ศาสนาพุทธต้องเชื่อด้วยปัญญาไม่ใช่งมงาย" ศาสนาพุทธเองก็ไม่ยอมรับความงมงาย สนับสนุนให้ตรวจสอบค้นหาข้อสงสัยด้วยเหตุผล มีความใจกว้าง มีท่าทีในการรับรู้ความจริงตามความเป็นจริง อันเป็นคุณลักษณะของการเชื่อด้วยปัญญา เป็นความแตกต่างอย่างสำคัญระหว่างศาสนาพุทธกับศาสนาอื่น
ความเชื่ออื่นถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพุทธ
ในวิถีชาวบ้านมีคติความเชื่อต่าง ๆ มากมาย มีการปฏิบัตินอกศาสนาพุทธอยู่หลายอย่าง ล้วนไม่ใช่ความเชื่อที่ถูกต้องตามหลักพุทธศาสนา ดังตัวอย่างต่อไปนี้
๑. การดูดวงพยากรณ์ด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น เสี่ยงเซียมซี เสี่ยงทายด้วยไม้ (卜卦) ทายดวงดาว (紫微斗数) คลำกระดูก (摸骨) เป็นต้น การทำนายเหล่านี้เกิดจากคนไม่มั่นใจต่ออนาคตของตนเอง หวังว่าจะอาศัยสิ่งเหล่านี้มากำหนดทิศทางชีวิต แต่ศาสนาพุทธสอนว่า "อยากรู้เหตุในอดีตชาติ ให้ดูสิ่งที่ได้รับในชาตินี้ อยากรู้ผลในชาติต่อไป ให้ดูการกระทำในชาตินี้" ความคิดและการกระทำของเราเป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตในอนาคต ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการดูดวงเลย เพียงแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่เหตุ ผลก็จะเกิดตามเหตุที่ได้ทำไว้แล้วเอง
๒. การดูฮวงจุ้ย ศาสตร์ฮวงจุ้ยสัมพันธ์กับทิศทาง สนามแม่เหล็ก การไหลของน้ำ เป็นต้น มีหลักอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ สอดคล้องกับธรรมชาติ สำหรับปุถุชนผู้ยังไม่รู้แจ้งในสัจธรรม ปัจจัยภายนอกเหล่านี้ก็ยังมีอิทธิพลต่อเขาอยู่ แต่อริยะบุคคลผู้ได้อรหัตผลแล้ว ไปอยู่ที่ไหนที่นั่นก็จะเป็นดินแดนอันบริสุทธิ์และสว่าง ข้อนี้ยืนยันคำกล่าวที่ว่า "จิตของปุถุชนหมุนวนไปตามตำแหน่งแห่งที่ แต่ภพภูมิของพระอริยะกำหนดได้ตามจิต" อย่างไรก็ดี ศาสนาพุทธเน้นการปฏิบัติที่จิต สภาวะจิตภายในมีความสำคัญกว่าสภาพภูมิประเทศภายนอกอย่างมาก
๓. ทรงเจ้าเข้าผี (跳神扶乩) เป็นพิธีกรรมตามความเชื่อของชาวบ้าน อาศัยวิญญาณเป็นสะพานเชื่อมต่อ เพื่อการวอนขอสิ่งต่าง ๆ เรื่องนี้ไม่ใช่คำสอนในศาสนาพุทธอย่างแน่นอน จัดอยู่ในพวกไสยศาสตร์
๔. การโยนถ้วยถามเทวดา (掷杯筊) มนุษย์กับเทพไม่สามารถสื่อสารกันได้ เรื่องนี้มันเป็นการถามเองตอบเอง และเดาเอาว่าเป็นเจตนาของเทวดาเสียมากกว่า
๕. การเผากระดาษเงินกระดาษทอง ประเพณีนี้เกิดขึ้นในสมัยราชวงศ์ฮั่น โดยกลวิธีการตลาดของพ่อค้ากระดาษในสมัยนั้น สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งยังมีการพัฒนามาเป็นการสร้างสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่เป็นกระดาษ เชื่อกันว่าเผาไปให้ผู้ตายได้ใช้ แต่ศาสนาพุทธสอนว่า ถ้าต้องการทำกงเต็ก (แปลตามอักษรว่ากุศลกรรม) ควรจะให้ทาน พิมพ์หนังสือธรรมะ หรือบำรุงพระรัตนตรัยในนามของผู้ตาย จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ตายได้มากกว่า การเผากระดาษเงินกระดาษทองและข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ นั้น มีแต่ภพของผีของเปรตเท่านั้นที่จะใช้ได้ แต่ผู้ตายนั้นอาจจะไม่ได้ไปผุดเกิดในภพของผีเปรตเลยด้วยซ้ำ
๖. ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นเครื่องสังเวยบูชา ผู้ไม่ประสามักจะไหว้พระพุทธเจ้าด้วยเป็ด ไก่ หมู ปลา ฯลฯ แม้จะแสดงความเคารพบูชาด้วยใจจริง แต่ทว่าศาสนาพุทธสอนให้มีจิตใจเมตตากรุณา สอนว่าทุกชีวิตเท่าเทียมเสมอภาคกัน เคารพในสิทธิของการมีชีวิตอยู่ของดวงวิญญาณทั้งหลายในโลก นอกจากนี้ สัตว์ทั้งหลายที่เกิดและตายวนเวียนอยู่ในภพทั้งหกนั้นล้วนเคยเป็นญาติกันมาก่อนทั้งสิ้น เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสัตว์ที่ถูกฆ่านั้นในชาติก่อนเคยเป็นพ่อเป็นแม่เรามาหรือไม่ ศาสนาพุทธจึงกำหนดศีลข้อแรกเป็นพื้นฐานไว้เลยว่า ห้ามฆ่าสัตว์
มองโลกในแง่ลบ กราบไหว้บูชาตัวบุคคล
ศาสนาพุทธได้เปิดเผยผ้าคลุมของชีวิตออก ให้เห็นความจริงว่ามันเป็นทุกข์ ไม่มีตัวตน ไม่เที่ยงแท้ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) สำหรับผู้ที่ยังไม่เข้าใจธรรมะของศาสนาพุทธอย่างลึกซึ้ง มักจะตีความตามตัวหนังสืออย่างผิวเผิน แล้วคิดเอาว่าศาสนาพุทธนั้นมองโลกในแง่ลบ หดหู่เศร้าหมอง อันที่จริง ศาสนาพุทธมองการทำอกุศลกรรมในแง่ลบ แต่มีท่าทีเป็นบวกอย่างยิ่งต่อการทำกุศลช่วยสัตว์โลกและมีจิตใจเสียสละให้แก่ผู้อื่น
ศาสนาพุทธมีปณิธานที่จะพาสัตว์ทั้งปวงให้พ้นทุกข์ จึงมีจิตที่เมตตากรุณา ไม่ใช่จิตที่ปลดปลงอย่างเศร้าหมอง ยังมีคนอีกมากที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าคนที่บวชเป็นพระเป็นคนไม่กตัญญู หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบในสังคม เขาไม่รู้เลยว่าในสังคมต้องการบทบาทหน้าที่อันหลากหลาย จำเป็นต้องมีบุคลากรหลาย ๆ ด้าน ภาระหน้าที่ในการกอบกู้จิตวิญญาณของสังคม ต้องอาศัยพระสงฆ์เป็นกำลังอย่างสำคัญ การออกบวชเป็นเรื่องของลูกผู้ชาย ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอก การออกบวชจึงจะเป็นการกตัญญูอย่างแท้จริง เพราะเป็นการออกจากบ้านของกิเลส เพื่อปลูกเชื้อแห่งพุทธมาสู่ตน นำพาธรรมะมาเป็นประโยชน์แก่ชีวิตของตนเองและผู้อื่น พระโพธิสัตว์ตี้จ้าง (地藏菩萨) ผู้ได้ชื่อว่าลงไปช่วยโปรดมารดาถึงในนรก พระองค์ตั้งจิตอธิษฐานไว้ว่า "ตราบใดที่นรกยังไม่ว่างจากผู้ตกทุกข์อยู่ เราจะไม่เป็นพระพุทธเจ้า ต่อเมื่อสัตว์ทั้งปวงข้ามพ้นทุกข์แล้วเท่านั้น จึงจะบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ" ท่านลองคิดดูเถิดว่าการตั้งจิตแบบนี้เป็นความคิดในเชิงบวกมากเพียงใด
สาวกของศาสนาอื่นมักจะวิจารณ์ว่าศาสนาพุทธกราบไหว้แต่บุคคล แต่เขาไม่รู้ว่าศาสนาพุทธสร้างพระพุทธรูปก็เพื่อเป็นเครื่องรวมจิตใจ เพื่อให้ผู้ที่กราบไหว้ได้มองเห็นทั้งรูปและนาม เพื่อเรียนรู้แก่นคำสอนและการปฏิบัติของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่เพื่อการอ้อนวอนร้องขอ ก็เหมือนกับสัญลักษณ์ธงชาติ เพลงชาติ ไม้กางเขน เป็นสัญลักษณ์สำหรับยึดเหนี่ยวจิตใจ พระพุทธรูปนั้นเป็นสัญลักษณ์แห่งพระธรรมคำสอน ศาสนาพุทธโดยแท้จริงแล้วไม่ยึดติดในรูปธรรม ไม่หนีโลก แต่ก็ไม่ติดในโลก ยิ่งในคัมภีร์ "วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร" แต่ละถ้อยคำล้วนมุ่งสลายความเป็นรูป แล้วจะว่าเป็นการบูชาบุคคลได้หรือ
เขียนโดย พระอาจารย์ 慧律法师
ที่มา http://rufodao.qq.com/a/20131001/003993.htm
5 ก.ค. 2560
พระพุทธเจ้าเป็นครู ไม่ใช่เทพ
คำถามคำตอบเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ และโลกทัศน์แบบศาสนาพุทธมหายาน
ถาม - พระพุทธเจ้าเป็นเทพหรือไม่? ทำไมต้องกราบไหว้พระพุทธรูป? การจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธรูปมีความหมายอย่างไร?
พระอาจารย์เสวเฉิง - พระพุทธเจ้าไม่ใช่เทพ แต่เป็นครู การกราบไหว้เคารพด้วยวิธีการต่าง ๆ ไม่ใช่การอ้อนวอน แต่มีความหมายที่ลึกซึ้ง คือการเคารพพระพุทธเจ้า คือการลดทิฐิมานะในตัวตนของเรา การจุดธูปเทียนก็เพื่อแสดงออกถึงความเคารพที่มาจากใจ เป็นการเตือนตัวเองให้ตั้งมั่นในศีลที่บริสุทธิ์เพื่อสืบสานบำรุงพระรัตนตรัยสืบไป
ธรรมะของพระพุทธเจ้าปฏิเสธเทพเจ้าภายนอกที่มีฤทธิ์ครอบงำสรรพสิ่ง ชีวิตของมนุษย์สามารถกำหนดได้ด้วยตนเอง ด้วยการเรียนรู้ธรรม มนุษย์จะสามารถรู้จักและเข้าใจโลกและกฎเกณฑ์ของชีวิตได้อย่างถูกต้อง ทำให้ชีวิตของเรามีความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้น
ถาม - พระพุทธรูปสร้างขึ้นมาจากไม้บ้าง อิฐหินดินปูนบ้าง การกราบไหว้พระพุทธรูปมีความหมายอย่างไร?
พระอาจารย์เสวเฉิง - พระพุทธรูปทำมาจากไม้บ้าง อิฐหินดินปูนบ้าง แต่จิตใจของมนุษย์ไม่ใช่ไม้ ไม่ใช่อิฐหินดินปูน ถ้าเราคิดว่าพระพุทธรูปเป็นไม้ มันก็เป็นแค่ไม้ ถ้าเราคิดว่ามันคือพระพุทธรูป มันก็เป็นตัวแทนของพระเมตตาและพระปัญญาอันยิ่ง การปฏิบัติธรรมคือการปฏิบัติที่ใจ ไม่ใช่การปฏิบัติภายนอก พระพุทธรูปสร้างขึ้นก็เพื่อกระตุ้นเตือนใจของเราให้ระลึกถึงเท่านั้น ก็เหมือนกับภาพถ่าย มันก็เป็นแค่กระดาษแผ่นหนึ่ง แต่ถ้าในภาพถ่ายนั้นมีภาพของญาติของเรา เมื่อเห็นภาพเราจึงเกิดความรู้สึกใกล้ชิดอบอุ่น การกราบไหว้พระพุทธรูปไม่ใช่การกราบไหว้แท่งไม้หรืออิฐหินดินปูน แต่เป็นการแสดงความเคารพนบนอบต่อ "ธรรม" ที่ถูกแทนค่าด้วยพระพุทธรูปเท่านั้น
ถาม - พุทธคืออะไร?
พระอาจารย์เสวเฉิง - พุทธก็คือผู้รู้ รู้ตื่นในสัจธรรมของชีวิตในจักรวาล ดับกิเลสทั้งปวงสิ้นแล้ว ชีวิตเข้าถึงขอบเขตที่เจริญด้วยคุณความดีอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว พระองค์ได้แบ่งปันเผยแพร่ความรู้อันยิ่งนี้ รวมทั้งวิธีปฏิบัติฝึกฝนเพื่อให้บรรลุถึงความรู้นี้แก่ผู้อื่น ซึ่งก็คือพระธรรม ให้ทุกคนสามารถบรรลุความเป็นพุทธได้โดยการเดินในเส้นทางสายนี้
ถาม - พระพุทธเจ้ากับเทพเจ้าต่างกันอย่างไร?
พระอาจารย์เสวเฉิง - คนทั่วไปเข้าใจความหมายของคำว่า "เทพเจ้า" ว่าสามารถดลบันดาลได้ทุกสิ่ง สามารถครอบงำและกำหนดควบคุมทุกอย่าง ในขณะที่พระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่รู้ทุกสิ่ง แต่ไม่สามารถดลบันดาลได้ทุกสิ่ง พระพุทธเจ้าไม่สามารถกำหนดตัดสินชีวิตคนได้ พระองค์เพียงแต่ตรัสรู้ความจริงของจักรวาลเท่านั้น และเปิดเผยแก่คนบนโลก ขอเพียงแต่เรายอมรับและเดินตามเส้นทางที่พระองค์บอกไว้ เราทุกคนก็จะสามารถบรรลุความเป็นพุทธได้เช่นกัน
ถาม - ทำไมจึงต้องบรรลุเป็นพุทธ ต้องตั้งจิตอย่างไรจึงจะได้บรรลุเป็นพุทธ?
พระอาจารย์เสวเฉิง - พุทธแปลว่าการตื่นรู้ ตื่นรู้ทุกสิ่งในโลก รู้ความจริงของชีวิต ทำให้สามารถหลุดพ้นจากกิเลสได้สิ้น พัฒนาขึ้นเป็นมนุษย์ที่ประเสริฐอย่างสมบูรณ์แบบ เข้าถึงความเป็นอิสระอย่างยิ่ง เป็นคุณค่าอันสูงสุดของความเป็นมนุษย์
ตัวอย่างเช่น เด็กคนหนึ่ง พ่อแม่จะสอนให้มีเป้าหมายของชีวิตตั้งแต่เล็ก เช่น "โตขึ้นจะเป็นนักวิทยาศาสตร์" ไม่ได้แปลว่าเขาจะมีคุณสมบัติของการเป็นนักวิทยาศาสตร์ในทันที เขาต้องเริ่มต้นเรียนรู้ตั้งแต่การอ่านเขียน แล้วค่อย ๆ พัฒนาเติบโตขึ้น การบรรลุเป็นพุทธก็เหมือนกัน เป็นปณิธานอันสูงยิ่ง ต้องใช้เวลาในการปฏิบัติฝึกฝนอย่างยาวนาน การบรรลุไม่ใช่เพื่อการมีชีวิตที่เป็นอมตะ แต่เพื่อทำให้ชีวิตของตนเองเจริญถึงความสมบูรณ์อันสูงสุด จิตใจกว้างขวางอย่างถึงที่สุด เมื่อพัฒนามาถึงจุดนี้แล้ว จะสลายความคิดที่แบ่งแยกเราเขาได้อย่างหมดสิ้น สามารถทำหน้าที่ให้ประโยชน์ให้แก่สรรพสัตว์ได้อย่างไร้ขอบเขต อนึ่ง ลัทธิขงจื๊อสอนให้คนมีปณิธานเพื่อเป็นวิญญูชน ฝึกฝนตนเองเพื่อดูแลครอบครัว ปกครองประเทศ และสร้างสันติสุขให้แก่โลก เป้าหมายนี้มีส่วนที่เหมือนกันกับศาสนาพุทธ ที่สอนให้บรรลุเป็นพุทธเพื่อประโยชน์แก่สัตว์โลกทั้งปวง ต่างก็ฝีกฝนปฏิบัติพัฒนาตนเองก็เพื่อปรับปรุงและเพิ่มพูนประโยชน์สุขของผู้คนให้เจริญขึ้น
ถาม - บรรลุพุทธแล้วจะมีสภาวะอย่างไร?
พระอาจารย์เสวเฉิง - การบรรลุพุทธเป็นสภาวะที่ปุถุชนไม่สามารถจะคิดนึกเอาได้ว่าเป็นอย่างไร การบรรลุคือการดับกิเลสโดยสิ้นเชิง ดับทุกข์ มีทั้งเมตตาและปัญญาอย่างสมบูรณ์ ถึงยิ่งแล้วด้วยความบริสุทธิ์ ความสงบ ความยินดี ความเป็นอิสระ และความไม่เกรงกลัวใด ๆ
ถาม - ปัญญาของพุทธแสดงออกอย่างไร
พระอาจารย์เสวเฉิง - คือการรู้แจ้งถึงเหตุปัจจัยทั้งหมดของสรรพสิ่ง ไม่ถูกสภาวะใด ๆ ผูกมัด จงอ่านในคัมภีร์พุทธธรรมให้มาก จะได้พบเห็นปัญญาของพระพุทธเจ้าอยู่เนือง ๆ
ถาม - การบรรลุเป็นพุทธกับการหลุดพ้นต่างกันอย่างไร?
พระอาจารย์เสวเฉิง - การบรรลุเป็นพุทธมีเป้าหมายคือการช่วยสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ ไม่ใช่การพ้นทุกข์เฉพาะตน จะต้องช่วยเหลือสัตว์ทั้งหลายให้พ้นทุกข์ด้วย ส่วนการหลุดพ้นคือการออกจากการเวียนตายเวียนเกิดในภพทั้ง ๖ ถ้าต้องการเพียงการหลุดพ้นเฉพาะตน ให้ละความยึดในตัวตนก็พอแล้ว แต่หากต้องการบรรลุเป็นพุทธ ต้องบำเพ็ญบารมีอย่างยิ่งยวดด้วย
ถาม - ทำไมจึงต้องสนับสนุนและบำรุงพุทธ พุทธกับคนธรรมดาต่างกันอย่างไร?
พระอาจารย์เสวเฉิง - การสนับสนุนบำรุงนี้ไม่ใช่ความต้องการของพระโพธิสัตว์ แต่เป็นความจำเป็นของสัตว์โลก สัตว์โลกมักจะคิดถึงตัวของตัวเองอยู่เสมอ มีความโลภอยากได้ในสิ่งที่รักที่ชอบทั้งหลาย ด้วยการเสียสละและบำรุงพุทธจะสามารถล้างจิตที่ขี้โลภของตนได้ เป็นเครื่องมือของการปฏิบัติธรรม ศีลข้อต่าง ๆ ที่บัญญัติขึ้นก็เหมือนกัน กำหนดขึ้นก็เพื่อช่วยให้เราหลุดออกจากโคลนตมแห่งกิเลสทั้งห้าได้ อาศัยความบริสุทธิ์จากภายนอกมาชำระล้างกิเลสในจิตของเรา ความแตกต่างระหว่างพุทธกับคนธรรมดาอยู่ที่จิต ไม่ได้อยู่ที่รูปลักษณ์
ถาม - พุทธคืออะไร? ธรรมคืออะไร? พุทธธรรมคืออะไร?
พระอาจารย์เสวเฉิง - พุทธคือผู้ที่ตื่นรู้ ธรรมคือการปฏิบัติเพื่อการตื่นรู้ พุทธธรรมแบ่งเป็นสองอย่างคือพุทธวจนะกับสาวกธรรม พุทธวจนะคือคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ได้ปฏิบัติเองจนตรัสรู้ รวมทั้งประสบการณ์ชีวิตของพระพุทธองค์ด้วย ส่วนสาวกธรรมคือประสบการณ์จริงที่มีผู้ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าแล้วได้รับผลจริงเป็นของตนเอง
ถาม - พระรัตนตรัยคืออะไร มีความสัมพันธ์กันอย่างไร?
พระอาจารย์เสวเฉิง - พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คือพระรัตนตรัย เหตุที่เรียกว่ารัตนะเพราะสิ่งเหล่านี้อุบัติขึ้นเป็นสิ่งมีค่าที่หาได้ยาก เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์โลกอย่างยิ่ง ขอเพียงเราปฏิบัติตาม ก็จะเป็นสมบัติติดตัวไป ตกน้ำตกไฟก็ไม่สูญสลาย โจรก็ปล้นเอาไปไม่ได้ แม้ตายไปแล้วก็ยังไม่มีใครเอาไปจากเราได้ เป็นสมบัติส่วนตัวที่จะมีใช้ไปได้หลายชาติไม่มีหมด สมบัติแก้วแหวนเงินทองในทางโลกไม่สามารถจะเทียบได้เลย
สามสิ่งนี้มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน พุทธรัตนะคือบุคคลที่ปฏิบัติจนถึงความสมบูรณ์ด้วยคุณบารมีและปัญญาแล้ว แสดงธรรมที่ปฏิบัติจนสำเร็จแล้วด้วยตนเองแก่โลก ซึ่งก็คือธรรมรัตนะ ส่วนสังฆรัตนะคือผู้ที่เดินตามรอยพระพุทธเจ้า ปฏิบัติตามธรรมของพระพุทธเจ้า และช่วยเหลือสัตว์โลกในการปฏิบัติตามธรรมของพระพุทธเจ้า
ถาม - ทำไมจึงมีฆราวาสที่นับถือเพียงสองรัตนะ?
พระอาจารย์เสวเฉิง - เหตุที่เกิดมีฆราวาสนับถือสองรัตนะ ส่วนใหญ่เกิดจากคนที่ไม่เห็นกิเลสในตัวเอง มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวเอง มองเห็นพฤติกรรมของหมู่สงฆ์เพียงด้านเดียวอย่างมีอคติ จึงเกิดความเข้าใจผิดหรือถึงขั้นตำหนิว่าร้าย ถือว่าเป็นการเห็นผิดอย่างร้ายแรง
ถาม - หัวใจของพระธรรมคืออะไร?
พระอาจารย์เสวเฉิง - หัวใจของพระธรรมคือเมตตาและปัญญา
ถาม - โลกทัศน์ของศาสนาพุทธเป็นอย่างไร?
พระอาจารย์เสวเฉิง - ในจักรวาลไม่มีสิ่งใดที่เป็นอยู่อย่างอิสระโดด ๆ วัตถุหรือปรากฏการณ์ทั้งหลายดูเผิน ๆ เหมือนว่าเป็นอิสระโดยตัวมันเอง แต่ภายในล้วนอิงอาศัยกันและกันอย่างมากมายและสลับซับซ้อน ในฐานะคน ๆ หนึ่ง ไม่มีพฤติกรรมใดเลยที่จะไม่มีอิทธิพลต่อผู้อื่น ในขณะเดียวกัน สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นเหตุปัจจัยอันซับซ้อนในจักรวาลก็มีอิทธิพลต่อตัวเราด้วย ดังนั้น เราจึงต้องสนใจพฤติกรรมทั้งของตนเองและผู้อื่น สนใจอิทธิพลและความสัมพันธ์ของเรากับสังคมและธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ควบคุมพฤติกรรมของตนเอง พยายามปฏิบัติตนในทิศทางที่เป็นกุศล นี่คือโลกทัศน์ของศาสนาพุทธที่เห็นสรรพสิ่งเกิดจากความว่าง สรรพสิ่งคือองค์รวมหนึ่งเดียว และมีสภาพเป็นอยู่อย่างประสานสอดคล้องกัน กายและจิตไม่เป็นสอง เราและเขาไม่เป็นสอง มีชีวทัศน์และโลกทัศน์ที่ถือเอาความเมตตาและปัญญาเป็นแก่นแกนสำคัญ
ตอบคำถามโดย 学诚法师 (พระอาจารย์เสวเฉิง)
ที่มา http://rufodao.qq.com/a/20170605/024822.htm
หมายเหตุ แปลเอาความเท่าที่ผู้แปลมีภูมิเท่านั้น อาจไม่ตรงความหมายในทางมหายานทั้งหมด แต่ประเด็นหลักที่นำมาแปลคือการยืนยันว่าพระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์ และศาสนาพุทธเป็นอเทวนิยม นอกจากนี้ แนวคิดของมหายานจะเน้นถึงความเป็นโพธิสัตว์ที่มุ่งช่วยเหลือสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ และทุกคนสามารถบรรลุความเป็นพุทธเหมือนพระพุทธเจ้าได้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
ทำไมผมจึงเลิกกินเนื้อสัตว์
วันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๘ เวลาประมาณบ่ายโมง ผมกุมมือแม่อยู่ข้างเตียงคนไข้ในโรงพยาบาล พร่ำพูดที่ข้างหูของแม่ว่าให้นึกถึงความดี...
-
โลกเรานี้ยังมีชนเผ่าที่แปลก ๆ อยู่ไม่น้อยเลย หลาย ๆ ชนเผ่ามีเอกลักษณ์ที่ประหลาดพิสดารอย่างเหลือเชื่อ เช่น มีชนเผ่าหนึ่งอยู่บนเกา...
-
ถั่วลิสงเป็นอาหารที่คนจีนนิยมกินกันมาแต่โบราณ ว่ากันว่า การกินถั่วลิสงสามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดและป้องกันโรคหัวใจ...
-
ใกล้จะครบสามเดือนแล้วที่ฉันได้เลิกกินเนื้อสัตว์ บางคนคิดว่าฉันเลิกเนื้อสัตว์เพื่อรักษาสุขภาพ บางคนก็คิดว่าฉันต้องการรักษารูปร่าง...
