แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิบากกรรม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิบากกรรม แสดงบทความทั้งหมด
7 ต.ค. 2560
อายุสั้น มีโรคมากเกิดจากอะไร
ปกติเมื่อคนตายแล้วก็จะถูกฝังไว้ในสุสาน คนที่กินเนื้อสัตว์ กินปลา กินแล้วก็เข้าไปอยู่ในท้อง ท้องก็เลยกลายเป็นสุสานของสัตว์เหล่านั้น เราเอาซากศพของสัตว์มาฝังไว้ในท้องของเราเอง เธอว่ามันสกปรกไหม ถูกอนามัยไหม เดี๋ยวนี้ยังมีคนกินงู กินแมวอีก มันเหลือเชื่อจริง ๆ ... เมื่อสัตว์ถูกกินเข้าไปในท้อง วิญญาณพยาบาทของมันก็ตามเข้าไปอยู่ในท้องด้วย ถึงวันหนึ่งมันจะตามมาทวงหนี้ เอาชีวิตของมันคืน แล้วท่านจะเกรงกลัวบ้างมั้ยล่ะ
มีอุบาสกหลายท่านมาปรับทุกข์กับพระอาจารย์ อาตมาขอนำเหตุแห่งทุกข์เหล่านั้นมาเล่าสู่ฟังกันบ้าง หวังว่าท่านทั้งหลายจะหันมาตรวจสอบตัวเอง เพื่อให้มีความสำนึกผิด บำเพ็ญเพียรสร้างกุศล ดีชั่วนั้นอยู่ที่ตัวทำ อย่าโทษฟ้าโทษดินหรือโทษผู้อื่นแม้แต่น้อย ถ้าใครเจ็บป่วยชนิดที่ทั้งแพทย์แผนจีนและแผนปัจจุบันก็รักษาไม่หาย อันนั้นก็ถือว่าเป็น "โรคกรรม" ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเข้ามาสู่เราทางปาก เกิดจากการกิน ถ้าอย่างนั้นเราควรจะสำนึกผิดอย่างไร บำเพ็ญกุศลอย่างไรดีล่ะ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องกินมังสวิรัติและถือศีลปฏิบัติธรรม เอาเฉพาะที่ปากนี่ก็ไม่รู้ว่าได้สร้างวิบากกรรมไว้เท่าไร ได้ก่อเวรไว้เท่าไรแล้ว
คิดดูสิ เอาแค่ในเมืองไทเปเมืองเดียวนี่มีโรงฆ่าสัตว์เท่าไร แต่ละวันไม่รู้ว่าต้องฆ่าวัว ฆ่าหมู ฆ่าปลากี่ร้อยตัว เป็ด ไก่อีกกี่พันตัว สัตว์เหล่านี้ถูกฆ่าเพื่อใครกันล่ะ ไม่ใช่ฆ่าให้คนที่จะกินหรอกหรือ แล้ววิบากกรรมเหล่านี้ใครต้องมารับไปล่ะ คนฆ่าหรือ? เราควรจะรู้ว่าถ้าเราไม่กิน สัตว์ที่ถูกฆ่าวันนี้ก็จะไม่มีคนซื้อ วันต่อ ๆ ไปเขาก็จะไม่ฆ่าแล้ว เหตุที่เขาฆ่าก็เพราะว่าเราจะกิน พวกเราจึงได้ร่วมกันสร้างวิบาก มีส่วนในบาปด้วยกันทั้งสิ้น เราในฐานะสาวกของพุทธศาสนาควรจะตระหนักรู้ในเรื่องนี้กันได้แล้ว
โบราณว่า "น้ำซุปในถ้วยนั้น หมุนวนอยู่ด้วยแรงพยาบาทนับร้อยนับพันปี ลุ่มลึกรุนแรงดั่งคลื่นใหญ่ในมหาสมุทร ถ้าอยากรู้ว่าโลกนี้มีการปล้นฆ่าด้วยคมมีดกันที่ไหน ให้เงี่ยหูสดับฟังเสียงจากโรงฆ่าสัตว์ในยามค่ำคืนดูสิ" ทำไมโลกนี้จึงมีการปล้นฆ่าด้วยคมมีด ส่วนใหญ่ก็มาจากปากที่อยากจะกินนี่แหละ ใครทำกรรมอะไรไว้ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น จะทำคนเดียว ทำทั้งครอบครัว หรือทำทั้งประเทศก็เหมือนกัน ธรรมะของศาสนาพุทธสอนเรื่องวิบากกรรม ท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม สัจจะก็ยังเป็นสัจจะอยู่เช่นนี้แหละ
โดยทั่วไปสาวกของศาสนาพุทธจะมีฐานจิตแห่งเมตตา มักจะเห็นความสำคัญของการช่วยชีวิตสัตว์ทั้งหลาย เพียงแค่กินมังสวิรัติก็สามารถช่วยชีวิตสัตว์ได้นับร้อยนับพันชีวิตแล้ว คนที่ไม่กินมังสวิรัตินั้น วันนี้เขากินปลา พรุ่งนี้กินเนื้อ กินสะสมไปเรื่อย ๆ ตลอดทั้งชีวิตไม่รู้ว่าได้กินชีวิตอื่นไปเท่าไร โดยทั่วไปเรารู้กันดีถึงพิษร้ายของเสือ ของงู แต่ว่าเสือหนึ่งตัวจะกัดคนตายได้กี่คน งูพิษจะกัดคนตายได้กี่คน พูดกันจริง ๆ แล้วคนที่ไม่กินมังสวิรัติไม่รู้ว่าจะมีพิษร้ายยิ่งกว่าเสือ ยิ่งกว่างูกี่เท่า ขอให้เราทุกคนจงอย่าเป็นเสือร้าย อย่าเป็นงูร้ายในหมู่มนุษย์เลย
ถ้าท่านยังอยากจะกินเนื้อสัตว์ อาตมาจะบอกแก่ท่านว่า ตอนนี้ท่านกินไปอย่างเอร็ดอร่อย แต่เมื่อถึงเวลาต้องชดใช้หนี้กรรม จงอย่าโทษฟ้าโทษดินหรือโทษผู้อื่น เมื่อได้รู้แล้วว่าการฆ่าสัตว์นั้นต้องชดใช้หนี้กรรม เมื่อต้องรับผลต่าง ๆ เช่น มีโรคมาก อายุสั้น และตายไปยังต้องไปชดใช้ต่อในนรกอีก จึงขอเตือนทุกท่านให้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์และกินมังสวิรัติเพื่อจะได้ไม่ต้องรับผลกรรมอันเป็นทุกข์ในภายหน้า
เขียนโดย 妙莲老和尚
ที่มา http://rufodao.qq.com/a/20170913/041048.htm
1 ต.ค. 2560
ทำไมผมจึงเลิกกินเนื้อสัตว์
วันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๘ เวลาประมาณบ่ายโมง ผมกุมมือแม่อยู่ข้างเตียงคนไข้ในโรงพยาบาล พร่ำพูดที่ข้างหูของแม่ว่าให้นึกถึงความดีที่เคยทำมา ถ้าทนไม่ไหวก็ไปได้เลย ไม่ต้องทนเจ็บอีกแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงอะไรอีกแล้ว ทุกคนจะอยู่กันต่อไปได้... ผมพูดซ้ำซากวนเวียนอยู่อย่างนั้นทั้งที่ไม่มั่นใจว่าแม่จะยังรับรู้ได้หรือไม่ เพราะฤทธิ์ของมอร์ฟีนทำให้แม่นอนนิ่ง ๆ มาหลายชั่วโมงแล้ว มีเพียงเส้นยึกยือในจอเครื่องวัดชีพจรกับไอน้ำในที่ครอบจมูกของเครื่องช่วยหายใจเท่านั้นที่ยืนยันให้รู้ว่า ณ นาทีนั้นแม่ยังอยู่กับผม
แม่ผมเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเต้านม การเจ็บป่วยของแม่ในครั้งนั้นมีผลอย่างมากต่อชีวิตของผม จะเรียกว่าเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตที่ดำเนินมาอย่างครึ่งหลับครึ่งตื่นเป็นเวลา ๔๓ ปีก็ว่าได้ การเจ็บป่วยและเสียชีวิตของแม่เป็นเหมือนสะพานเชื่อมต่อให้ชีวิตผมได้หันเหเข้ามารู้จักกับคำสอนของพระสมณโคดมอย่างแท้จริง และเริ่มต้นฝึกฝนพากเพียรประพฤติปฏิบัติตามคำสอนของพระศาสดาและครูบาอาจารย์มาเรื่อย ๆ ผมรู้สึกสำนึกขอบคุณในคุณค่าที่ยิ่งใหญ่จากความเจ็บปวดทุกข์ทรมานครั้งสุดท้ายในชาตินี้ของแม่ที่เป็นแรงผลักให้ผมได้พบครูบาอาจารย์ผู้เป็นสัตบุรุษ ได้ฟังสัจธรรม และเริ่มเข้าใจชีวิตที่แท้จริงขึ้นมาบ้าง
ระหว่างที่แม่นอนทนทุกข์ทรมานอยู่ในโรงพยาบาล รอวันทิ้งร่างอันเสื่อมทรุดและไม่อาจเยียวยาได้แล้วนั้น เป็นช่วงที่ผมและน้องผลัดเปลี่ยนกันไปเฝ้าทุกวัน น้องสาวได้เอาซีดีเสียงอ่านธรรมะมาเปิดให้แม่ฟังบ่อย ๆ ทำให้ผมได้ฟังไปด้วย เป็นช่วงเวลาที่ผมได้ฟังธรรมอย่างต่อเนื่องและยาวนานที่สุดตั้งแต่เกิดมา นอกจากนี้ ในเวลาอื่นที่ไม่ได้นอนเฝ้าแม่ที่โรงพยาบาล ผมยังขวนขวายแสวงหาธรรมะที่เกี่ยวกับความตายมาอ่านหรือมาฟังอยู่เนือง ๆ เพื่อศึกษาทำความเข้าใจกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นเบื้องหน้าของชีวิตแม่ รวมทั้งชีวิตผมเองและคนอื่น ๆ บนโลกใบนี้ด้วย
การได้สดับฟังธรรมอย่างมากและต่อเนื่องกันหลายวัน ในบรรยากาศแห่งความสลดหดหู่ เห็นความทุกข์เศร้าหมองของชีวิต เห็นความไม่เที่ยงของชีวิต มันเปรียบเหมือนการได้ลงไปแช่ในอ่างน้ำทิพย์แห่งธรรมที่มีฤทธิ์แทรกซึมเข้าสู่กายใจที่เริ่มสลดปลดปลงอยู่แล้วด้วยทุกข์ที่เกิดขึ้นจริงอยู่ต่อหน้า ผมเริ่มรู้สึกถึงความไร้สาระของชีวิตที่ผ่านมา เริ่มอยากจะถอนตัวจากโลกที่ต้องดิ้นรนไม่มีที่สิ้นสุด จนวันหนึ่ง ขณะกำลังเฝ้าแม่อยู่ในห้องคนไข้ที่โรงพยาบาลอยู่กับภรรยา ไม่รู้มีอะไรมาดลใจ ผมตัดสินใจว่าจะเลิกกินเหล้าเบียร์ตลอดชีวิต ทั้ง ๆ ที่ยังคิดหาเหตุผลที่ชัดเจนไม่ได้ว่าทำไมต้องเลิก แต่นับแต่วันนั้นเป็นต้นมาผมก็ไม่ได้แตะต้องสุราอีกเลย และมั่นใจว่าชีวิตนี้จะไม่ต้องสัมผัสมันอีกอย่างไม่ต้องบีบบังคับกดข่มจิตใจตัวเองแต่อย่างใด
หลังจากแม่เสียชีวิตไปแล้วประมาณ ๓ เดือน ผมจึงย้ายกลับมาอยู่บ้านที่ภูเก็ตกับภรรยาสองคนตามเดิม แต่ดูเหมือนทิศทางชีวิตมันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ยิ่งได้ติดตามฟังธรรมจากครูบาอาจารย์มากขึ้น ยิ่งรู้สึกถึงความไร้สาระของการดิ้นรนเพื่อแย่งลาภ แย่งยศ แสวงหาสรรเสริญ คิดถึงแต่ชีวิตในบั้นปลายว่าเราสองคนจะเอาชีวิตไปลงเอยที่ไหนดี
อันที่จริง ความคิดเรื่องการหันมากินมังสวิรัติเคยผุดโผล่ในใจผมมาก่อนแล้วบ้าง แต่มันเป็นแค่ความคิดเผิน ๆ ที่แวบขึ้นมาเบา ๆ เท่านั้น ไม่ได้คิดเอาจริงเอาจังอะไร และไม่มีแรงบันดาลใจอะไรมาผลักดันตัวเองเสียเลย ได้แต่คิดไปลอย ๆ ว่าสักวันหนึ่งในอนาคตถ้ายังไม่ตายเสียก่อน คงจะได้มีโอกาสเลิกกินเนื้อสัตว์อยู่หรอก
ในช่วงระหว่างที่ช่วยกันดูแลการเจ็บป่วยของแม่ ผมก็ได้เรียนรู้มาพอสมควรถึงโทษภัยของการกินเนื้อสัตว์ เมื่อกลับมาอยู่ภูเก็ตอีกครั้งผมกับภรรยาจึงได้ลดการกินเนื้อสัตว์ลงไปอย่างมาก พอเรากินมันน้อยลงไปมากแล้ว จู่ ๆ ภรรยาผมก็เกิดความรู้สึกเหม็นคาวเนื้อและเลือดมากเวลาเดินผ่านโซนขายเนื้อสดในห้าง หลังจากนั้นมาเราก็เลิกซื้อเนื้อเข้าบ้านไปเลย อาหารเช้าที่บ้านก็ทำอย่างง่าย ๆ โดยไม่ต้องมีเนื้อ แต่มื้อกลางวันที่ปกติเราจะออกไปส่งของและกินข้าวนอกบ้านก็ยังกินอาหารทั่วไปที่ยังมีเนื้ออยู่ ส่วนอาหารเย็นก็ไม่ค่อยได้กินอาหารหนักอยู่แล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นขนมหวานหรือน้ำเต้าหู้เท่านั้น
จนกระทั่งถึงเทศกาลกินเจในเดือนตุลาคม เราสองคนตั้งใจกินอาหารมังสวิรัติกันจนครบทั้ง ๙ วัน โดยที่ยังกินนมอยู่บ้าง เฉพาะที่ใส่ในกาแฟเท่านั้น เราก็ผ่านมาได้อย่างไม่ยากเย็นอะไรนัก ออกจะเพลิดเพลินด้วยซ้ำไป เพราะในช่วงเทศกาลเจมีอาหารเจอร่อย ๆ ให้เลือกกินอย่างมากมาย
หลังจากหมดเทศกาลเจไปแล้ว เราก็ยังรู้สึกสบายดี เป็นอย่างที่เขาเรียกกันนั่นแหละว่าเบากายเบาใจ เราจึงตั้งใจกินมังสวิรัติต่อเนื่องมาอีกเรื่อย ๆ แต่ยังคงกินไข่และนมอยู่ เฉพาะในบางคราวที่ยังอยากกินกาแฟหรือไปกินอาหารนอกบ้านที่บางครั้งจะเลี่ยงไข่ได้ยากอยู่
ในระหว่างการฝึกกินมังสวิรัติอย่างต่อเนื่องหลายเดือนนั้น ผมยังขวนขวายหาข้อมูลและความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับการเป็นนักมังสวิรัติเพิ่มเติมอยู่เรื่อย ๆ ทั้งจากครูบาอาจารย์และจากที่อื่น จนเริ่มรู้สึกว่าเราน่าจะกินมังสวิรัติไปได้จนตลอดชีวิต และอยู่ได้อย่างแข็งแรงเหมือนคนปกติ หรืออาจจะแข็งแรงกว่าคนที่กินเนื้อด้วยซ้ำไป มีตัวอย่างมากมายของผู้ที่กินมังสวิรัติอย่างต่อเนื่องแล้วยังแข็งแรง มีอายุยืน ดังนั้น ถ้าเรากินได้ถูกต้องสอดคล้องกับความต้องการของธรรมชาติร่างกาย ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องที่คนส่วนใหญ่มักจะกังวลว่าจะขาดธาตุอาหาร เคล็ดลับง่าย ๆ อย่างหนึ่งที่ได้มาจากครูบาอาจารย์คือ พยายามกินถั่วหลากหลายชนิดเพื่อทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ส่วนธาตุอาหารอื่น ๆ ที่ร่างกายต้องการนั้น ก็สบายใจได้เลยว่าในพืชผักนั้นมีอยู่อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ดีกว่าเนื้อสัตว์เสียอีก
ในวาระที่ใกล้จะครบรอบหนึ่งปีที่ผมเริ่มกินมังสวิรัติ ผมมานั่งนึกทบทวนตัวเองดูว่าอะไรกันแน่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผมตัดสินใจที่จะกินมังสวิรัติตลอดไป ทีแรกผมเองก็ยังคลำหาเหตุผลต้นตอที่แท้จริงในตัวเองไม่เจอเหมือนกัน มันเหมือนกับปัจจัยต่าง ๆ รอบตัวมีส่วนส่งเสริมให้เดินมาทางนี้ได้อย่างสะดวก และก็เดินมาได้เรื่อย ๆ เท่านั้น แต่จากสายตาของคนทั่วไปมักจะมองว่าเรากินมังสวิรัติก็เพื่อรักษาสุขภาพ บางคนอาจจะเข้าใจไปถึงขั้นที่ว่าเรากำลังฝืนตัวเองเพื่อแลกกับการมีสุขภาพที่ดี กลัวเป็นโรคนั้นโรคนี้ อยากมีอายุยืน อะไรทำนองนั้น
แต่เมื่อมาตรวจสอบตัวเองอย่างละเอียดแล้ว ผมพบว่าเหตุผลที่แท้จริงนั้นมันมีพลังและลึกซึ่งกว่าความกลัวเป็นโรคและความอยากมีสุขภาพดีเป็นไหน ๆ ลำพังความกลัวโรคและความอยากมีสุขภาพดีนั้นมันยังไม่มีพลังมากพอจะฉุดเราให้พ้นจากความชอบความติดในอาหารได้อย่างแท้จริง ดูได้จากผู้ที่ป่วยเป็นโรคร้ายแรงต่าง ๆ แล้วหมอสั่งห้ามกินนั่นกินนี่ ก็ยังแอบกินแอบเสพเพราะความติดความชอบนี่แหละ จะเสพมากเสพน้อยก็แล้วแต่ความสามารถในการฝืนตัวเองของแต่ละคนเท่านั้น ถ้าฝืนไม่ไหวก็เสพ คิดเอาว่าอย่างมากก็ตายไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บแล้วก็ถือว่าจบกัน แต่เหตุผลที่ได้จากการฟังธรรมและปฏิบัติธรรมตามครูบาอาจารย์สอนผมว่ามันไม่ได้จบแค่ความตายเท่านั้น เพราะตัวตนของเราจะต้องวนเวียนกลับมาเกิดอีกหลายภพหลายชาติ และทุกอย่างที่เรากระทำไว้ในชาตินี้จะยังคงมีผลต่อเราในชาติต่อ ๆ ไปอีก จนกว่าเราจะพัฒนาตนไปถึงขั้นที่ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก
ดังนั้น ในโลกที่เป็นจริงทางพุทธศาสนา ตามที่พระพุทธเจ้าสมณโคดมได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า "เรามีกรรมเป็นของของตน" คือเราทำกรรมอะไรไว้ก็ต้องได้รับผลของกรรมนั้นอย่างแน่นอน ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ และการกินเนื้อสัตว์ก็เป็นการเบียดเบียน เป็นการเอาเลือดเนื้อของเขามากินโดยที่เจ้าตัวเขาไม่ได้ให้ แม้ว่าเราจะไม่ได้ฆ่าหรือช่วงชิงเอาเลือดเนื้อเขามากินด้วยน้ำมือเราเองก็ตาม แต่เราก็หนีไม่พ้นสัจจะความจริงที่ว่าเรามีส่วนแห่งกรรมในการกินเนื้อของเขาอยู่ ผลวิบากแห่งกรรมนี้จะยังมีอยู่ (ครูบาอาจารย์ยังบอกอีกว่าคนกินนั้นบาปยิ่งกว่าคนฆ่าด้วยซ้ำ) และจะส่งผลต่อตัวตนของเราทั้งในชาตินี้และชาติอื่น ๆ สืบไป เมื่อผมเชื่อและเห็นตามอย่างพระพุทธเจ้าและครูบาอาจารย์อย่างนี้แล้ว ผมจึงเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่าทำไมจึงควรเลิกกินเนื้อสัตว์เสีย เอาแค่ว่าโทษภัยของมันจะไม่ได้จบสิ้นกันไปในชาตินี้เท่านั้น แต่จะติดตามเราไปถึงชาติต่อ ๆ ไปอีกไม่รู้กี่ชาติ แค่คิดเท่านี้ก็น่าหวาดเสียวมากแล้ว คือมันยิ่งกว่าความกลัวโรคและความอยากมีสุขภาพดีไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า
บางคนอาจจะมองว่าที่ผมคิดอย่างนี้มันเป็นเพียงความเชื่อ ไม่ใช่ความจริงที่จะพิสูจน์กันได้ แต่ผมเชื่อว่านี่แหละคือความจริงที่จริงเสียยิ่งกว่าสิ่งที่คนทั่ว ๆ ไปคิดว่าจริง แต่เอาเถอะ ใครจะคิดว่ามันเป็นแค่ความเชื่อก็ได้ เราบังคับความเชื่อกันไม่ได้อยู่แล้ว ผมก็ขอเชื่อตามพระพุทธเจ้า เชื่อตามครูบาอาจารย์ และผมเองก็พยายามตรวจสอบตัวเองอยู่เสมอว่าความเชื่อนี้เป็นความงมงายหรือไม่ ด้วยการปฏิบัติตามและดูผลที่ตัวเองมาเรื่อย ๆ เพื่อพิสูจน์ธรรมะของพระพุทธเจ้า พิสูจน์คำสอนของครูบาอาจารย์ ดังที่เราสวดระลึกถึงพระธรรมของพระพุทธเจ้าว่า "สันทิฏฐิโก" พึงเห็นได้ด้วยตนเอง "อกาลิโก" เป็นจริงตลอดกาล "เอหิปัสสิโก" ท้าทายให้มาพิสูจน์กันได้ ผมก็จะขอพิสูจน์อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้รู้ว่าธรรมะตามที่ผมเชื่ออย่างนี้ไม่จริง หรือจะเป็นจริงจนไม่เหลืออะไรให้ต้องพิสูจน์อีก
12 ก.ย. 2560
เมื่อเจ็บป่วย เราจะสลายกรรมและสั่งสมกุศลได้อย่างไร
เมื่อพบอุปสรรคจะเกิดปัญญา เมื่อพบวิบากร้ายก็จะได้เพิ่มฐานของการปฏิบัติธรรม ตัวอย่างเช่น ถ้าวันนี้เราป่วย มันไม่ใช่ว่าเราได้ความเจ็บไข้หรอก แต่เป็นการปล่อยความเจ็บไข้ออกมาต่างหาก อย่างไรน่ะหรือ? ถ้าเราไม่เคยทำเหตุของมันมาก่อน วันนี้เราก็จะไม่ป่วยเป็นโรคนี้หรอก โรคนี้มันสะสมอยู่ในตัวเราอยู่ก่อนแล้ว พอถึงวันนี้เมื่อเหตุนั้นสุกงอมได้ที่ ก็แสดงผลออกมาเป็นโรค หรือจะพูดอีกอย่างก็ได้ว่ากรรมนั้นให้ผลแล้ว ดังนั้นมันจึงเป็นการปล่อยโรคออกมา ไม่ใช่การเกิดของโรค กรรมที่เราทำ ณ ปัจจุบันนี้สิจึงจะเป็นเหตุ อันนี้จึงจะเรียกได้ว่า การเกิดของโรค แต่ถ้าวันนี้เรากำลังได้รับผลของการที่เราก่อโรคไว้แล้ว เรามีอาการเจ็บป่วย อันนี้เรียกว่าโรคนั้นมันถูกปล่อยออกมา
ผู้ที่มีปัญญาจะกลัวการก่อกรรมชั่วใหม่ และไม่กลัวการรับผลแห่งกรรมที่ได้ทำไปแล้ว ผู้ที่ไม่มีปัญญาจะกลัวการรับผลแห่งกรรม แต่ไม่กลัวการก่อกรรมชั่วใหม่ เมื่อท่านได้กระทำเหตุแห่งกรรมใดลงไปแล้ว ในอนาคตย่อมต้องได้รับผลแห่งกรรมนั้นอย่างแน่นอน ผลแห่งกรรมที่ท่านได้รับในขณะปัจจุบันนี้ เกิดจากเหตุที่ท่านได้กระทำไว้แล้วในอดีต มันคือการสลายตัวของกรรม เป็นการใช้หนี้ เป็นการปล่อยโรค ขับไล่มาร มันเป็นเรื่องดีนะ
แต่พวกเราที่ยังเป็นปุถุชนอยู่ เวลาหว่านเพาะเหตุแห่งกรรมเลวนั้นมักไม่กลัว แต่พอถึงคราวต้องรับผลแห่งกรรมเลวกลับหวาดกลัว มันกลับหัวกลับหางกันอย่างนี้ ดังนั้น เมื่อเจ็บป่วยเป็นโรคขึ้นมา จงอย่ากลัว ถ้าเราเป็นนักปฏิบัติธรรมที่แท้จริงแล้วล่ะก็ ต่อไปนี้คือเคล็ดลับอันสุดยอดเลยทีเดียว
ข้อที่ ๑ ถ้าเกิดป่วยขึ้นมาในวันนี้ แปลว่าวิบากกรรมเก่าของเรายังชดใช้ไม่หมด ยังใช้หนี้เก่าไม่หมด เราต้องสำนึกผิดต่อกรรมชั่วที่เคยทำมาทั้งหมดทั้งสิ้น โดยเฉพาะกรรมจากการทำร้ายชีวิตสัตว์ ด้วยการสำนึกผิดนี้ วิบากกรรมจะถูกสลายลงไปได้ เมื่อวิบากกรรมสลาย ผลแห่งกรรมก็จะจบสิ้นไป ทุกอย่างก็จะดีขึ้น
ข้อที่ ๒ การเจ็บป่วยต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับเจ้ากรรมนายเวรอย่างแน่นอน โอกาสที่จะได้ชดใช้หนี้มาถึงเราแล้ว เราไม่ควรจะต้องกลัว ควรที่จะเผชิญหน้ากับมัน พยายามแผ่เมตตาจิตไปให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายให้มาก ๆ เพื่อให้เขาเหล่านั้นยอมรับและพอใจ ก็จะเป็นการได้ใช้หนี้ให้เขาแล้ว
ข้อที่ ๓ โอกาสของการปฏิบัติธรรมมาถึงแล้ว จงใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์ เราสามารถบำเพ็ญจิตโพธิสัตว์ด้วยการเห็นประโยชน์ของผู้อื่นมาก่อนประโยชน์ตน ทำประโยชน์ให้ผู้อื่นเพื่อสั่งสมจิตโพธิสัตว์ การปฏิบัติอย่างนี้นอกจากจะสามารถคลี่คลายกรรมและสั่งสมกุศลแล้ว ยังเป็นการชดใช้หนี้ และยังช่วยเพิ่มฐานของการปฏิบัติธรรมของเราเองขึ้นมาได้ด้วย อันนี้ก็เป็นเรื่องดี
แต่หากเราไม่เข้าใจเหตุผลอย่างนี้ เมื่อเกิดเจ็บป่วยขึ้น ใจก็คิดกังวลว่า "แย่แล้วเรา จะทำยังไงดี" ก็เท่ากับเป็นการสร้างกรรมใหม่อีก ต้องเข้าใจว่านี่คือผลของกรรม ถ้าเราไม่เชื่อกรรมก็เท่ากับเป็นอวิชชา เป็นมิจฉาทิฏฐิ เราจะกลัวสิ่งที่มีอยู่ในตัวเราอยู่แล้ว กลัวสัตว์ทั้งหลายจะมารบกวนทำร้าย แล้วหาทางออกด้วยการไปหาหมอดูให้ช่วย พวกนั้นก็ดีแต่พูดเดามั่วซั่ว "ท่านเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มีสิ่งนั้นสิ่งนี้ในตัว..." ทำแบบนั้นแล้วก็เท่ากับเราได้ไปทำให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายเพิ่มความพยาบาทชิงชังแก่เรามากขึ้น ยิ่งเพิ่มวิบากกรรมเลวของตนเองขึ้นไปอีก เสร็จแล้วก็ไปฆ่าสัตว์เพื่อเอามากินบำรุงร่างกาย ไปกินของที่ไม่บริสุทธิ์จากบาป ทำร้ายชีวิตสัตว์เพิ่มขึ้นไปอีก ยิ่งทำไปอย่างนี้ก็ยิ่งแย่ ต่อไปจะต้องได้รับเคราะห์กรรมมากยิ่งขึ้น
เขียนโดย 达真堪布
ที่มา http://rufodao.qq.com/a/20170911/030999.htm
15 ส.ค. 2560
วิบากบาปจากความร่ำรวย
คนบนโลกล้วนมีความโลภในโภคทรัพย์ ต่างแสวงหาวิธีการต่าง ๆ นานาที่จะร่ำรวยเงินทอง แต่ทว่า เขาไม่เคยเข้าใจความร่ำรวยอย่างแท้จริง จึงต้องได้รับทุกข์กันอย่างมาก คำโบราณกล่าวว่า "สูญเสียทรัพย์เพื่อฟาดเคราะห์" ถ้าเกิดเหตุร้ายต่าง ๆ ขึ้นแสดงว่ามีวิบากกรรม ทรัพย์สินเงินทองที่เรามีสามารถขจัดวิบากกรรมได้หรือ? อย่างเช่นบางคนเจ็บป่วยเป็นโรคร้ายแรง ต้องเสียเงินมากมายในการรักษา บ้างต้องหาหยิบยืมจากผู้อื่นด้วย หมดเงินไปในการรักษามากมาย ถ้ารักษาได้จนโรคนั้นหาย ก็แสดงว่าวิบากกรรมบางส่วนของเราสามารถดันออกไปได้ด้วยเงินทอง
เราทำงานหาเงินด้วยความเหนื่อยยาก แต่พอมีวิบากร้ายมาถึงเท่านั้น เงินทองที่หามาด้วยความยากลำบากก็ต้องสูญสิ้น เหนื่อยเปล่า เมื่อวิบากกรรมเล่นงานก็ถึงคราวที่ต้องสูญเสียทรัพย์ หรือเราจะยอมเจ็บป่วยอยู่โดยไม่รักษาล่ะ นี่แสดงว่าเราไม่มีกุศลกรรมคอยช่วยเหลือเลย
การให้ทานในศาสนาพุทธนั้น ทรัพย์ที่ให้จะต้องบริสุทธิ์ คือที่มาของทรัพย์ต้องสะอาด ไม่ได้มาจากกรรมอกุศล เช่น ได้มาด้วยการฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ หรือการผิดประเวณี สมมติว่าเราเปิดร้านอาหาร ต้องฆ่าชีวิตสัตว์จำนวนมาก ขายได้เงินมากมาย เงินที่ได้นี้จะมีวิบากบาปติดมาด้วย เป็นวิบากกรรมของการฆ่าชีวิตสัตว์ เมื่อวิบากบาปสั่งสมจนหนักมาก ๆ เงินทองที่ได้มานั้นก็จะเก็บรักษาไว้ไม่อยู่ ต้องมีอันรั่วไหลออกไป เงินที่ได้มาจากการฆ่าสุดท้ายก็ต้องถูกเอาคืนไปด้วยการฆ่า เช่นการเจ็บป่วยจนต้องถูกผ่าตัดด้วยมีดและจ่ายเงินค่ารักษาจนหมดตัว หรือเงินที่ได้มาด้วยการลักขโมยก็จะต้องเสียไปเพราะถูกลักขโมยเหมือนกัน เงินได้มาอย่างไรก็ต้องเสียไปอย่างนั้น
ตราบใดที่มนุษย์ยังมีการฆ่าชีวิตสัตว์กันอยู่ กิจการของโรงพยาบาลมีแต่จะเฟื่องฟูมากขึ้น ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บจะไม่มีวันแก้ไขให้หมดไปได้
ถ้าเราไปทำทานที่วัด พระรัตนตรัยจะช่วยให้เราหลีกห่างจากเภทภัยต่าง ๆ ได้ เราได้มอบวิบากบาปของเราให้พระรัตนตรัยช่วยคลี่คลาย อย่างไรน่ะหรือ ด้วยการสวดมนต์ ปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะปฏิบัติจิตให้มีเมตตา วิบากบาปจะเบาบางลงได้ ขอให้ไปวัดสวดมนต์ทำวัตรเป็นประจำทุกวัน ทำการงานต่าง ๆ ในวัด ช่วยงานอุบาสกอุบาสิกาในวัด จะมีส่วนช่วยบรรเทาวิบากบาปของเราได้
การปฏิบัติธรรมเป็นการทวนกระแส คนทั่วไปล้วนเกลียดกลัวการเสียเปรียบ แต่การเสียเปรียบคือการสลายวิบากกรรม อย่างเช่นคนที่ต้องสูญเสียทรัพย์ วิบากร้ายก็จะสูญไปด้วย แล้วมันสูญหายไปไหนล่ะ พลังงานไม่มีวันสูญหายไปจากโลก มันจะหายไปเฉย ๆ ไม่ได้ มีบางส่วนถูกย้ายไปอยู่กับคนโลภที่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น แค่มีความโลภวิบากบาปก็เข้ามาสู่ตัวเราแล้ว เหมือนกับพวกเจ้าหน้าที่รัฐที่ขี้โลภกันอยู่ทั้งหลาย หรือนักธุรกิจที่ร่ำรวยขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ หรือคนที่ถูกล็อตเตอรี่ อย่านึกว่าเป็นเรื่องดี ความจริงมันคือการโลภและเอาวิบากบาปของผู้อื่นมาสู่ตน การทำงานหาเงินก็เหมือนกัน ถ้าเป็นงานสัมมาอาชีพก็ทำไปเถอะ แต่งานที่เป็นมิจฉาชีพ งานไม่สุจริต อย่าไปทำเด็ดขาด อย่าเอาเงินนั้นมาเด็ดขาด เพราะมันมีวิบากบาปติดมาด้วย
นี้คือทฤษฎีของการแปรผันต่อกันของวิบากบาปกับเงินทองทรัพย์สิน สาวกของพระพุทธเจ้าควรจะมองเห็นว่า คนเรามีหน้าที่เพียงแค่ช่วยเก็บรักษาทรัพย์สินต่าง ๆ ให้แก่โลกชั่วคราวเท่านั้น ไม่ว่าทรัพย์สินนั้นจะแพงค่าแค่ไหนก็ตาม ไม่สมควรใช้อย่างสิ้นเปลือง ความมั่งคั่งนั้นเป็นสิ่งที่เราทุกคนช่วยกันสร้างขึ้นมา ถ้าเรามีกุศลบารมีมากก็สร้างได้มากหน่อย ครอบครองไว้มากหน่อย แต่ถ้าเราใช้อย่างเปลืองเปล่าก็เท่ากับละลายกุศลของตนเองทิ้งไปเปล่า ๆ คนที่มีเงินทองมาก ๆ ยิ่งต้องใช้เงินอย่างระมัดระวัง มิฉะนั้นจะกลายเป็นวิบากบาปได้โดยง่าย
เขียนโดย 安清居士
ที่มา http://rufodao.qq.com/a/20170625/011172.htm
13 ก.ค. 2560
พระโพธิสัตว์จะปกป้องคนชั่วหรือไม่?
พระโพธิสัตว์มีเมตตายิ่งแก่สัตว์ทั้งปวงโดยเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ว่าเธอจุดธูปกราบไหว้แล้วพระองค์จะลำเอียงเข้าข้างเสียเมื่อไร หรือเขาไม่จุดธูปกราบไหว้แล้วพระองค์ก็จะไม่สนใจเขาก็หาใช่ จะว่าไปก็เปรียบได้กับแสงตะวันสาดส่อง ห้องที่หันเข้าหาดวงอาทิตย์จะสว่างและอบอุ่น ห้องที่หันหลังให้ดวงอาทิตย์แดดจะส่องไม่ถึง คุณจะได้รับพรและการปกป้องจากพระโพธิสัตว์มากน้อยเท่าใด ขึ้นอยู่กับความเคารพศรัทธาในใจของคุณเอง
ศาสนาพุทธเชื่อเรื่องกรรม ดีและชั่วล้วนเกิดจากเหตุ ทำเองก็ต้องรับเอง ไม่ว่าจะเป็นคนมั่งมีเงินทองมียศศักดิ์ใหญ่โต หรือคนสามัญชั้นชาวบ้าน หากทำผิดศีลผิดธรรม ก่อบาปก่อเวร ล้วนต้องได้รับผลเป็นอกุศล เป็นทุกข์เป็นโทษทั้งสิ้น หากน้อมจิตเคารพพระโพธิสัตว์ ก็จะเป็นการสั่งสมกุศลผลบุญ
ถ้าเราได้ประกอบกรรมชั่วไว้ก่อน แล้วจึงมากราบไหว้พระในภายหลัง กรรมดีและกรรมชั่วนี้จะลบล้างกันได้ไหม? ผลแห่งวิบากกรรมที่นับเนื่องทับถมกันมายาวนานนั้นมีความซับซ้อนอย่างยิ่ง มีแต่พระพุทธเจ้าซึ่งตรัสรู้มีปัญญาโดยสมบูรณ์แล้วเท่านั้นที่จะอธิบายวิบากกรรมในแต่ละชาติแต่ละภพของคน ๆ หนึ่งได้อย่างละเอียดละออ
เธอเคยเห็นมั้ยว่าสัตว์เลี้ยงบางตัวเหมือนจะมีบุญกว่าคนเสียอีก แม้ว่าสัตว์จะเกิดในภพของเดรัจฉาน ซึ่งแสดงว่าชาติที่แล้วมันต้องทำกรรมชั่วไว้มากจึงต้องไปเกิดในภพเดรัจฉาน แต่ก็คงได้ทำกุศลสั่งสมไว้เหมือนกัน จึงได้รับความสะดวกสบายในชีวิตด้วย กรรมดีกรรมชั่วต่างก็ให้ผลพร้อม ๆ กันทีเดียวเลย อันที่จริง ถ้าเธอสังเกตคนรอบข้างดูบ้าง จะเห็นว่าพวกเขาก็กำลังได้รับผลดีผลร้ายของกรรมอยู่เช่นเดียวกัน
กรรมดีกรรมชั่วที่ลบล้างกันได้ก็มีอยู่เหมือนกัน ฉันจะบอกหลักการของมันให้เธอรู้อย่างหนึ่ง คือเมื่อได้ทำกรรมชั่วไปแล้ว ถ้าเกิดมีจิตสำนึกผิดได้ แสดงความสำนึกผิดต่อพระพุทธเจ้าหรือพระโพธิสัตว์อย่างจริงใจ ปฏิญาณตนว่าจะไม่ทำผิดอีก และพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะแก้ไข ชดใช้ต่อความเสียหายที่ได้ทำลงไป ตั้งมั่นยืนหยัดอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ พูดจริงทำจริง ถ้าจิตมีความจริงใจโดยแท้แล้ว วิบากกรรมชั่วที่ไม่หนักหนามากก็จะสามารถล้างออกไปได้
อันที่จริง เหตุเภทภัยที่เกิดจากวิบากบาปอันหลีกเลี่ยงได้ยากนั้น หากได้บรรเทาหรือลบล้างออกไปได้ หาใช่เป็นเพราะพระโพธิสัตว์ได้รับการจุดธูปกราบไหว้หรือรับสินบนเป็นผลไม้ไม่กี่ลูกแล้วลงมือช่วยเหลือปกป้องเขาหรอก แต่เกิดจากพลังในใจของเขาเองต่างหาก ที่ตั้งจิตมั่นในการสั่งสมกุศล และได้อาศัยการสำนึกผิดอย่างจริงใจจนเป็นเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในผลวิบากกรรมได้
หลักการทั่วไปก็เป็นเช่นนี้ ส่วนตัวของเธอจะมีข้อสรุปอย่างไรคงต้องไปคิดทำเอาเองแล้วล่ะ
เขียนโดย 希阿荣博堪布
ที่มา http://rufodao.qq.com/a/20170707/034708.htm
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
ทำไมผมจึงเลิกกินเนื้อสัตว์
วันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๘ เวลาประมาณบ่ายโมง ผมกุมมือแม่อยู่ข้างเตียงคนไข้ในโรงพยาบาล พร่ำพูดที่ข้างหูของแม่ว่าให้นึกถึงความดี...
-
โลกเรานี้ยังมีชนเผ่าที่แปลก ๆ อยู่ไม่น้อยเลย หลาย ๆ ชนเผ่ามีเอกลักษณ์ที่ประหลาดพิสดารอย่างเหลือเชื่อ เช่น มีชนเผ่าหนึ่งอยู่บนเกา...
-
ถั่วลิสงเป็นอาหารที่คนจีนนิยมกินกันมาแต่โบราณ ว่ากันว่า การกินถั่วลิสงสามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดและป้องกันโรคหัวใจ...
-
ใกล้จะครบสามเดือนแล้วที่ฉันได้เลิกกินเนื้อสัตว์ บางคนคิดว่าฉันเลิกเนื้อสัตว์เพื่อรักษาสุขภาพ บางคนก็คิดว่าฉันต้องการรักษารูปร่าง...
