แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

14 พ.ค. 2561

โรงพยาบาลมังสวิรัติ การปฏิวัติด้านอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น


        ในขณะที่ท่านยังเถียงอยู่ว่า กินมังสวิรัติจะขาดสารอาหาร กินมังสวิรัติจะไม่มีแรง กว่าที่มนุษย์เราจะปีนขึ้นมาอยู่บนจุดสุดยอดของห่วงโซ่อาหารได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แล้วจะให้เรากลับไปกินมังสวิรัติอย่างนั้นหรือ

        แต่เวลานี้ได้มีแพทย์กลุ่มหนึ่งที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารของตนเองมาเป็นมังสวิรัติ ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังทำให้โรงพยาบาลกลายเป็น "โรงพยาบาลมังสวิรัติ" ด้วย แพทย์กลุ่มนี้กำลังใช้ตัวอย่างของคนไข้และข้อมูลจริงเพื่อบอกเราถึงความสำคัญของการปฏิวัติด้านอาหารครั้งนี้

        ปี ๒๐๑๗ ครั้งแรกของ "หอผู้ป่วยมังสวิรัติ"

        "ผู้ป่วยควรกินเนื้อนมไข่ให้มากเพื่อเสริมสร้างโปรตีน" นี่เป็นความเข้าใจของคนทั่วไปเกี่ยวกับอาหารการกินของผู้ป่วย อันที่จริง สำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรังเช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง มะเร็ง เบาหวาน เป็นต้น การกินอาหารเนื้อสัตว์มาก ๆ หาได้ช่วยบำรุงแต่อย่างใด กลับจะเป็นภาระและไม่เป็นผลดีต่อร่างกายของผู้ป่วยด้วยซ้ำ 

        เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ค.ศ. ๒๐๑๗ ศาสตราจารย์เซี่ยวฉางเจียง แพทย์เฉพาะทางด้านหลอดเลือดหัวใจประจำสถาบันเวชศาสตร์แพทย์แผนจีนมณฑลหูหนาน (Hunan) ร่วมกับองค์กรสาธารณกุศลได้ริเริ่มโครงการ "หอผู้ป่วยมังสวิรัติ" ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศจีน ด้วยการแจกฟรี "อาหารมังสวิรัติทุกวันจันทร์" ให้แก่ผู้ป่วยที่สนใจ นับเป็นการเปิดศักราชครั้งแรกของการปฏิวัติด้านอาหารสุขภาพในวงการสาธารณสุขของมณฑลหูหนาน

        นับตั้งแต่เริ่มโครงการนี้มา คนไข้ของแผนกหลอดเลือดหัวใจ โรงพยาบาลแพทย์แผนจีนมณฑลหูหนาน สามารถลงทะเบียนเพื่อขอรับอาหารกลางวันฟรีหนึ่งมื้อซึ่งเป็น "อาหารมังสวิรัติจากผู้ใจบุญ" ได้ทุกวันจันทร์ ผลก็คือคนไข้ให้การตอบรับกับโครงการ "หอผู้ป่วยมังสวิรัติ" นี้อย่างดียิ่ง

        ผู้ป่วยสูงวัยท่านหนึ่งที่ได้รับ "อาหารมังสวิรัติจากผู้ใจบุญ" นี้เปิดเผยความรู้สึกว่า "หลังออกจากโรงพยาบาลแล้วฉันจะบอกคนอื่น ๆ ให้หันมากินมังสวิรัติกันมากขึ้น ฉันยังยินดีบริจาคเงินอีก ๖๐๐ หยวนเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายของโครงการอาหารมังสวิรัติสำหรับผู้ป่วยคนอื่น ๆ ด้วย ถ้าเรารู้จักประโยชน์ของอาหารมังสวิรัติ ถ้าเราเดินตามแนวทางเพื่อสุขภาพอย่างนี้ ฉันและคนในครอบครัวก็จะห่างไกลจากโรคหัวใจได้"

        โครงการ "หอผู้ป่วยมังสวิรัติ" นี้ ศาสตราจารย์เซี่ยวฉางเจียงร่วมกับผู้ใจบุญในแวดวงต่าง ๆ ได้ผลักดันและดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ในช่วงแรกเป็นการทดลองแจก "อาหารมังสวิรัติทุกวันจันทร์" ต่อมาก็ค่อย ๆ ขยายมาเป็น "อาหารมังสวิรัติวันละมื้อ" โดยมุ่งหวังว่าการแจกอาหารฟรีนี้จะกระตุ้นให้ผู้ป่วยโรคเรื้อรังเช่นโรคหัวใจเป็นต้น เกิดความสำนึกรู้ในเรื่องอาหารสุขภาพ และจุดประกายให้ผู้ป่วยค่อย ๆ ก้าวเข้าสู่พฤติกรรมการกินอาหารสุขภาพและพัฒนาต่อไปสู่การกินอาหารมังสวิรัติเป็นหลักได้อย่างต่อเนื่อง

        ปี ๒๐๑๘ "โรงพยาบาลมังสวิรัติ" แห่งแรกของประเทศจีน

โรงพยาบาลประจำเขตเทียนซิน
        วันที่ ๑๐ เมษายน ค.ศ. ๒๐๑๘ โรงพยาบาลมังสวิรัติแห่งแรกก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ โรงพยาบาลการแพทย์แบบผสมผสานเมืองฉางซา (มีอีกชื่อหนึ่งว่าโรงพยาบาลประจำเขตเทียนซินเมืองฉางซา) จุดมุ่งหมายของโรงพยาบาลมังสวิรัตินี้ก็คือ อาศัยแนวคิด "มังสวิรัติสัปดาห์ละหนึ่งมื้อ" แจกอาหารมังสวิรัติให้แก่คนไข้ หมอ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ ๑ มื้อ เพื่อกระตุ้นให้ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคหลอดเลือด โรคเบาหวาน รวมทั้งบุคลากรทางการแพทย์ เกิดความใส่ใจเรื่องอาหารสุขภาพ สร้างพฤติกรรมให้ย้อนกลับไปสู่รูปแบบการกินอาหารแบบดั้งเดิมที่เน้นการกินพืชผักเป็นหลัก เสริมสร้างวิถีชีวิตที่ดีต่อสุขภาพแบบเก่าก่อนให้ฟื้นคืนกลับมาใหม่อีกครั้ง 

        เซี่ยวฉางเจียง หัวหน้าคณะกรรมการการแพทย์ธรรมชาติ สมาคมการแพทย์แบบผสมผสานมณฑลหูหนานได้เปิดเผยว่า "โรงพยาบาลมังสวิรัติ" มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการให้ความรู้เรื่องสุขภาพเชิงประสบการณ์ การรณรงค์แนวคิดที่ว่าอาหารมังสวิรัติดีต่อสุขภาพยิ่งกว่า ทำให้ผู้ป่วย หมอ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์จำนวนมากได้ทดลองกินอาหารมังสวิรัติ ยอมรับรูปแบบการกินอาหารที่มีพืชผักเป็นหลัก สิ่งนี้จะเป็นการเปิดศักราชของการปฏิวัติด้านอาหารในวงการสาธารณสุข เขาหวังว่าโรงพยาบาลประจำเขตเทียนซินจะเป็นผู้เผยแพร่แนวคิดและวัฒนธรรมด้านอาหารมังสวิรัติเพื่อสุขภาพ และเป็นแบบอย่างของการนำอาหารมังสวิรัติเข้าสู่หอผู้ป่วยของประเทศจีน

        ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ประเทศจีนพบอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง มากกว่าโรคมะเร็งและโรคอื่น ๆ จนกลายเป็น "เพชฌฆาตอันดับหนึ่ง" ของวงการสาธารณสุขจีนไปแล้ว ศาสตราจารย์จ้าวสุ่ยผิง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจชี้ว่า สาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการกินอาหารและการดำเนินชีวิตของคนสมัยนี้ที่เปลี่ยนไป คนจำนวนมากกินดีเกินไปและออกกำลังกายน้อยเกินไป

ศาสตราจารย์จ้าวสุ่ยผิง

        ศาสตราจารย์จ้าวสุ่ยผิงเปิดเผยว่า การรณรงค์เชิงประสบการณ์ด้านอาหารมังสวิรัติเพื่อสุขภาพ ด้วยการนำอาหารมังสวิรัติเข้าสู่หอผู้ป่วย นอกจากจะมีผลดีอย่างมากในด้านการควบคุมโรคและฟื้นฟูร่างกาย เพราะอาหารมังสวิรัติมีกากใยและวิตามินต่าง ๆ มากแล้ว ยังช่วยให้คนจำนวนมากได้ทดลองกินและเรียนรู้เกี่ยวกับอาหารมังสวิรัติเพื่อสุขภาพด้วยตนเอง ได้ประสบการณ์ด้านรสชาติที่ดีและผลดีต่อสุขภาพของอาหารมังสวิรัติด้วย ทำให้คนหันกลับมาสู่วิถีชีวิตที่ดีต่อสุขภาพได้มากขึ้น อันเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างความเป็นคนมีสุขภาพดีของประเทศและของมณฑลหูหนาน

        "ปัจจุบันเรามีโรงพยาบาลเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ขนาดก็ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ วิทยาการด้านการแพทย์ก็พัฒนาก้าวหน้ายิ่งขึ้น ๆ แต่จำนวนผู้ป่วยกลับไม่เคยลดลงเลย มีแต่จะเพิ่มมากขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มพนักงานออฟฟิศซึ่งมีฐานะที่ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก สิ่งที่ตามมาก็คือภาวะการกินอาหารที่ล้นเกิน และพวกเขาก็มักจะไม่ค่อยได้ออกกำลังกายกันด้วย จึงทำให้ป่วยเป็นโรคต่าง ๆ ได้ง่าย" 

        ถงจวิ้นเจี๋ย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลประจำเขตเทียนซินกล่าวว่า "ในฐานะโรงพยาบาลมังสวิรัติแห่งแรกของประเทศ เราหวังว่าการแจกอาหารมังสวิรัติฟรีสัปดาห์ละหนึ่งมื้อนี้ จะช่วยให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดและโรคอื่น ๆ สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกินอาหารได้ และจะสามารถทำการรักษาผู้ป่วยด้วยอาหารและวิธีทางการแพทย์อื่น ๆ ควบคู่กันไปได้ด้วย"


        สมาคมการแพทย์อเมริกาเรียกร้องให้โรงพยาบาลทุกแห่งเสิร์ฟอาหารมังสวิรัติ

        มีรายงานจากเว็บ Live Science (livescience.com) ของอเมริกาว่า กลุ่มแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกากำลังเรียกร้องให้โรงพยาบาลทุกแห่งเสิร์ฟอาหารที่มาจากพืชผักล้วน ๆ (plant-based foods)

        สมาคมแพทย์อเมริกา (American Medical Association) กำลังเรียกร้องให้โรงพยาบาลทุกแห่งในประเทศเสิร์ฟอาหารสุขภาพอย่างหลากหลาย รวมถึงอาหารจากพืชผัก (plant-based foods) และอาหารที่มีไขมัน เกลือ และน้ำตาลต่ำ นอกจากนี้ ยังให้ตัดอาหารจำพวกเนื้อแปรรูป (processed meats) ออกจากเมนูด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างเสริมสุขภาพของผู้ป่วย บุคลากร และผู้มาเยี่ยมโรงพยาบาลให้ดีขึ้น

        ดอกเตอร์นีล บาร์นาร์ด (Dr. Neal Barnard) ประธานสมาคมการแพทย์ด้วยสำนึกรับผิดชอบแห่งอเมริกา (Physicians Committee for Responsible Medicine) ได้กล่าวในที่ประชุมของสมาคมการแพทย์อเมริกาโดยเปรียบเทียบอาหารทำลายสุขภาพกับยาสูบว่า "ในยุคของคนรุ่นก่อน สมาคมการแพทย์ได้พยายามกำจัดบุหรี่ออกจากโรงพยาบาล ซึ่งได้ช่วยให้ทุกคนมีสุขภาพดีขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ต้องการละเลิกพฤติกรรมทำลายสุขภาพลงเสียบ้าง แม้แค่ชั่วคราวคือเวลาที่มาโรงพยาบาลก็ยังดี"

        ดร. บาร์นาร์ด กล่าวว่า ฮ็อตดอกและผลิตภัณฑ์เนื้อแปรรูปอื่น ๆ จะว่าไปแล้วก็เหมือนกันกับบุหรี่ มันสามารถก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ โดยในปี ค.ศ. ๒๐๑๕ องค์การอนามัยโลกได้จัดให้ผลิตภัณฑ์เนื้อแปรรูปอยู่ในกลุ่มสารก่อมะเร็งเช่นเดียวกับแร่ใยหินและบุหรี่


        ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกและองค์การวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศระบุว่า การกินเนื้อแปรรูปวันละ ๕๐ กรัมทุกวัน (เท่ากับเบค่อนไม่เกิน ๒ เส้น) จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่มากถึง ๑๘ เปอร์เซ็นต์


        โรงพยาบาลแอดเวนทิสฮ่องกง


        ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๒๐๐๖ เป็นต้นมา เมนูอาหารในหอผู้ป่วยของโรงพยาบาลแอดเวนทิสที่ฮ่องกงก็ถูกเปลี่ยนเป็นอาหารมังสวิรัติ และเพื่อให้มั่นใจว่าผู้ป่วยได้กินอาหารที่ปลอดภัย นักโภชนาการจะต้องตรวจสอบรายการอาหารที่ผู้ป่วยเลือกกินด้วย เพื่อป้องกันอาหารที่อาจทำให้อาการของผู้ป่วยแย่ลง

        หวงจื้อหยง นักโภชนาการประจำโรงพยาบาลกล่าวว่า "หลายปีก่อนมีรายงานผลการวิจัยเรื่องการป้องกันมะเร็งได้ให้คำแนะนำวิธีการสิบอย่างที่จะลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง ในนั้นมีอยู่สองข้อที่บอกว่าให้กินอาหารมังสวิรัติและลดการกินเนื้อแดง เนื้อสัตว์นั้นมีไขมันและคอเลสเตอรอลสูง ไม่ดีต่อสุขภาพของผู้ป่วยโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และคนอ้วน การกินเนื้อสัตว์มากเกินไป โดยเฉพาะเนื้อแดง จะมีผลเสียต่อระบบการย่อย เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเต้านมและโรคเรื้อรังอื่น ๆ ด้วย ส่วนผักและผลไม้มีกากใยมาก การกินผักมาก ๆ จะช่วยลดโรคต่าง ๆ ที่กล่าวมาได้ อาหารจำพวกถั่วต่าง ๆ สามารถทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้ มันให้สารอาหารที่จำเป็นได้ครบถ้วน หากเราไม่ดื่มนมวัวและไม่กินเนยชีสเลย การกินบร็อคโคลี่และเต้าหู้ก็สามารถเสริมแคลเซี่ยมให้ร่างกายได้เช่นกัน"

        หวงจื้อหยงยังแนะนำอีกว่า เราสามารถใช้หน่อไม้ ฟักทอง และข้าวโพด เติมน้ำแล้วปั่นรวมกันเป็นน้ำซอส สามารถใช้แทนซอสปรุงรสที่มีโซเดียมสูงได้ เมนูอาหารมังสวิรัติของโรงพยาบาลแอดเวนทิสมีรสชาติและความหลากหลายไม่ด้อยไปกว่าร้านอาหารมังสวิรัติทั่วไปเลย ตั้งแต่โจ๊ก ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ ข้าว ออเดิร์ฟ อาหารจานหลัก ของหวานและขนมของว่างต่าง ๆ ทั้งอาหารจีนและอาหารฝรั่ง เมนูอะไรที่ควรมีเราก็มีทั้งนั้น


        โรงพยาบาลในไต้หวันที่เสิร์ฟแต่อาหารมังสวิรัติ

โรงพยาบาลฉือจี้ต้าหลิน

        หลินหมิงหนาน รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลฉือจี้ต้าหลินเปิดเผยว่า โรงพยาบาลทั้ง ๖ แห่งของมูลนิธิพุทธฉือจี้ไต้หวัน ไม่ขายอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ มีขายแต่อาหารมังสวิรัติเท่านั้น ในแต่ละปีมีการบริโภคอาหารมังสวิรัติทั้งหมด ๒.๕๔ ล้านสำรับ นอกจากจะช่วยส่งเสริมสุขภาพและความมีเมตตาจิตแล้ว ยังลดการปล่อยกาซคาร์บอนไดออกไซด์อีกด้วย ศูนย์อาหารมังสวิรัติของฉือจี้มีอาหารจำหน่ายประมาณ ๒๐๐ รายการ ครบถ้วนทั้งคุณค่าและรสชาติ นอกจากฉือจี้แล้ว โรงพยาบาลไถอันของศาสนาคริสต์ก็ช่วยผลักดันเผยแพร่อาหารมังสวิรัติด้วยเช่นกัน

        "พวกเราอาศัยโครงการ "หอผู้ป่วยมังสวิรัติ" ในการเรียกร้องให้เกิดการปฏิวัติด้านอาหารที่ดีต่อสุขภาพทั้งกายและใจ ดีต่อสิ่งแวดล้อมโลก และดีต่อประเทศชาติและประชาชนด้วย กระตุ้นให้โรงพยาบาลและผู้ป่วยในประเทศหันมาสนใจเรื่องอาหารสุขภาพ เราเผยแพร่อาหารมังสวิรัติซึ่งมีประโยชน์อย่างมากในการป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง อาการ stroke และโรคเรื้อรังอื่น ๆ "

        ดร. เซี่ยวฉางเจียงเปิดเผยว่า "ในประเทศจีน ๘๓ เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยที่เสียชีวิตมีสาเหตุจากโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคเบาหวาน จีนมีผู้ป่วยโรคเบาหวาน ๑๒๐ ล้านคน ถ้าเราสามารถรณรงค์ให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากินอาหารมังสวิรัติเป็นอาหารหลักได้ ก็จะป้องกันโรคเบาหวานได้มาก และมีผู้ป่วยโรคเบาหวานจำนวนมากที่สามารถลดปริมาณน้ำตาลในเลือดได้ด้วยการกินอาหารมังสวิรัติ และลดอาการกำเริบของโรคได้ด้วย เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคม ประเทศชาติ และประชาชน"

        การเกิดขึ้นของโครงการ "หอผู้ป่วยมังสวิรัติ" มีความหมายมากกว่าอาหารสุขภาพรสชาติดีเพียงหนึ่งมื้อเท่านั้น ความหมายที่สำคัญยิ่งกว่าอยู่ที่การกระตุ้นให้คนส่วนใหญ่ที่ "กินของอร่อยตามใจปาก" ได้มีความสำนึกรู้ถึงความสำคัญของอาหารที่มีต่อสุขภาพ การยับยั้งความอยากในอาหารเนื้อสัตว์ สร้างพฤติกรรมเพื่อสุขภาพ สร้างความผาสุกแก่ทุกครอบครัว คุณค่าเหล่านี้ต่างหากคือความหมายที่แท้จริงของการปฏิวัติด้านอาหารในครั้งนี้



ที่มา http://new.qq.com/omn/20180507/20180507A102OS.html

27 ก.ย. 2560

น้ำเต้าหู้ ดื่มอย่างไรจึงจะได้ประโยชน์สูงสุด



        ถั่วเหลืองเป็นอาหารที่รัฐบาลจีนแนะนำประชาชนว่ากินได้ทุกวัน เพราะมีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีประโยชน์มาก ดังนี้

        ๑. มีโปรตีนคุณภาพดีมากกว่าเนื้อหมู ๒ เท่า มากกว่าไข่ไก่ ๒.๕ เท่า และยังถูกย่อยและดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายกว่าด้วย

        ๒. ในถั่วเหลืองมีเลซิติน (lecitin) มาก สามารถป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดแดงแข็ง โรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น

        ๓. ถั่วเหลืองมีวิตามินบีมาก นอกจากนี้ สารฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) ในถั่วเหลืองก็เป็นสารพฤกษเคมีที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมากด้วย 

        ถั่วเหลืองเป็นธัญพืชที่มีประโยชน์อย่างมาก มีวิธีทำเป็นอาหารได้อย่างหลากหลาย หนึ่งในวิธีรับประทานถั่วเหลืองที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้ง่ายที่สุดคือทำเป็นน้ำเต้าหู้ ทว่าการทำน้ำเต้าหู้รับประทานนั้นมีข้อควรระวังดังต่อไปนี้

        ๑. ห้ามดื่มน้ำเต้าหู้ดิบ


        ในถั่วเหลืองดิบมีสารซาโปนิน (saponin) ซึ่งอาจทำให้มีอาการไม่สบายได้หลายอย่าง เช่น ปวดท้อง คลื่นไส้ ท้องอืด เป็นต้น นอกจากนี้ ถั่วเหลืองดิบยังมีสารยับยั้งเอนไซม์ทริพซิน (Trypsin inhibitor) ซึ่งมีผลทำให้ร่างกายมีความสามารถในการย่อยโปรตีนได้น้อยลง รวมทั้งเซลล์เลคติน (lectin) ที่ทำให้เลือดแข็งตัว ส่วนเอนไซม์ urease ในเมล็ดถั่วก็มีผลยับยั้งกระบวนการเมตาบอลิซึมไอโอดีนในร่างกายด้วย

        อย่างไรก็ตาม ปัญหาเหล่านี้แก้ไขได้ด้วยการทำให้สุกด้วยความร้อน ดังนั้น ในการต้มน้ำเต้าหู้ควรจะต้มให้สุกก่อนรับประทาน เวลาต้มหากมีฟองขึ้นมามากก็ต้องลดไฟให้อ่อนลงและต้มต่อไปอีกประมาณห้านาทีก่อนจะนำมาดื่ม

        ๒. น้ำแช่ถั่วเหลืองต้องเททิ้งให้หมด


        ในขั้นตอนการเตรียมถั่วเหลืองก่อนจะนำมาทำน้ำเต้าหู้ เมื่อเราแช่ถั่วเหลืองไว้ในน้ำ เมล็ดถั่วจะดูดน้ำไว้แล้วพองตัว ในขณะเดียวกันสารเคมีในถั่วเหลืองจะละลายออกมาในน้ำ เช่น กรด tannic กรด oxalic กรด phytic รวมทั้ง flavonoid และวิตามินอื่น ๆ ที่ละลายในน้ำด้วย

        สารเหล่านี้ไม่เพียงทำให้น้ำแช่ถั่วเหลืองมีรสฝาดเฝื่อน แต่มันยังยับยั้งการดูดซึมแร่ธาตุต่าง ๆ ของร่างกายด้วย และการได้รับกรด oxalic มากเกินไปทำให้มีโอกาสเป็นโรคนิ่วในไตมากขึ้นด้วย

        ดังนั้น น้ำที่แช่ถั่วเหลืองควรเททิ้งให้หมด อย่าเสียดาย

        ๓. กากของถั่วเหลืองยังใช้ประโยชน์ได้ 


        กากของถั่วเหลืองที่เหลือจากการกรองเอาน้ำเต้าหู้ไปใช้แล้วนั้น มีใยอาหารอยู่เยอะมาก น่าเสียดายหากเอาไปทิ้งเสียเปล่า แต่จะเอามากินเลยก็ยังกินยาก ต้องดัดแปลงและปรุงแต่งอีกนิดหน่อย จะได้เป็นอาหารอีกอย่างที่น่ารับประทานทีเดียว

        ผสมแป้งสาลีกับกากถั่วเหลืองเข้าด้วยกัน ทำเป็นหมั่นโถวกากถั่วเหลืองหรือคุกกี้กากถั่วเหลือง เอามานึ่งหรือทอดกินก็ได้ หรือเวลาทำ "วอวอโถว" (หมั่นโถวชนิดหนึ่งของจีน) สามารถผสมกากถั่วเหลืองเข้าไปด้วย จะทำให้เนื้อวอวอโถวที่หยาบและแข็งมีรสสัมผัสร่วนซุยมากขึ้น

        คนที่ไม่ควรดื่มน้ำเต้าหู้


        ๑. คนเป็นโรคกระเพาะอาหารหรือมีอาการกระเพาะอาหารอักเสบ ไม่ควรกินอาหารที่ทำจากถั่ว เพราะจะไปกระตุ้นให้มีกรดในกระเพาะมากขึ้นและมีอาการปวดมากขึ้น

        ๒. ในถั่วมีโอลิโกแซ็กคาไรด์ (oligosaccharides) ทำให้มีอาการท้องอืดท้องเฟ้อได้ ดังนั้น ผู้ที่มีแผลในกระเพาะอาหารควรกินแต่น้อย ผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหาร ไตเสื่อม ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีโปรตีนแต่น้อย ๆ มิฉะนั้นจะเป็นการเพิ่มภาระให้ไตทำงานหนักมากขึ้น 

        ๓. ออกซาเลต (oxalate) ในถั่วนั้นสามารถเข้าไปรวมตัวกับแคลเซียมในไตได้ กลายเป็นก้อนแข็ง ทำให้มีอาการนิ่วในไตรุนแรงยิ่งขึ้น ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนิ่วในไตจึงควรงดรับประทาน

        ๔. โรคเกาต์เกิดจากของเสียที่เหลือจากการใช้สารพิวรีนของร่างกาย ในถั่วเหลืองนั้นมีพิวรีนมาก และพิวรีนยังเป็นสารที่เป็นของเหลวด้วย ดังนั้น เมื่อนำถั่วเหลืองไปทำเป็นน้ำเต้าหู้ จะได้สารพิวรีนมากกว่าอาหารจากถั่วชนิดอื่น ๆ หลายเท่า ดังนั้น น้ำเต้าหู้จึงไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเกาต์ 


ที่มา
๑. https://view.inews.qq.com/a/20170911A03JP600
๒. https://kuaibao.qq.com/s/20170918A02ICR00

25 ก.ย. 2560

กินถั่วลิสงอย่างไรจึงจะได้ประโยชน์และไม่มีโทษ



        ถั่วลิสงเป็นอาหารที่คนจีนนิยมกินกันมาแต่โบราณ ว่ากันว่า การกินถั่วลิสงสามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดและป้องกันโรคหัวใจได้ จริง ๆ แล้วถั่วลิสงมีคุณค่าอย่างไร ป้องกันโรคหัวใจได้จริงหรือ

        ถั่วลิสงมีคุณค่าอย่างไร


        ในสายตาของคนจำนวนมาก ถั่วลิสงเป็นของกินที่ดูพื้น ๆ บ้าน ๆ มาก แต่คุณค่าของมันมีประโยชน์ไม่น้อยเลยทีเดียว

        ถั่วลิสงมีใยอาหารมาก แถมยังอุดมด้วยไขมันและกรดไขมัน โดยเฉพาะกรดไขมันไม่อิ่มตัว นอกจากนี้ ถั่วลิสงยังประกอบด้วยโปรตีนและวิตามินบี ๑ ค่อนข้างมาก รวมทั้งไนอะซิน (วิตามินบี ๓) ด้วย

        ดังนั้น อย่าได้เห็นว่าหน้าตาเจ้าถั่วลิสงนี้ดูเหมือนจะกระจอก ๆ แต่คุณค่าทางโภชนาการของมันนั้นไม่ธรรมดาเลยทีเดียว เรียกได้ว่ามันคือ "อาหารที่มากด้วยคุณค่าแต่หน้าตาธรรมด๊าธรรมดา"

        ถั่วลิสงมีประโยชน์ต่อความแข็งแรงของหลอดเลือดหรือไม่


        จากงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศในยุคนี้ การกินถั่วลิสงในปริมาณที่พอเหมาะจะเป็นประโยชน์ต่อความแข็งแรงของหลอดเลือดได้จริง ๆ การกินเป็นประจำจะสามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจได้เช่นเดียวกับการกินถั่วเปลือกแข็งชนิดอื่น ๆ เช่น อัลมอนด์ วอลนัท พิซทาชิโอ เฮเซลนัท เป็นต้น

        มหาวิทยาลัยเพอร์ดู (Purdue University - สหรัฐอเมริกา) ได้ศึกษาวิจัยกลุ่มทดสอบแบบสุ่มตัวอย่างจำนวนหนึ่งพบว่า กลุ่มคนที่กินถั่วลิสงทุกวัน วันละ ๔๒ กรัม มีไขมันในเลือดและความดันเลือดต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่ได้กินอย่างเห็นได้ชัด

        ในปี ค.ศ. ๒๐๑๕ มหาวิทยาลัย Maastricht (ฮอลแลนด์) ได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับอัตราการเสียชีวิตโดยเปรียบเทียบในคนที่กินลูกเบอรี่และถั่วลิสงกับคนทั่วไป โดยติดตามผลจากกลุ่มทดสอบชาวฮอลแลนด์ที่มีอายุระหว่าง ๕๕ ถึง ๖๙ ปี จำนวน ๑๒๐,๐๐๐ กว่าคน เป็นเวลานาน ๑๐ ปี ผลการวิจัยพบว่าคนที่กินถั่วลิสงวันละ ๕ กรัม มีอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่าคนที่ไม่ได้กิน ๑๖ เปอร์เซ็นต์ และคนที่กินถั่วลิสงวันละ ๑๐ กรัม มีอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่าคนที่ไม่ได้กิน ๒๓ เปอร์เซ็นต์

        ปี ค.ศ. ๒๐๑๗ มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย (University of Pennsylvania) ได้ทำการศึกษาแบบสุ่มตัวอย่างและเปรียบเทียบในกลุ่มผู้ชายอ้วนและมีน้ำหนักเกินแต่ร่างกายยังแข็งแรงอยู่ โดยในมื้ออาหารหนึ่งมื้อซึ่งมีไขมันสูงให้กินถั่วลิสงด้วยประมาณ ๓ ออนซ์ (๘๕ กรัม) พบว่ามีผลในทางช่วยลดไขมันในเลือดได้ เปรียบเทียบกับกลุ่มตัวอย่างที่ไม่กินถั่วลิสงแล้วพบว่ากลุ่มที่กินถั่วลิสงในมื้ออาหารด้วยจะมีระดับของ Triglyceride ลดลง ๓๒ เปอร์เซ็นต์ และมีผลในทางสอดคล้องกันในค่าไขมันตัวอื่น ๆ ด้วย เช่น คอเลสเตอรอลรวม (Total Cholesterol) คอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL Cholesterol) คอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL Cholesterol) รวมทั้งระดับน้ำตาลและอินซูลินในเลือดด้วย

        นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่กินถั่วลิสงจะช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรงขึ้น โดยมีการศึกษาในกลุ่มผู้ป่วยสตรี ๕ หมื่นกว่าคน ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ๒๒ ปี พบว่าผู้ที่กินถั่วลิสงทุกวันจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้กิน

        กินถั่วลิสงอย่างไรจึงจะเป็นประโยชน์ต่อหลอดเลือด


        ถึงแม้ว่าถั่วลิสงจะมีประโยชน์ต่อความแข็งแรงของหลอดเลือด แต่ต้องกินให้ถูกวิธีจึงจะได้ผล หากกินไม่ถูกวิธีอาจมีผลเสียต่อหลอดเลือดก็ได้

        ๑. ไม่ควรกินมากเกินไป


        แม้ว่าถั่วลิสงจะมีประโยชน์ต่อหลอดเลือดก็ตาม แต่ก็มีเงื่อนไขอยู่ว่าต้องกินแต่น้อย เพราะว่าถั่วลิสงหรือถั่วเปลือกแข็งชนิดอื่น ๆ แม้จะมีคุณค่ามาก แต่ก็มีปริมาณไขมันไม่น้อยเลย ถั่วลิสง ๒๕๐ กรัมมีพลังงานเกือบ ๑๕๐๐ แคลอรี่ คิดเป็นสัดส่วนเกินกว่าครึ่งของปริมาณพลังงานที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน นอกจากนี้ ถั่วลิสงยังมีรสชาติอร่อยด้วย จึงทำให้เราเผลอกินมากเกินไปได้โดยง่าย ถ้าไม่ระวังก็มีหวังได้รับพลังงานมากเกินไปอย่างแน่นอน

        ดังนั้น หากต้องการช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรงขึ้น การกินถั่วลิสงเราต้องควบคุมปริมาณให้ได้ อดใจไว้หน่อย ห้ามกินมากเกินไปเด็ดขาด

        สมาคมผู้ป่วยโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกาได้แนะนำไว้ว่า ให้กินวันละไม่เกินหนึ่งกำมือ

        ในหนังสือ "คู่มืออาหารสำหรับประชาชนจีน" ปี ค.ศ. ๒๐๑๖ แนะนำว่า ในแต่ละวันร่างกายต้องการอาหารประเภทถั่ว ๒๕ ถึง ๓๕ กรัม หรือเท่ากับถั่วลิสงวันละประมาณ ๒๐ เมล็ด จึงเป็นปริมาณที่เหมาะสม *

        ๒. พยายามกินแบบไม่ปรุงแต่ง


        หลายคนชอบกินถั่วลิสงทอดหรือถั่วลิสงคั่ว เวลากินก็มักจะเติมเกลือลงไปด้วย และไม่ใช่เติมน้อย ๆ เลย การกินแบบนี้ไม่ดีต่อสุขภาพแน่ ๆ การเติมเกลือจะทำให้ร่างกายดูดซึมเกลือเข้าไปมาก ซึ่งไม่ดีต่อหลอดเลือดอย่างยิ่ง ส่วนการทอดด้วยน้ำมันนั้น เท่ากับยิ่งเพิ่มไขมันเข้าไปอีก ก็ไม่ดีต่อหลอดเลือดเช่นกัน ดังนั้น เวลาเรากินถั่วลิสงไม่ควรเอาไปทอดด้วยน้ำมันหรือปรุงด้วยเกลือ ควรกินเป็นถั่วต้ม ถั่วคั่วแบบแห้ง หรือทำเป็นยำถั่วลิสงกับซอสเปรี้ยว (อาหารจีน) จะดีกว่า

        ในท้องตลาดยังมีถั่วลิสงในรูปแบบต่าง ๆ ที่บรรจุสำเร็จมาเป็นแพ็คเกจอีกมากมาย มีรสเค็มบ้าง รสเผ็ดบ้าง มีหลายอย่างที่ไม่เป็นประโยชน์เท่าไร ควรเลือกกินแบบที่ไม่ปรุงแต่งเลยดีที่สุด

        ๓. ไม่กินถั่วลิสงที่ขึ้นรา


        ถ้าถั่วลิสงขึ้นราแล้วมักจะมีสารอะฟลาท็อกซิน (Aflatoxin) เกิดขึ้น ซึ่งเป็นสารพิษและเป็นสารก่อมะเร็งด้วย ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงการกินถั่วลิสงที่ขึ้นรา เวลาซื้อถั่วลิสงก็ต้องสังเกตให้ดีด้วยว่าขึ้นราแล้วหรือไม่ 


ที่มา https://view.inews.qq.com/a/20170918A0694C00

* ดร. ใจเพชร กล้าจน (หมอเขียว) ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ทางเลือก ได้แนะนำในการบรรยายในค่ายสุขภาพว่า ปริมาณในการกินถั่วลิสงที่พอเหมาะอยู่ที่ประมาณวันละ ๑ ถึง ๕ ช้อนแกง ขึ้นอยู่กับสภาวะของร่างกายแต่ละคน โดยถือเอาตามหลักของแพทย์วิถีธรรมว่า ให้กินได้ในปริมาณที่รู้สึกสบาย ไม่ฝืดฝืนจนเกินไป และควรกินถั่วหลากหลายชนิดร่วมกันในแต่ละวันหรือในแต่ละสัปดาห์ จะเป็นประโยชน์ดีกว่ากินถั่วชนิดเดียวตลอดเวลา




26 ส.ค. 2560

กินมังสวิรัติอย่างต่อเนื่องมา ๙๐ ปี ผลเป็นอย่างนี้



        ที่หน้าประตูห้องครัวของร้านอาหาร พ่อครัวกำลังฉุดลากแพะตัวหนึ่งอยู่อย่างสุดแรง แพะตัวนั้นกรีดร้องอย่างโหยหวน งอเข่าคุดคู้ขัดขืนไม่ยอมเข้าประตูห้องครัว เสียงร้องของแพะนั้นเหมือนเสียงร่ำไห้

        เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ในร้าน เห็นภาพนั้นแล้วถึงกับนิ่งอึ้งไปนาน และในวันนั้นเธอไม่กินเนื้อแพะเลย เธอกินแต่แผ่นแป้งอบเท่านั้น และหลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ไม่ว่าใครจะชักชวนอย่างไร เธอก็ไม่เคยได้กินเนื้อสัตว์อีกเลย

        เด็กผู้หญิงคนนั้นก็คือคุณเย่ม่าน (叶曼女士) เกิดเมื่อเดือนมีนาคม ปี ค.ศ. ๑๙๑๔ (พ.ศ. ๒๔๕๗) ชื่อเดิมของเธอคือ หลิวซื่อหลุน (刘世纶) ปีนี้เธอก็มีอายุถึง ๑๐๓ ปีแล้ว คุณเย่ม่านเรียนจบจากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง เคยดำรงตำแหน่งรองศาตราจารย์ภาควิชาปรัชญาของมหาวิทยาลัยฝู่เหริน (辅仁大学) เริ่มเรียนอ่านหนังสือ 左传 (หนังสือประวัติศาสตร์คลาสสิคของจีน) ตั้งแต่อายุ ๖ ขวบ ในปี ค.ศ. ๑๙๓๕ ได้รับคัดเลือกจากคณบดีของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ให้เข้าเป็นนักศึกษาในภาควิชาเศรษฐศาสตร์

        ในช่วงวัยกลางคนเธอเคยเป็นอาจารย์สอนบุคคลสำคัญในโลกวิชาการหลายคน ปัจจุบันคุณเย่ม่านเป็นหนึ่งในจำนวนไม่มากนักของโลก ในฐานะนักวิชาการผู้รอบรู้ทางวัฒนธรรมทั้งขงจื๊อ เต๋า และพุทธ ช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้เธอได้บรรยายในชั้นเรียนเกี่ยวกับคัมภีร์ต่าง ๆ มากมาย มีผลงานเขียนหนังสือหลายเล่ม และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั้งในและต่างประเทศ


        แค่ได้กลิ่นเนื้อก็นึกถึงเสียงร้องของแพะ 


        หลายวันก่อนมีเพื่อนชวนข้าพเจ้าไปเยี่ยมบ้านของคุณเย่ม่าน พอเราหย่อนก้นนั่งในห้องรับแขกเท่านั้น คุณป้าผู้มีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสก็ใช้สองมือลากเก้าอี้ที่มีล้อมานั่งตรงหน้าเรา มองดูแล้วเธอเหมือนคุณป้าที่อายุ ๘๐ กว่าปีเท่านั้น ผิวขาวดูสะอาด ใบหน้าดูเป็นคนคงแก่เรียน เส้นผมผ่านการย้อมมาแล้ว และหวีไว้อย่างเรียบร้อย ในการสนทนากัน ความคิดความเห็นของเธอดูแจ่มชัดและพูดคุยได้คล่องแคล่วแววไว 

        เมื่อถูกถามถึงหลักการที่ทำให้มีอายุยืน คุณป้าเย่ม่านบอกแก่เราว่า "การกินอาหารของฉันไม่ธรรมดา ฉันเริ่มกินมังสวิรัติตั้งแต่ ๘ ขวบ กินมาแล้ว ๙๐ ปี" เธอเล่าว่า การกินมังสวิรัติมีประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์มาก และจะไม่ขาดสารอาหารอย่างที่มีบางคนเข้าใจ "เรื่องบางเรื่องฉันไม่รู้จะบอกคนอื่นอย่างไร เธอต้องทดลองเรียนรู้และเข้าใจด้วยตัวเองเท่านั้น" พวกเราถามคุณป้าอีกว่า "มีความอยากกินเนื้อสัตว์บ้างหรือไม่?"

        เธอตอบว่า "มีสิ พอได้กลิ่นเนื้อมันก็หอมอยู่นะ แต่ทุกครั้งที่คิดอย่างนี้ฉันก็จะนึกถึงภาพอันทารุณของแพะตัวนั้นที่กำลังจะถูกฆ่าทุกที ความคิดที่อยากกินก็จะหายไปทันที คือมันทนไม่ได้ที่จะยอมให้ความอยากกินของเรากลายเป็นเหตุของการฆ่า" สมัยเป็นเด็กก็อาศัยว่าเราเป็นเด็กจิตใจดีจึงไม่ยอมกินเนื้อสัตว์อะไรเลย คุณเย่ม่านยังบอกแก่เราว่า "ก่อนที่สัตว์จะถูกฆ่าตาย ในใจของมันจะมีแต่ความแค้น ความพยาบาท ความรู้สึกคั่งแค้นนี้จะกลั่นรวมกันเป็นสารพิษ กระจายไปตามเนื้อตัวของมัน ถ้าเรากินเนื้อที่มีสารพิษอย่างนี้ไปนาน ๆ ก็จะเป็นโทษต่อร่างกายของเราได้ ฉันจึงคิดว่า กินเนื้อให้น้อยก็เท่ากับกินพิษเข้าไปน้อย"

        อยากอยู่ร้อยปี ไม่ยากเลย


        คุณป้าเย่บอกว่า "จริง ๆ แล้วพวกเราทุกคนถ้าอยากจะมีอายุถึงร้อยปีไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย เราสามารถชะลอเวลาแห่งความแก่ออกไปได้" เธอมีความเห็นว่า ชีวิตของแต่ละคนก็อยู่ในมือของตนเอง เธอแนะนำว่าเวลากินข้าวควรจะกินให้อิ่มแค่ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ก็พอ โดยมื้อเช้าต้องกินให้ได้คุณค่า มื้อกลางวันต้องกินให้อิ่ม และมื้อเย็นต้องกินให้น้อย หรือไม่กินเลยก็ยิ่งดี กินข้าวต้องไม่กินอิ่มจนเกินไปหรืออดจนเกินไป และต้องเคี้ยวให้ละเอียดก่อนจะกลืนด้วย 

        เธอบอกต่อไปว่า "ทุกวันนี้คนจำนวนไม่น้อยที่กินมากเกินไป บางคนกินอิ่มเกินไปถึง ๑๒๐ เปอร์เซ็นต์ กินอิ่มขนาดนั้น อวัยวะภายในของเราจะรับได้อย่างไร คนเราไม่ว่าเรื่องอะไรก็ไม่ควรทำให้เต็มจนเกินไป การกินอาหารก็เหมือนกัน ชีวิตฉันไม่ว่าเรื่องอะไรก็จะไม่ทำให้มากเกินไป ต้องผ่อนเหลือผ่อนแรงไว้บ้าง หรือแม้แต่ยอมที่จะขาดไปบ้างก็ได้ ยอมที่จะถอยสักหนึ่งก้าวให้ได้ ชีวิตก็จะสุขสงบได้เสมอ"

        คุณเย่ม่านยังอธิบายต่ออีกว่า "การนอนกลางวันสั้น ๆ ก็สำคัญมาก ฉันทำมาหลายสิบปีแล้ว พวกเธออย่ามองข้ามการงีบหลับสั้น ๆ ตอนกลางวันทีเดียว แม้แต่คนโบราณก็ยังบอกว่าเราต้องพักผ่อนในเวลานี้ มีเหตุผลและข้อมูลทางวิชาการสนับสนุนเยอะ ฉันขอพูดแค่ข้อเดียวก็พอ ข้ออื่น ๆ พวกเธอไปหาอ่านกันเองก็แล้วกัน ช่วงเที่ยงคืนและเที่ยงวันเป็นช่วงเริ่มต้นของการนับเวลา คนโบราณมีประสาทรับรู้เรื่องเวลาชัดเจนมาก จึงส่งเสริมให้มีการพักผ่อนในช่วงเวลานี้ เคล็ดลับอยู่ที่ตรงนีแหละ 

        โกรธหนึ่งครั้ง อายุสั้นลงหนึ่งปี


        "หน้าตาดูสดใสดีนะ"

        "ชุดที่เธอใส่นี้สวยดีจริง ๆ " ...

        ข้าพเจ้าจำได้ว่าตอนอยู่ในบ้านคุณเย่ม่านนั้น ในระหว่างที่คุณป้าท่านนี้พูดคุยกับพวกเรา มักจะพูดชมเพื่อนของเราที่มาด้วยกันอยู่หลายครั้ง บางครั้งก็พูดเล่นมุขตลกด้วย ท่านเป็นคนจิตใจดี อุตส่าห์ปอกแตงแคนตาลูปให้พวกเรากินด้วย ท่านมองดูเพื่อนตัวใหญ่ของเรากินไปก็พูดกระเซ้าเล่นว่า "ดูซิว่าใครจะกินได้เกลี้ยงที่สุด"

        เมื่อเห็นพวกเราต่างก็ร่าเริงกันดี จู่ ๆ คุณป้าก็พูดด้วยเสียงเข้ม ๆ ขึ้นมาว่า "แต่ห้ามโกรธเด็ดขาดเลยนะ โดยเฉพาะเวลากินข้าว อย่าโกรธใครเชียว พวกเธอต้องจำเอาไว้ โกรธหนึ่งครั้ง อายุจะสั้นลงหนึ่งปี ความโกรธก่อโรคสารพัดนะ" พอพูดถึงเรื่องความโกรธ คุณป้าดูเหมือนจะมีความรู้สึกที่พรั่งพรูออกมาพอสมควรทีเดียว

        "คนที่ทำให้เธอโกรธก็คือคนที่อยากให้เธอตายเร็ว ๆ ฉันคิดว่าคนที่มาโกรธฉันก็คือคนที่จะมาแก้แค้นฉัน แต่ถึงเขาจะมาโกรธเกลียดฉันยังไง ฉันก็จะไม่โกรธตอบ ถ้าฉันโกรธเขาก็คงได้สมใจ แล้วชีวิตฉันทำไมจึงต้องยอมให้คนที่มาทำให้ฉันโกรธได้สมใจด้วยล่ะ อีกอย่าง ถ้าฉันโกรธมากจนป่วยไปล่ะ คนที่มาโกรธฉันจะช่วยอะไรฉันได้มั้ย ชีวิตฉันจึงมีแต่ความสบายใจทุกวัน อายุก็จะยืนยาว ฉันจะอยู่ไปนาน ๆ ก็เพื่อพยายามทำเรื่องที่ตัวเองและคนอื่นสบายใจให้ได้มากที่สุดเท่านั้น" 

        ในระหว่างการสนทนา พวกเราเห็นแผ่นกระดาษที่ติดอยู่บนกาน้ำชาเขียนไว้ว่า "อาหารในหนึ่งสัปดาห์ วันจันทร์ ฟักเขียว บวบผัดขิง วันอังคาร มันฝรั่ง ผักกาดขาว ผัดเห็ดหอม วันพุธ มันนึ่ง ผัดถั่วแขก ..." เราถามคุณป้าเย่ว่า "นี่คือเมนูอาหารในหนึ่งสัปดาห์ของคุณป้าหรือ?" คุณป้าตอบว่า "รายการอาหารนั่นน่าจะเป็นเพื่อนของฉันทำมาให้น่ะ มันวุ่นวายมาก ฉันกินง่ายจะตาย" เสี่ยวหวางซึ่งเป็นคนดูแลคุณป้าบอกแก่เราว่า คุณป้าเย่ม่านเป็นคนอารมณ์ดี เข้านอนตื่นนอนเป็นเวลา กินข้าวเป็นเวลา กินอะไรก็ง่าย ๆ นอกจากนี้ คุณป้ายังชอบดูงิ้วในทีวีด้วย บางครั้งที่นอนไม่หลับก็จะลุกขึ้นมาอ่านหนังสือ

หมายเหตุ คุณเย่ม่านมีอายุร้อยกว่าปีแล้ว กินมังสวิรัติมานาน ๙๐ ปี ปัจจุบันในเวลาที่มีกำลังวังชาดี เธอสามารถเป็นวิทยากรขึ้นบรรยายได้ครั้งละ ๒ - ๓ ชั่วโมงติดต่อกัน


เขียนโดย 净念居士
ที่มา http://rufodao.qq.com/a/20160523/030877.htm

12 ส.ค. 2560

ไม่กินข้าวเย็น ความหิวเป็นยาสารพัดโรค

ภาพประกอบจาก http://www.xaiu.edu.cn/info/397/190123.htm


        ศาสตราจารย์ว่านเฉิงขุย (万承奎) แห่งมหาวิทยาลัยกองทัพภาคที่สี่ของจีน เกิดปี ค.ศ. ๑๙๓๓ เป็นชาวมณฑลเจียงซี เป็นผู้เชี่ยวชาญการศึกษาด้านสุขภาพและสาธารณสุข ปัจจุบันมีอายุ ๘๐ กว่าปีแล้ว แต่ยังรับเชิญเป็นวิทยากรไปบรรยายตามองค์กรต่าง ๆ ทั่วประเทศจีน เรื่องแนวคิดใหม่ด้านสุขภาพแห่งศตวรรษที่ ๒๑ และการดูแลสุขภาพด้วยตนเอง

        ตอนที่ท่านมีอายุ ๗๐ ปี เวลามีคนมาถามถึงอายุ ท่านจะตอบว่า ๓๕ ปี ท่านไม่เพียงแต่ดูอ่อนวัยเหมือนคนอายุ ๓๕ ปีเท่านั้น ผลการตรวจวัดค่าความดันโลหิต ไขมันในเส้นเลือด ตลอดจนการทำงานของหัวใจและอวัยวะภายในต่าง ๆ ก็มีค่าเทียบเท่ากับคนอายุ ๓๐ กว่าปีด้วย 

        ปัจจัยของความแข็งแรงและอายุยืนนั้น ๖๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง ในวัย ๗๐ ปี ศาสตราจารย์ว่านทำอย่างไรจึงดูแข็งแรงมีชีวิตชีวาเหมือนคนอายุ ๓๕ ปี

        ท่านได้สรุปไว้เป็นวลีสั้น ๆ ว่า "อย่ากินข้าวด้วยปาก แต่กินด้วยสมอง สารอาหารมากเกินไปจะกลายเป็นพิษ และไม่กินข้าวเย็น"

        ไม่กินข้าวเย็น ความหิวเป็นยา


        ศาสตราจารย์ว่านมีแนวคิดในการดูแลสุขภาพหลายอย่างที่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง การงดอาหารมื้อเย็นก็เป็นเคล็ดลับอย่างหนึ่งของการ "หยุดวัยไว้ที่ ๓๕ ปีตลอดกาล" ของท่าน หนังสือพิมพ์ "จิงเป้า" ของเมืองเซินเจิ้นเคยลงพาดหัวบทความว่า "ไม่กินข้าวเย็น ความหิวเป็นยาสารพัดโรค" เป็นรายงานแนวคิดในการดูแลสุขภาพของศาสตราจารย์ว่านเฉิงขุย

        ศาสตราจารย์ว่านกล่าวว่า การกินอาหารมื้อเย็น เป็นสาเหตุหนึ่งของการเจ็บป่วยของมนุษย์ และเป็นสาเหตุของการรักษาโรคต่าง ๆ ไม่หายด้วย

        คนจำนวนมากคิดว่า เวลาเย็นหรือค่ำเมื่อหิวแล้วก็ต้องกิน จริง ๆ แล้วมันไม่ถูกต้องเลย ช่วงเย็นถึงค่ำแม้หิวก็ไม่ต้องกินอาหารต่างหากจึงจะเป็นการดูแลสุขภาพที่ถูกต้อง การแพทย์แผนจีนและศาสนาพุทธต่างก็พูดตรงกันว่า "งดอาหารหลังเวลาเที่ยงวัน" คำว่า "เที่ยงวัน" ก็คือช่วงเวลา ๑๑ - ๑๓ นาฬิกา หมายความว่าเมื่อเลยเวลาบ่ายโมงไปแล้วก็จะไม่กินอาหารอีก

        แล้วถ้าเกิดหิวขึ้นมาล่ะ? ก็สามารถดื่มน้ำผลไม้ กินผลไม้ เหตุที่การแพทย์แผนจีนและศาสนาพุทธสนับสนุนการไม่กินอาหารมื้อเย็นนั้น ไม่ใช่เพื่อจะประหยัดอาหาร แต่เพื่อรักษาสุขภาพ

        คนเราถ้าไม่ได้กินอาหารเย็นก็จะรู้สึกหิวเป็นธรรมดา แต่ผลของมันจะเหมือนกับการกินซุปเรียกน้ำย่อย ดังนั้น คุณจึงไม่ได้ขาดทุนอะไร เพราะมันเท่ากับว่าคุณได้กินซุปเรียกน้ำย่อยแบบฟรี ๆ นี่คือสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้คุณเป็นรางวัล แล้วคุณจะไม่รู้สึกดีใจบ้างหรือ?

        ผลที่ตามมาอีกอย่างคือ คุณจะหิวอยู่ชั่วครู่หนึ่งเท่านั้น แต่ไขมันในตัวคุณจะค่อย ๆ ถูกสลายไป คุณจะค่อย ๆ ผอมลง นี่ก็คือเหตุผลที่ว่าทำไมการไม่กินข้าวเย็นและความหิวเป็นยารักษาโรคได้ 

        กินด้วยสมอง


        "กินด้วยท้องคือกินให้อิ่ม กินด้วยปากคือการเสพรสอร่อย กินด้วยสมองคือการรักษาสุขภาพ"

        กินข้าวอย่ากินด้วยปาก ให้กินด้วยสมอง ทำอย่างไรน่ะหรือ ต้องจำไว้ว่า "กินได้ใช่ว่าจะแข็งแรง กินเป็นจึงจะแข็งแรง กินมั่วจะป่วยเป็นโรค"

        คนส่วนใหญ่มักไม่ได้แก่ตาย ไม่ได้ป่วยตาย แต่อารมณ์เป็นพิษตาย


        ปุถุชนมีหรือที่จะไม่รู้จักโกรธ มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีอารมณ์ความรู้สึก ทั้งชอบ ชัง วิตกกังวล ครุ่นคิด โศกเศร้า เสียใจ กลัว ตกใจ ฯลฯ ชอบใจก็หัวเราะ เสียใจก็ร้องไห้ โกรธขึ้นมาก็ด่าว่า เป็นการแสดงออกทางอารมณ์ของมนุษย์ทั่วไป 

        อารมณ์ของมนุษย์นั้นมีมากมาย อยากแสดงอะไรก็แสดง แต่ต้องจำไว้ว่า ข้อแรก อย่าแสดงอารมณ์รุนแรงเกินไป ข้อสอง ถ้าแสดงออกรุนแรงไปแล้วก็อย่าเก็บอารมณ์นั้นไว้นาน ต้องรีบปรับเปลี่ยนอารมณ์ จึงจะมีสุขภาพดีได้ 

        ในตำราการแพทย์จีนโบราณก็มีกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า "ความโกรธทำลายตับ ความลุ่มหลงทำลายหัวใจ ความกังวลทำลายปอด ความเครียดทำลายม้าม ความกลัวทำลายไต โรคต่าง ๆ ล้วนเกิดมาจากอารมณ์เป็นเหตุ"

        คนเรายากที่จะไม่โกรธใครเลยได้ แต่จะต้องแสดงความโกรธให้เป็น อย่าตกเป็นเชลยของอารมณ์ จะต้องเป็นนายของอารมณ์ ต้องสามารถควบคุมอารมณ์ให้ได้ อย่ายอมให้อารมณ์ควบคุมเรา

        อาหารที่ดีที่สุดในโลกคือมันเทศ


        ขอให้ท่านจำเอาไว้ว่า การกินอาหารที่มาจากพืชให้ได้ ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ อาหารที่มาจากสัตว์เพียง ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์ก็พอแล้ว

        ทุกวันนี้คนเจ็บป่วยเป็นโรคต่าง ๆ กันมากขึ้น เราจึงต้องกินผัก กินผลไม้ให้มาก โดยเฉพาะเด็ก ๆ สมัยนี้ หลายคนไม่กินผัก ไม่กินผลไม้ ขอให้จำไว้ว่าในแต่ละวันต้องกินผลไม้ให้ได้ ๔ อย่าง กินผักให้ได้ ๓-๕ อย่าง จะช่วยป้องกันมะเร็ง รักษาหัวใจ นี่คือยุทธศาสตร์ด้านโภชนาการของศตวรรษที่ ๒๑

        มันเทศเป็นอาหารที่มีคุณค่ามาก ประเทศญี่ปุ่นเคยเป็นประเทศที่คนเป็นมะเร็งมากที่สุดในโลก เพื่อที่จะลดการป่วยเป็นมะเร็ง คนญี่ปุ่นจึงแสวงหาวิธีการต่าง ๆ นานามากมาย ผิดพลาดล้มเหลวมามาก จนในที่สุดก็ค้นพบวิธีที่ได้ผล พวกเขาทำการคัดเลือกพืชผักต่าง ๆ ออกมาเป็น ๒๐ ชนิดที่สามารถต้านมะเร็งได้ และอันดับหนึ่งก็คือมันเทศ *

        สารอาหารมากไปก็เป็นพิษ


        การกินอาหารในแต่ละวันควรจำไว้ว่า

  • กินผักทุกวัน อย่างน้อยวันละ ๔๐๐-๕๐๐ กรัม
  • กินผลไม้วันละ ๒ ชนิด
  • กินน้ำมันวันละ ๓ ช้อน หรือไม่เกิน ๒๕ กรัม
  • กินข้าววันละ ๒๐๐ กรัมหรือหมั่นโถววันละ ๔ ลูก
  • และกินโปรตีนจากพืชให้เพียงพอต่อร่างกาย 
  • ดื่มน้ำวันละ ๘ แก้ว เพราะน้ำคือชีวิต คนสมัยนี้กินน้ำไม่ค่อยเป็น คือจะดื่มน้ำเมื่อกระหายเท่านั้น จริง ๆ แล้วเราต้องดื่มน้ำบ่อย ๆ เมื่อมีเวลาว่าง 

        เปลี่ยนจากน้ำเป็นน้ำชาแทนได้มั้ย? ไม่ได้ ทั้งชา กาแฟ เบียร์ ไม่สามารถแทนที่น้ำได้ ถ้าจะดื่มชาให้ดื่มชาอ่อน ๆ อย่าดื่มชาเข้ม จำเอาไว้ว่าน้ำคือชีวิตของคน

        เมาหนึ่งครั้งก็เท่ากับเป็นตับอักเสบหนึ่งหน


        หนึ่งในพฤติกรรมที่ทำลายสุขภาพอย่างมากก็คือ การดื่มสุรา การดื่มเหล้าจนเมามายหนึ่งครั้ง เท่ากับทำให้ตับอักเสบหนึ่งหน จำไว้ว่า กินเหล้าไม่ได้ทำร้ายเฉพาะตับเท่านั้น คนกินเหล้ามาก ๆ ทำให้ความจำแย่ลง การรับรู้ต่าง ๆ ของประสาทจะเสื่อมลงด้วย เพราะเซลล์ในสมองจำนวนมากจะตายเพราะการกินเหล้า 



ที่มา https://view.inews.qq.com/a/20170721A00JMF00


หมายเหตุ การชี้ขาดว่าอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งให้ผลดีที่สุดในเรื่องใดเรื่องหนึ่งนั้น ผู้อ่านควรพิจารณาและตรวจสอบเองด้วยความรอบคอบก่อนจะปักใจเชื่อ ทั้งนี้เพราะผลการทดสอบหรือวิจัยในขอบเขตหนึ่งไม่จำเป็นต้องได้ผลอย่างเดียวกันในขอบเขตหรือพื้นที่อื่น ๆ ด้วย นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีกมากที่ทำให้เราพึงสังวรในการนำผลลัพธ์จากการวิจัยในที่หนึ่งมาใช้กับอีกที่หนึ่งด้วย เช่น ยุคสมัย ลักษณะทางพันธุกรรมของกลุ่มชนที่เป็นผู้รับการทดสอบ สภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมในเขตที่ทำการวิจัย ดังนั้น เราจึงควรเรียนรู้ข้อมูลแล้วตรวจสอบหรือทดสอบด้วยตัวเองภายใต้เงื่อนไขจริงของเราเองดีที่สุด

10 ส.ค. 2560

เหตุใดผมจึงเป็นมังสวิรัติ WUN Kam Hoi



        มิสเตอร์เวิน (WUN Kam Hoi) อดีตหัวหน้าภาคพื้นแปซิฟิคของบริษัทเอทีแอนด์ทีได้มาเยี่ยมบริษัทของเราในวันนี้ ปัจจุบันเขาเป็นประธานบริษัทสิ่งพิมพ์แห่งหนึ่งในฮ่องกงที่มีทรัพย์สินหลายร้อยล้าน เป็นชายวัยกลางคนที่มีใบหน้าฉายแววเมตตา

        อาหารมื้อกลางวันนี้ผมเป็นเจ้าภาพ เขาเป็นแขก เศรษฐีพันล้านจะกินอะไรนะ? ผมรู้สึกมืดไปเจ็ดแปดด้าน ที่เมืองจูไห่ของเรานี่แม้จะมีอาหารทะเลและของป่ามากมาย แต่ถ้าโจทย์คือจะเสิร์ฟอาหารอะไรให้คนอย่างประธานเวินพอใจ ควรจะเสิร์ฟอะไรดีนะ?

        ใครจะคิด ประธานเวินจะกระซิบบอกเราเบา ๆ ว่า "ถ้าคุณสะดวกนะ ผมขอกินมังสวิรัติ" ดังนั้น พวกเราจึงไปรับประทานอาหารกลางวันกันที่ภัตตาคารอาหารฝรั่งที่อยู่ข้างโรงแรม

        มีผู้ร่วมโต๊ะอาหารทั้งหมด ๔ คน เราสั่งอาหารชุด ๔ ชุด ของพวกเรา ๓ ชุดมีทั้งผักและเนื้อสัตว์ ส่วนของประธานเวินเป็นมังสวิรัติล้วน ๆ

        ในระหว่างรับประทานอาหาร ผมขอให้ประธานเวินแนะนำข้อดีของการกินมังสวิรัติให้ฟัง ท่านจึงได้อธิบายเหตุและผลของการกินมังสวิรัติให้ฟังพอประมาณ ผมฟังแล้วก็ต้องยอมรับนับถือจริง ๆ

        หลักการง่าย ๆ


        เมื่อคุณได้เข้าใจจริง ๆ ว่าเนื้อสัตว์นั้นไม่สะอาดและเป็นซากศพที่สามารถแพร่เชื้อโรคได้ คุณจะยังกลืนกินมันลงไปได้อย่างหน้าตาเฉยอีกหรือไม่?

        พอพูดถึงการกินมังสวิรัติ ผมก็จะถูกหลาย ๆ คนถามถึง "การปฏิบัติธรรม" และทำให้เรื่องมันเฉไฉออกไปไกล จนไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี นึกถึงเรื่องนี้ทีไรผมก็มักจะคิดถึงบทสนทนาอันหนึ่งตอนไปประชุมที่ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการคุยกันอย่างง่าย ๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน มันง่ายกว่าการพูดถึงการปฏิบัติธรรมมาก วันนั้นพวกเขาเพิ่งรู้ว่าผมเป็นมังสวิรัติ

        "คุณจะไม่กินอะไรเลยหรือ?" (ทุกคนต่างเชิญชวนกันกินอาหาร และมีคนหนึ่งที่เอ่ยปากถามออกมาอย่างเกรงอกเกรงใจ)

        "เมื่อกี้นี้ผมกินแอปเปิ้ลไปแล้วลูกนึง" (ผมตอบอย่างสุภาพ)

        "เขาเป็นมังสวิรัติ" เพื่อนร่วมงานของผมโยนระเบิดเข้ากลางวง การสนทนาเรื่องดินฟ้าอากาศอย่างมีมารยาทดูไม่น่าสนใจไปเลยพอมีเรื่องนี้เข้ามา ทุกคนหันมามองผมเหมือนเห็นม้าลายตัวหนึ่งโผล่ขึ้นมากลางโต๊ะ 

        "คุณนับถือศาสนาอะไรหรือเปล่า?" (ทำไมต้องถามคำถามแบบนี้กันทุกทีเลยนะ)

        "ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ก็แค่วิถีชีวิตมันต่างออกไปนิดหน่อยเท่านั้น หลักการของผมนั้นง่ายนิดเดียว คือพยายามไม่ทำร้ายคนอื่น"

        "แต่สัตว์ไม่ใช่คนนะ"

        "เราโตมาด้วยการกินนมวัว พวกมันต้องถูกใช้แรงงานอย่างหนักในการเพาะปลูกพืชผักให้พวกเรากิน เมื่อมันร่ำร้องวอนขอเราว่าอย่าได้ฆ่ามันหรือลูกของมันเลย เราจะยังลงมือสังหารมันได้หรือ? เราจะทำได้ลงคอเชียวหรือ? ---

        "ตอนเป็นเด็กเราคงเคยเล่นเกมนกอินทรีย์จับลูกเจี๊ยบกิน เราน่าจะเข้าใจได้ว่าแม่ไก่มันไม่อยากให้ลูก ๆ ของมันถูกทำร้าย พวกสัตว์มันสู้เราไม่ได้หรอก แต่เราคงไม่คิดจะใช้อำนาจบาตรใหญ่ของเราไปรังแกคนอื่นหรอกนะ"

        "ถ้าอย่างนั้นคุณคงไม่ชอบที่พวกเรากินเนื้อกัน"

        "ผมจะไม่เอามีดไปจ่อคอหอยคุณอย่างนั้นหรอก เรื่องนี้ก็เป็นหลักการง่าย ๆ อย่างหนึ่งเหมือนกัน ถ้าคุณชอบกินแอปเปิ้ลแต่ผมบังคับให้คุณกินสาลี่ มันก็เป็นความรุนแรงอย่างหนึ่ง ---

        "คุณมีความสุขในแบบของคุณ ผมมีความสุขในแบบของผม โลกก็มีสันติสุข เพียงแต่คุณต้องเข้าใจว่าตัวคุณเองกำลังทำอะไรอยู่ ผลของมันคืออะไร และยอมรับผลนั้นได้ คุณก็มีสิทธิ์เลือกชีวิตแบบที่คุณต้องการ ไม่จำเป็นต้องทำเหมือนกับผม"

        "แต่ว่าคุณไม่ทำร้ายคนอื่น คนอื่นก็ยังทำร้ายคุณอยู่ดี"

        "คุณคงจะไม่ไปขโมยจักรยานคนอื่นเพียงเพราะว่ามีคนอื่นมาขโมยจักรยานของคุณไปหรอกนะ"

        "ที่เขาเลี้ยงไก่กันมากมายไม่ใช่เลี้ยงไว้ให้คนกินหรอกหรือ?"

        "ในช่วงสงครามระหว่างฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้ (ของอเมริกา) มีคนบอกว่าคนผิวดำเป็นทาสโดยกำเนิด ลูกของเขา และลูกของลูกของเขาก็เป็นทาสโดยกำเนิด"

        "ผมนับถือคุณจริง ๆ มีอาหารอร่อย ๆ อยู่ตรงหน้ามากมายคุณยังอดใจไว้ได้"

        "ผมไม่ได้ทรมานตัวเองเลย อาหารพวกนั้นไม่ดูน่ากินสำหรับผม ผมไม่จำเป็นต้องอดใจอะไรเลย เมื่อกี้ผมกินแอปเปิ้ลมาแล้วหนึ่งลูก มันทั้งหวานทั้งฉ่ำ นอกจากนี้ ทุกคนก็ยังแสดงความเป็นห่วงว่าผมจะกินอิ่มหรือไม่ ได้สารอาหารพอหรือไม่ แค่นี้ความดีเล็กน้อยที่ผมทำก็ได้รับผลตอบแทนแล้วมากมาย โลกนี้ยุติธรรมจริง ๆ "

        "คุณน่าจะนับถือศาสนาอะไรสักอย่าง"

        "เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับศาสนาเลย เป็นแค่หลักการง่าย ๆ บางอย่างเท่านั้น ผมไม่สามารถสอนลูกของผมว่าสัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนของมนุษย์ได้ทั้ง ๆ ที่ปากยังกัดกินน่องไก่อยู่ การทำอย่างนั้นนอกจากจะไม่สามารถสอนความมีเมตตากรุณาได้แล้ว ยังเป็นการสอนให้เขาโกหกอีกต่างหาก เพราะปากกับใจเราไม่ตรงกัน มีหลายเรื่องที่เราเรียนกันมาแล้วตั้งแต่ชั้นอนุบาล เช่น ทุกคนบนโลกเป็นเพื่อนกัน พูดโกหกเป็นเด็กไม่ดี เรื่องของตัวเองต้องทำด้วยตัวเอง ต้องมีมารยาท รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น ตั้งใจเล่าเรียน มีความขยันหมั่นเพียร รักความสะอาด ฯลฯ เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องหลักการง่าย ๆ พื้น ๆ แต่ต้องเอาไปทำอย่างจริงจัง ไม่ใช่ว่าพอโตขึ้นแล้วยังทำตัวเป็นเด็ก ๆ อยู่"



        เรื่องมันผ่านมานานแล้ว มีอีกหลายเรื่องที่ผมก็จำไม่ได้แล้ว แต่ก็ไม่ออกนอกหัวข้อของการนำหลักการง่าย ๆ เหล่านี้มาใช้ในชีวิตและการทำงาน หลักการง่าย ๆ ที่ถูกนำมารื้อฟื้นนี้ได้กลายเป็นหัวข้อสนทนาต่อเนื่องมาถึงช่วงบ่าย และอาจจะขยายต่อไปสู่ชีวิตของพวกเขาบางคนด้วยก็ได้ มีคนจำนวนมากที่ทำไม่ได้แม้แต่เรื่องที่เด็ก ๆ ทำได้ ไม่เข้าใจเรื่องที่แม้แต่เด็ก ๆ ก็เข้าใจ แต่กลับพูดถึงแต่ปรัชญาหรือธรรมะยาก ๆ เรื่องซับซ้อนแบบนั้นปล่อยให้ "นักปฏิบัติธรรมรุ่นใหญ่" เขาพูดกันไปเถอะ ขอให้เรามีชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย ทำงานให้มาก พูดให้น้อย นี่ก็เป็นหลักการง่าย ๆ อย่างหนึ่งเหมือนกัน

        ผมมาเป็นนักมังสวิรัติได้อย่างไร


        ในช่วงที่ผมค่อย ๆ เริ่มลดการกินเนื้อสัตว์และกินมังสวิรัตินั้น ผมไม่เคยทำอะไรที่เรียกว่าเป็นการ "ยอมอด" เลย ผมไม่เคยบังคับตัวเองให้เลิกกินอาหารชนิดใดเลย ถึงแม้ผมจะเชื่อว่าคนเราต้องใส่ใจดูแลสุขภาพด้วยตนเอง เป็นความเชื่อส่วนตัว แต่การเลิกกินเนื้อสัตว์ของผมไม่ได้เกี่ยวข้องกับความเชื่อถือนี้เลยแม้แต่น้อย

        ผมไม่กินเนื้อสัตว์ทุกชนิดและไม่กินยาเม็ดวิตามิน ก็ยังมีสุขภาพแข็งแรงดีมาได้ครึ่งค่อนชีวิต ผมไปเที่ยวอเมริกาหลายครั้ง ได้กินอาหารในร้านอาหารหรือบ้านคนอื่นบ่อย ๆ แม้บนโต๊ะอาหารจะมีเนื้อสัตว์อยู่ด้วย แต่ก็ไม่มีผลต่อการกินและอารมณ์ความรู้สึกของผมเลย ในระหว่างการเลิกกินเนื้อสัตว์มาเป็นมังสวิรัติ ยังไม่เคยมีครั้งไหนที่ทำความลำบากทรมานให้ผมเลย ไม่เคยมีความรู้สึกถูกบีบบังคับเลย

        ในระหว่างการเดินทางครั้งหนึ่ง มีอยู่วันหนึ่งขณะกำลังกินตับย่างอยู่ กินไปได้สองสามคำก็รู้สึกว่ารสชาติมันแปลก ๆ จึงใช้มีดผ่าดู ทำให้ผมตกใจอย่างมาก มันมีตุ่มหนองในเนื้อตับที่เป็นรังของหนอนอยู่ในนั้น แม้ว่าจะสุกแล้วก็ตาม นับแต่นั้นมา แค่เห็นตับผมก็รู้สึกหมดความอยากอาหารทันที

        เดิมทีผมชอบกินสเต็กเนื้อบดมาก คือเนื้อที่บดด้วยเครื่องบดจนละเอียด ตอนนั้นผมได้ยินมาว่าพ่อค้าเนื้อมักจะใส่ของบดคุณภาพต่ำอย่างอื่นปนเข้าไปกับเนื้อด้วย ผมจึงต้องเลือกชิ้นเนื้อสวย ๆ ด้วยตัวเองทุกครั้ง แล้วสั่งให้คนขายบดให้ดูต่อหน้า รู้สึกว่าตัวเองฉลาดมากแล้วที่ทำอย่างนั้น

        มีอยู่วันหนึ่ง ผมจึงได้รู้ว่าจริง ๆ แล้วผมไม่ฉลาดเอาซะเลย ผมกำลังรอคิวต่อท้ายชายคนหนึ่งในแถว รอคนขายบดเนื้อหมูให้เขาอยู่ ด้วยเครื่องบดเนื้อเครื่องเดียวกัน ไม่มีการฆ่าเชื้อ ไม่ทำความสะอาด ข้างในเครื่องบดนั้นเป็นอย่างไรผมก็พอจะนึกออกได้ไม่ยาก ตอนนั้นเองผมถึงเข้าใจว่าคนข้างหน้าได้เหลือเนื้อหมูของเขาให้ผมครึ่งปอนด์ และเนื้อครึ่งปอนด์ของผมที่ผสมกับเนื้อของคนก่อนหน้าก็จะเหลือไว้ให้กับลูกค้าคนต่อไปอีก นับแต่นั้นมา สเต็กเนื้อบดก็ไม่เคยเป็นของน่ากินสำหรับผมอีกเลย

        แม้ว่าผมจะไม่กินสเต็กเนื้อบดแล้ว แต่ผมก็ยังชอบกินเนื้อวัวอยู่ จนมีเหตุการณ์หนึ่งที่สั่นสะเทือนผมอย่างมาก ทำให้ผมตัดขาดจากเนื้อวัวอย่างเด็ดขาด

        เรื่องมีอยู่ว่า เพื่อนบ้านของผมได้เลือกซื้อแม่วัวที่สุดยอดจากคอกวัวไว้ตัวหนึ่ง เอาไว้เป็นวัวให้นมสำหรับเขากินดื่มเอง วันหนึ่ง มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขมาทำการตรวจสอบแล้วบอกว่าวันตัวนั้นเป็นวัณโรค สั่งให้เอาไปฆ่าทิ้งเสีย เพื่อนบ้านผมไม่เชื่อ ทำเป็นไม่สนใจคำสั่ง ต่อมา เจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งมาตรวจสอบอีก ผลออกมาก็เหมือนเดิม

        เพื่อนบ้านผมก็ยังคงไม่ยอมเชื่อ เขาแอบส่งวัวตัวนั้นไปที่โรงฆ่าสัตว์ที่ค่อนข้างใหญ่แห่งหนึ่ง ได้รับอนุญาตให้ฆ่าได้ และเห็นการเชือดด้วยตาตัวเอง จึงได้เห็นปอดข้างหนึ่งที่เป็นโรคและเน่าเสียอยู่ในนั้น

        พอกลับมาถึงบ้าน เขารู้สึกเศร้าใจมาก เขาได้เงินจากวัวตัวนั้นไม่น้อยเลย มากกว่าค่าปุ๋ยในปริมาณที่เท่ากันเสียอีก แต่ทว่า เขายังคิดอยู่เสมอว่า ส่วนอื่น ๆ ของวัวตัวนั้นจะมีเชื้อโรคอยู่บ้างหรือเปล่า? มันยังกินได้อยู่หรือเปล่า?

        ไม่นานหลังจากนั้น ครูประจำชั้นของผมได้พาไปเที่ยวทัศนศึกษาและได้แวะที่โรงฆ่าสัตว์แห่งนี้ด้วย เราได้เห็นร่างของสัตว์ต่าง ๆ ที่ถูกแขวนและลำเลียงไปตามสายพาน ผมจึงได้ถามเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเนื้อคนหนึ่งตรงนั้นว่า "ขอถามหน่อยนะครับ ถ้ามีวัวตัวนึงเป็นวัณโรค แล้วปอดข้างนึงของมันเน่าเสียแล้ว พวกคุณจะทำยังไงกับมันครับ?"

        "ฉันก็อยากถามเธอเหมือนกัน ถ้าแอปเปิ้ลของเธอเป็นรูโบ๋อยู่ เธอจะทำอย่างไร? เธอก็คงจะตัดรูโบ๋ตรงนั้นทิ้ง แล้วก็กินที่เหลือต่อไปใช่มั้ยล่ะ? พวกเราก็ทำอย่างเดียวกันนั่นแหละ" ...ผมสังเกตเห็นพวกนักเรียนด้วยกันทำหน้าตกใจอึ้งกันไปหลายคน ผมเคยเล่าเรื่องวัวป่วยตัวนั้นให้เพื่อนฟังมาก่อนแล้ว พอออกมาจากโรงฆ่าสัตว์ผมก็ถามพวกเพื่อน ๆ ว่า ตัดเนื้อแอปเปิ้ลทิ้งกับตัดเนื้อวัวทิ้งมันเหมือนกันมั้ย

        "ไม่เหมือนสิ บ้าหรือเปล่า!" ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกัน พวกเขาบอกว่า "เลือดจากปอดที่เสียแล้วจะไหลไปทั่วร่างกาย" ผมจึงได้ชี้ให้พวกเขาเห็นความแตกต่างอีกข้อนึงด้วย คือเชื้อโรคในตัวสัตว์สามารถมีชีวิตอยู่ในร่างกายคนได้ด้วย แต่เชื้อโรคในแอปเปิ้ลจะมีชีวิตอยู่ได้เฉพาะในผลไม้เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น มันยังไม่มีการไหลเวียนเหมือนเลือดด้วย ต่อให้กินแอปเปิ้ลที่มีรูโบ๋เข้าไปเลยก็ไม่ทำให้เราเจ็บป่วยหรอก

        พอเห็นอย่างนี้แล้ว อาหารเนื้อสัตว์ที่ผมเคยรังเกียจ ยิ่งทำให้ผมรู้สึกรังเกียจมากขึ้นไปอีก

        ในโรงเลี้ยงไก่ พวกไก่ที่เงื่องหงอยคอตก ก้นเปียกชื้น เป็นไก่ด้อยคุณภาพ ก็ล้วนถูกฆ่าและส่งเข้าตลาดเนื้อสดและตลาดเนื้อแปรรูปทั้งนั้น

        เมื่อก่อนผมเคยชอบกินไก่ แต่พอได้เข้าไปเยี่ยมชมโรงงานเลี้ยงไก่ใกล้บ้านแห่งหนึ่งแล้ว ก็ไม่มีความอยากกินไก่อีกเลย ผมเห็นคนเลี้ยงจะเดินตรวจตราห้องเลี้ยงทุกวัน เลือกเอาไก่ที่ป่วยและออกไข่น้อยออกมา ส่งไปขายในตลาด ไก่พวกนั้นจะเป็นพวกคอพับคอตก ก้นเปียกชื้น พวกมันถูกส่งเข้าโรงงานแปรรูป และที่น่าตกใจก็คือ อย่างน้อยก็ในเวลานั้น แทบไม่มีการตรวจสอบอะไรเลย ...ตอนนั้นกระเพาะอาหารมันเหมือนจะพูดกับผมเลยทีเดียวว่า อย่าได้เอาซากไก่ตายเหล่านั้นเข้ามาในหนังหุ้มของฉันอีกเลย


เขียนโดย 佚名
ที่มา http://foxue.qq.com/a/20170717/043271.htm

29 ก.ค. 2560

สูตรลดความอ้วนของพระพุทธเจ้า

ภาพจาก stuffgodhates.wordpress.com


        ในพระสูตร Dharmapadavadana มีเรื่องเล่าสั้น ๆ อยู่เรื่องหนึ่งความว่า พระเจ้าปเสนทิโกศลผู้ซึ่งมีร่างอ้วนจนกลัดกลุ้ม ด้วยการเสพสุขารมณ์ต่าง ๆ ทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น เสวยอาหารรสเลิศทุกวัน แม้นั้นก็ยังรู้สึกไม่พอแก่ใจ หลังจากเสวยจนอิ่มหนำและร่ำสุราจนเมามายแล้วก็ล้มนอนอย่างอ่อนเปลี้ย นอนจนพอแล้วตื่นขึ้นมาก็ร่ำไรอยู่กับการบันเทิงร้องรำ เรื่องงานราชกิจต่าง ๆ ก็มอบหมายให้เสนาอำมาตย์ดำเนินการแทนทั้งหมด การใช้ชีวิตสำมะเลเทเมาเช่นนี้ ภายในเวลาไม่กี่ปีก็ทำให้พระองค์มีพระวรกายอ้วนเหมือนกระบือใหญ่ตัวหนึ่ง หายใจหอบสั้น เวลานอนไม่สามารถพลิกตัวได้ ยืนหรือเดินเพียงไม่กี่ก้าวก็รู้สึกหนักเนื้อหนักตัวอ่อนเพลีย ได้รับความลำบากอย่างมาก

        แต่พระเจ้าปเสนทิโกศลมีความเคารพในความรอบรู้ของพระพุทธเจ้า วันหนึ่งจึงออกจากวังไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เล่าความทุกข์ต่าง ๆ นานาจากการมีร่างอ้วนของตนให้พระตถาคตฟัง เพื่อขอให้ชี้แนะวิธีลดความอ้วน

        พระพุทธเจ้าตอบว่า "มนุษย์มีเหตุ ๕ ประการทำให้อ้วน ได้แก่ ๑. เห็นแก่กิน ๒. เห็นแก่นอน ๓. เห็นแก่การเสพโลกียสุข ๔. ไม่มีความตรึกตรอง ๕. มีเวลาว่างมากเกินไป

        มีเพียง ๕ ข้อนี้ก็จะทำให้คนอ้วนอย่างแน่นอน หากต้องการลดความอ้วน จะต้องลดอาหาร ลดการนอน ลดการเสพโลกียสุข ใช้ความคิดใคร่ครวญปัญหาต่าง ๆ ให้มาก ขยันการงานให้มาก จึงจะแก้ไขปัญหาตัวหนักตัวอ้วนได้

        พระเจ้าปเสนทิโกศลกลับไปทำตามที่พระพุทธเจ้าแนะนำ หันมาเสวยอาหารพืชผักรสอ่อน ลดเวลานอน ละเลิกการเสพสุขในรูปรสกลิ่นเสียง ทำงานราชกิจต่าง ๆ ด้วยตนเอง เข้าออกพระราชวังด้วยการดำเนิน ไม่ใช้รถม้า จนพระวรกายค่อย ๆ ผอมลง อารมณ์ก็แจ่มใสเบิกบานขึ้นด้วย วันหนึ่งพระองค์กับผู้ติดตามไม่กี่คนได้เดินออกจากวังไปถึงที่ประทับของพระพุทธเจ้าในชนบท รายงานต่อพระตถาคตอย่างดีใจว่า "เราได้ปฏิบัติตามคำแนะนำของพระองค์แล้ว สามารถลดความอ้วนได้จริง ๆ บัดนี้ร่างกายของเราคล่องแคล่วได้ดังใจ อารมณ์ก็ยินดีเบิกบานขึ้นมากด้วย"

        "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ท่านได้รักษาโรคทางกายของเราให้หายดีแล้ว บัดนี้เรามาพบท่านอีกครั้ง เพื่อขอร้องให้พระองค์ช่วยสอนวิธีอบรมจิตให้บรรลุสัจธรรมด้วยเถิด"

        พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า "ปุถุชนบำรุงตนแต่กายภายนอก แต่วิญญูชนมุ่งพัฒนาจิตวิญญาณ ผู้ใดก็ตามที่เอาแต่ความพึงใจในการเสพรสทางปาก เท่ากับกำลังขุดหลุมฝังศพตนเองอยู่ หากได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งสัมมาทิฏฐิแล้ว ไม่เพียงแต่จะคลายจากทุกข์ได้ จะยังผลให้มีอายุขัยยืนยาวขึ้นด้วย"

        พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้มาโปรดสัตว์โลกโดยแท้ ทรงเป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง พระองค์ได้ชี้แนะพระเจ้าปเสนทิโกศลจนรักษาโรคอ้วนได้สำเร็จ มีพระวจนะสมเหตุสมผลในการบำรุงสุขภาพร่างกายและจิตใจ เป็นดั่งโอสถทิพย์ที่ให้ผลอย่างวิเศษแก่มนุษย์ทั้งหลายในยุคนี้ ที่เจ็บป่วยจากการบำรุงบำเรอที่มากเกินควรแต่ขาดแคลนอ่อนแอทางด้านปัญญาและจิตวิญญาณ

เขียนโดย 悟达
ที่มา http://rufodao.qq.com/a/20151115/028817.htm

28 ก.ค. 2560

Li Qingyun นักมังสวิรัติที่อายุยืนที่สุดในโลก



        หนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์รายงานว่า นักมังสวิรัติที่อายุยืนที่สุดในโลก คือ หลี่ชิงอวิ๋น (李清云 Li Qingyun ค.ศ. ๑๖๗๗-๑๙๓๓) เขามีชีวิตอยู่บนโลกนานถึง ๒๕๖ ปี เป็นนักวิชาการด้านการแพทย์แผนจีนในช่วงปลายยุคราชวงศ์ชิงถึงต้นยุคสาธารณรัฐจีน เป็นผู้มีอายุยืนยาวที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก

        ทุกวันนี้เรามักจะเห็นข่าวในทีวีว่ามีคนอายุยืน ๑๒๐ ปีบ้าง ๑๖๐ ปีบ้าง นั่นยังไม่น่าตื่นเต้นเท่าไร เพราะหลี่ชิงอวิ๋นมีชีวิตอยู่ถึง ๒๕๖ ปี และเขาเป็นนักมังสวิรัติด้วย ตอนที่เขามีอายุ ๑๐๐ ปี (ค.ศ. ๑๗๗๗) ประสบความสำเร็จอย่างมากด้านการแพทย์และเวชกรรมแผนจีน และได้รับรางวัลด้านนี้จากทางการด้วย และตอนที่เขามีอายุ ๒๐๐ ปี ยังคงไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยอยู่เสมอ ในช่วงนี้เองเขาได้ตอบรับการขอเข้าพบของนักวิชาการจากชาติตะวันตกหลายครั้ง เขาได้ให้ความเห็นถึงสาเหตุที่ทำให้ตัวเขามีอายุยืนและแข็งแรงไว้สามประการ คือ ๑. กินมังสวิรัติ ๒. จิตใจสงบและเบิกบาน ๓. กินน้ำต้มเมล็ดเก๋ากี้แทนน้ำชาอยู่เสมอ

        เรื่องราวชีวิต


        ตามประวัติที่รับรู้กันเป็นส่วนใหญ่กล่าวว่า หลี่ชิงอวิ๋นเกิดเมื่อปี ค.ศ. ๑๖๗๗ ที่ตำบลฉีเจียง (綦江) มณฑลเสฉวน และเล่ากันว่าเขาได้ใช้เวลาทั้งชีวิตในการเก็บรวบรวมสมุนไพรจีนและเรียนรู้เคล็ดลับการมีอายุยืน ในปี ค.ศ. ๑๗๔๙ หลี่ชิงอวิ๋นซึ่งมีอายุได้ ๗๒ ปีได้สมัครเข้าเป็นทหาร และได้เป็นครูฝึกวิชาการต่อสู้และเป็นที่ปรึกษาด้านยุทธวิธีการรบด้วย

        ในปี ค.ศ. ๑๙๒๗ เขาได้รับเชิญจากนายพลหยางเซินให้ไปพบที่บ้านที่ตำบลว่านเซี่ยน (万县) นายพลหยางเซินรู้สึกประทับใจในความเป็นผู้สูงอายุที่แข็งแรงและความเก่งกาจในการเก็บสมุนไพรของผู้เฒ่าหลี่เป็นอย่างยิ่ง ภาพถ่ายอันโด่งดังของเขาก็ถ่ายจากที่นี่แหละ หลังจากนั้นไม่นานผู้เฒ่าหลี่ก็ลาจากโลกไป บางคนเล่าว่าเขาตายจากไปด้วยความชราตามธรรมชาติ แต่มีบางคนเล่าว่า เขาเคยบอกกับเพื่อนไว้ว่า "เมื่อข้าได้ทำเรื่องที่ต้องทำหมดแล้ว ข้าก็จะกลับบ้านทันที (หมายถึงการตาย)"

        ในปี ค.ศ. ๑๙๓๓ หลังจากเขาเสียชีวิต นายพลหยางเซินได้ส่งคนไปตรวจสอบภูมิหลังและอายุที่แท้จริงของเขา และได้ทำเป็นรายงานออกมาฉบับหนึ่งมีชื่อว่า "บันทึกเรื่องจริงของผู้สูงอายุที่มีอายุยืน ๒๕๐ ปี" ในรายงานฉบับนี้ นายพลหยางเซินได้บรรยายลักษณะของเขาไว้ดังนี้ "หลี่ชิงอวิ๋นมีสายตาที่ดีมาก การเดินเหินมั่นคงแข็งแรง สูงเจ็ดฟุตจีน ไว้เล็บยาวมาก และมีผิวพรรณสดใส" ในปีเดียวกันนั้น ชาวมณฑลเสฉวนบางคนที่ถูกสัมภาษณ์บอกว่าพวกเขารู้จักหลี่ชิงอวิ๋นมาตั้งแต่พวกเขายังเป็นเด็กแล้ว จนถึงวันที่พวกเขาเป็นผู้เฒ่าแล้วนี้หลี่ชิงอวิ๋นยังดูไม่แก่และไม่เปลี่ยนไปเท่าไหร่เลย มีบางคนบอกว่าหลี่ชิงอวิ๋นเคยเป็นเพื่อนกับปู่ของเขาด้วย

        หนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์ระบุว่า ในปี ค.ศ. ๑๙๓๐ ศาสตราจารย์หูจงเชียน (胡忠谦) แห่งมหาวิทยาลัยเฉิงตูอ้างว่าได้พบหลักฐานเกี่ยวกับปีเกิดของเขาแล้ว โดยชี้ว่าเขาน่าจะเกิดในปี ค.ศ. ๑๖๗๗ เพราะในปี ค.ศ. ๑๘๒๗ รัฐบาลสมัยราชวงศ์ชิงได้จัดงานฉลองอายุครบ ๑๕๐ ปีให้แก่เขาด้วย นอกจากนี้ นิตยสารไทม์ได้บรรยายว่า เล็บที่นิ้วมือขวาของเขามีความยาวถึง ๖ นิ้ว (ประมาณ ๑๕.๒๓ เซ็นติเมตร)

        หลี่ชิงอวิ๋นอุทิศชีวิตทั้งชีวิตให้กับการศึกษาสมุนไพรและเคล็ดลับการมีอายุยืน เขาเคยเดินทางไปทั่วทั้งในและต่างประเทศ มีทั้งมณฑลกานซู ส่านซี ธิเบต ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน รวมไปถึงเวียดนามและไทยด้วย เขาได้เก็บรวบรวมโสม เห็ดหลิงจือ และสมุนไพรต่าง ๆ มากมาย และขายสมุนไพรเหล่านั้นเป็นอาชีพ สมุนไพรที่ขายมีทั้งที่เขาเก็บมาเองและที่ผู้อื่นเก็บมาส่งขายให้เขาด้วย

        เคล็ดลับการมีอายุยืน


        เขาคิดว่าการที่ตัวเขามีอายุยืนยาวเกิดจากเหตุปัจจัย ๓ ข้อ ได้แก่

        ๑. กินอาหารมังสวิรัติอย่างต่อเนื่อง
        ๒. ทำใจให้สงบและเบิกบานอยู่เสมอ
        ๓. ดื่มน้ำที่ชงจากใบบัว เมล็ดชุมเห็ดจีน (决明子) หล่อฮั่งก้วย (罗汉果) เก๋ากี้ (枸杞) แทนน้ำชาเป็นประจำ

        "รักษาเส้นทางระบายพิษของร่างกายให้โปร่งโล่งอยู่เสมอ ได้แก่ ทางเลือด ทางปัสสาวะ และทางอุจจาระ" นี่ก็เป็นเคล็ดลับการมีอายุยืนที่หลี่ชิงอวิ๋นเหลือทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังเช่นกัน เขาเชื่อว่าการทำจิตใจให้สุขสงบและเปิดทางระบายพิษของร่างกายทั้งสามทางให้โล่งอยู่เสมอเป็นเคล็ดลับที่จำเป็นสำหรับการมีอายุยืนยาว อาหารหลักของเขาคือข้าวกับเหล้าองุ่นเล็กน้อย

        การดื่มชาสมุนไพรเพื่อสุขภาพได้มีบันทึกไว้ในตำรายาแผนจีนมานานแล้ว มีบันทึกว่าเมล็ดชุมเห็ดจีนมีสรรพคุณลดไขมันในเลือด ช่วยให้ดวงตาสดใสขึ้น ใบบัวมีสรรพคุณลดการอักเสบ ขับปัสสาวะ หล่อฮั่งก้วยมีสรรพคุณช่วยให้ถ่ายง่ายขึ้น ชำระล้างลำคอและปอดให้สะอาดขึ้น

        วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๓๓ นิตยสารไทม์มีบทความเรื่องหนึ่งชื่อว่า "เต่า นกพิราบ สุนัข" (Tortoise-Pigeon-Dog) ได้เขียนถึงเรื่องราวและประวัติของหลี่ชิงอวิ๋นว่า เขาได้ให้เคล็ดลับในการมีอายุยืนเอาไว้ว่า "รักษาจิตใจให้สงบ นั่งให้เหมือนเต่า เดินให้เหมือนนกพิราบ และนอนให้เหมือนสุนัข"

        ปี ค.ศ. ๑๙๒๘ หลี่ชิงอวิ๋นได้เขียนหนังสือไว้เล่มหนึ่งชื่อว่า "เคล็ดลับการมีอายุยืนและไม่แก่" เขาไม่ได้บอกไว้ในหนังสือว่าเขามีอายุเท่าไร แต่ได้บรรยายปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตัวเองมีอายุยืนว่าอยู่ที่การออกกำลังกายแบบชี่กง หลี่ชิงหยุนได้เสนอเคล็ดวิชาการออกกำลังขายของเขาคือ "อ่อนแข็งประสานกัน หยินหยางสอดคล้องสมดุล" และเขาเชื่อว่าการที่ตัวเขาแข็งแรงมีอายุยืนมาจากสาเหตุสามประการคือ ๑. กินอาหารมังสวิรัติอย่างต่อเนื่อง ๒. ทำจิตใจให้สงบและเบิกบานอยู่เสมอ ๓. ต้มน้ำกับเมล็ดเก๋ากี้กินแทนน้ำชาอยู่ประจำ

        คำร่ำลือ


        เล่ากันว่าหลี่ชิงอวิ๋นเป็นวิชากังฟู มีอาชีพขายสมุนไพร แต่งงานมีภรรยา เขามีวิถึชีวิตต่างจากคนทั่วไป ไม่ดื่มเหล้า ไม่ดื่มชา ไม่สูบบุหรี่ กินข้าวเป็นเวลาและกินตามปริมาณที่กำหนด นอนเร็วตื่นเร็ว เวลาว่างจะนั่งหลับตานิ่ง สองมือวางบนเข่า ศีรษะตั้งตรงและยืดอก และอยู่ในท่านั้นเป็นเวลานานหลายชั่วโมง นิ้วมือซ้ายไว้เล็บยาว และมักจะใช้กระบอกไม้ไผ่เล็ก ๆ ครอบเล็บเอาไว้เพื่อป้องกัน เมื่อเล็บยาวประมาณ ๖ นิ้วจึงจะตัดทีหนึ่งแล้วเก็บเล็บนั้นไว้ในกล่องไม้ ตอนที่เขาเสียชีวิตยังเหลือกล่องเก็บเศษเล็บอยู่กล่องหนึ่งด้วย

        หลี่ชิงอวิ๋นปกติเป็นคนพูดน้อย ไม่เคยพูดเรื่องไร้สาระ เวลามีคนมาถามอายุจะตอบแค่ว่าสองร้อยกว่าปี จริง ๆ แล้วเขาเกิดในสมัยใด ปีไหน ที่ไหนนั้นไม่มีใครรู้ แม้เขาจะมีภรรยา แต่ก็ไม่ได้อยู่ด้วยกัน เพียงแต่ให้ภรรยาซักเสื้อผ้าและทำอาหารให้เท่านั้น เขามีความเชี่ยวชาญในการแพทย์ด้านดวงตาและกระดูก ปี ค.ศ. ๑๘๒๐ ได้จ้างลูกน้องอายุ ๔๐ ปีหนึ่งคนให้ช่วยงานในการคัดเลือกสมุนไพร ปกติเขาจะออกเดินทางไปตามชนบทเพื่อรักษาโรค คิดค่ารักษากับคนรวยอย่างแพงเพื่อเป็นเงินใช้จ่ายในครอบครัว เมื่อมีเวลาว่างมักจะแวะไปที่ร้านค้าในท้องถิ่นเพื่อเล่นไพ่กับเพื่อน และทุกครั้งก็จะแพ้เสียเงินประมาณ ๑๒๐ เหวิน (หน่วยเงินจีนในสมัยก่อน) เสมอ ให้เพื่อนที่เล่นด้วยได้เงินซื้อข้าวกินในวันนั้นก็พอ หลี่ชิงหยุนเป็นคนจิตใจกว้างขวาง ไม่เคยแสดงอาการโกรธ ทำให้เพื่อนบ้านรู้สึกเป็นมิตรด้วย จึงพากันเรียกเขาว่า อาจารย์หลี่เอ้อร์ (หมายถึงอาจารย์หลี่ที่สอง เพราะเคยมีชายชราคนหนึ่งมาจากเซี่ยงไฮ้ได้มาเยี่ยมที่นี่แล้วอ้างว่าเป็นพี่ชายของเขา)


ที่มา http://rufodao.qq.com/a/20140626/018658.htm

1 ก.ค. 2560

กินมังสวิรัตินานเท่าไรจึงจะเป็นคนร่างใหม่



        มีนักมังสวิรัติเพียงจำนวนน้อยเท่านั้นที่กินมังสวิรัติมาตั้งแต่แรกเกิด ในขณะที่นักมังสวิรัติส่วนใหญ่ได้เปลี่ยนมาเป็นคนที่กินมังสวิรัติในภายหลัง เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราจะต้องกินมังสวิรัติเป็นเวลานานเท่าใดร่างกายทั้งหมดจึงจะเปลี่ยนแปลงเป็นคนใหม่ได้

        เม็ดเลือดแดงในตัวเราถูกสร้างมาจากไขกระดูก เม็ดเลือดแดงที่สมบูรณ์นั้นเมื่อถูกปล่อยเข้าสู่กระแสเลือดแล้วจะมีอายุใช้งานประมาณ ๑๒๐ วันจึงจะถูกสลายไป ดังนั้น ในเวลาประมาณ ๔ เดือนนับจากวันที่เราเริ่มกินอาหารมังสวิรัติอย่างต่อเนื่อง เลือดในร่างกายของเราจะเปลี่ยนเป็นเลือดชุดใหม่ทั้งหมด ในเลือดจะปลอดจากองค์ประกอบของสัตว์โดยสิ้นเชิง เรียกได้ว่าเป็น "เลือดเจ"

        ในการสร้างเซลล์ใหม่ของร่างกาย รอบของการผลัดเปลี่ยนเนื้อกระดูกกินเวลาค่อนข้างยาวนาน ต้องใช้เวลาประมาณ ๗ ถึง ๑๐ ปี ดังนั้น หลังจากที่เริ่มกินมังสวิรัติแล้ว อย่างเร็วที่สุดก็ต้องใช้เวลาถึง ๗ ปีจึงจะผลัดเปลี่ยนกระดูกทั้งร่างได้หมด และกลายเป็นร่างของ "มนุษย์เจ" 

... ... ...

        สัตว์จำพวกวัว แพะ กระต่าย ฯลฯ เป็นสัตว์ที่กินพืชอย่างเดียว เป็นสัตว์ที่ไม่ดุร้าย ไม่ซับซ้อนเหมือนคน และคนที่ไม่ได้เป็นนักมังสวิรัติหลายคนมักจะเยาะหยันชาวมังสวิรัติอยู่บ่อย ๆ ว่า "เจที่ปากแต่เจไม่ถึงใจ" หมายความว่าพฤติกรรมกับความคิดไม่สอดคล้องกัน เพราะยังกินเนื้อสัตว์เทียมประเภทเนื้อเจ ไก่เจ ปลาเจอยู่ แสดงว่าในใจยังคงติดเนื้อสัตว์อยู่

        วัวหรือแพะกินแต่พืชกับนักมังสวิรัติกินแต่ผัก ด้านกายภาพอาจจะคล้าย ๆ กัน แต่ลึก ๆ แล้วมีความแตกต่างกันอย่างมาก สมองของสัตว์ที่กินพืชยังไม่พัฒนาเท่าสมองมนุษย์ มีความฉลาดน้อยกว่ามนุษย์มาก โครงสร้างของร่างกายของพวกมันเป็นสัตว์กินพืชโดยธรรมชาติ ถ้ามันถูกบังคับให้กินอาหารที่มีองค์ประกอบของสัตว์อยู่ด้วย มันก็จะติดเชื้อและเป็นโรควัวบ้าได้ง่าย ดังนั้น วัวหรือแพะที่กินแต่พืชก็เป็นมังสวิรัติโดยบังคับ มันไม่มีสิทธิ์เลือกเป็นอย่างอื่น

        แต่มนุษย์นั้นมีความฉลาดกว่า คนที่เป็นนักมังสวิรัตินั้นรู้และเข้าใจทางเลือกของตนเองอย่างแจ่มแจ้ง แล้วเลือกแนวทางชีวิตที่เขาคิดว่าเหมาะสมกับตนเอง ไม่กระทบเสรีภาพของผู้อื่น เคารพชีวิตสัตว์อื่น ๆ ที่สัมพันธ์กับมนุษยชาติ ละเลิกจากอาหารรสอร่อยที่คนทั่วไปชอบ เป็นเหตุผลที่ทำให้มนุษย์เป็นสัตว์ที่ประเสริฐกว่า สามารถใช้อิสรภาพในการเลือกกำหนดชีวิตของตนเองอย่างเต็มที่

        จิตวิญญาณของนักมังสวิรัตินั้น พูดอย่างง่าย ๆ ก็คือไม่ชอบความรุนแรงและรักสันติภาพ การมีจิตใจดีหรือไม่ดีย่อมมีผลหลายอย่าง อันดับแรกคือมีผลต่อตนเอง และมีผลต่อคนรอบข้าง ยิ่งมีฐานะตำแหน่งสูงก็ยิ่งมีผลมาก มันเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยากเลย ถ้าตัวเรามีความสุข คนรอบข้างก็จะรู้สึกได้ถึงความสุขนั้นด้วย ถ้าเราเป็นทุกข์ คนรอบข้างก็ไม่สามารถสบายใจได้ เวลาที่เราโกรธ คนรอบข้างก็จะรู้สึกกลัว ผู้นำประเทศมหาอำนาจเพียงคนเดียวที่มีความโกรธก็สามารถก่อสงครามทำลายล้างมนุษยชาติได้ การเป็นมังสวิรัติเฉพาะเรื่องการกินที่ปากเท่านั้น ก็เป็นประโยชน์อยู่แค่สุขภาพร่างกายส่วนตนเท่านั้น แต่ผู้ที่เป็นนักมังสวิรัติทั้งพฤติกรรมและจิตใจ จึงจะนับว่าเป็นนักมังสวิรัติที่แท้จริง

        เนื้อเจ ไก่เจ ปลาเจ ชื่อเรียกเหล่านี้มันก็เป็นแค่ภาษาเท่านั้น เราไม่ควรดูแต่ผิวเผิน สิ่งสำคัญก็คือ ถ้าอาหารเหล่านี้ล้วนเป็นอาหารมังสวิรัติ ไม่ขัดต่อหลักการใหญ่ เราควรจะกินได้อย่างสบายใจ ชื่อและรูปลักษณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาโดยพ่อค้าผู้ผลิต เพื่อให้เอื้อต่อผู้ที่เพิ่งเริ่มกินมังสวิรัติใหม่ ๆ เพราะเขายังติดความเคยชินเก่า ๆ อยู่ไม่มากก็น้อย จำเป็นต้องใช้เวลาในการปรับตัว แน่นอนว่าถ้ารูปลักษณ์มันดูเหมือนสัตว์มากเกินไปก็คงไม่ทำให้เราสบายใจนัก หลังจากกินมังสวิรัติไปนาน ๆ ในใจก็คงไม่ติดภาพของไก่ เป็ด วัว แพะอีกแล้ว ชื่อเรียกก็ไม่ได้เป็นสาระสำคัญอะไรอีกแล้ว เป็นเพียงสัญลักษณ์ทางการค้าอย่างหนึ่งเท่านั้น เพราะอย่างไรเสียของทุกอย่างในโลกก็ต้องมีชื่อเรียกอยู่แล้ว

... ... ...

        นักโภชนาการเคยทำการทดสอบมาตรฐานความอ่อนวัยของมนุษย์ไว้ โดยใช้อายุ 25 ปีเป็นเกณฑ์ และตรวจสอบความแตกต่างด้านกายภาพภายนอกระหว่างผู้ที่ดูอ่อนหรือแก่กว่าอายุจริง โดยกำหนดความแตกต่างของวัยไว้ที่ 4 ปี เช่น คนที่ดูอ่อนวัยเมื่ออายุ 25 ปีจะดูเหมือนอายุ 21 ปี ส่วนคนที่ดูแก่กว่าวัยเมื่ออายุ 25 ปีจะดูเหมือนอายุ 29 ปี เป็นต้น ถ้าใช้คนอายุ 30 ปีเป็นเกณฑ์ ความแตกต่างของวัยด้านกายภาพก็จะดูแตกต่างกัน 8 ปี เมื่ออายุ 40 ปีก็จะดูแตกต่างกัน 12 ปี เมื่ออายุ 55 ปีก็จะดูแตกต่างกัน 14 ปี เมื่ออายุ 60 ปีก็จะดูแตกต่างกัน 16 ปี และเมื่ออายุ 80 ปีก็จะดูแตกต่างกัน 20 ปี

        ดังนั้น ผู้ที่ดูแลตัวเองดี ๆ เมื่อมีอายุ 80 ปีก็จะดูเหมือนคนอายุ 60 ปี แต่ถ้าไม่ดูแลตัวเองก็จะดูเหมือนคนอายุ 100 ปี เห็นแล้วแตกต่างกันมากจริง ๆ

        นักมังสวิรัติถ้ามีสุขภาพแข็งแรงเป็นปกติ ระมัดระวังเรื่องอาหารการกิน อารมณ์ดี ออกกำลังกายพอเหมาะ ส่วนใหญ่แล้วจะดูอ่อนกว่าวัย ยิ่งมีอายุมากขึ้นก็จะยิ่งเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน

... ... ...

        โทษของการกินเนื้อสัตว์ 


        (๑) พิษที่ก่อให้เกิดมะเร็ง


        เมื่อเรากินเนื้อสัตว์เข้าไปแล้ว จะเกิดพิษอย่างน้อย ๕ อย่าง

        ๑. เวลาที่สัตว์ถูกฆ่า ร่างกายของมันจะเจ็บปวดอย่างรุนแรง และในจิตของมันจะเกิดความหวาดกลัว ความเคียดแค้นพยายาท ความทุกข์ระทมต่าง ๆ ก่อให้เกิดพิษขึ้นในร่างของมัน เมื่อถูกกินเข้าสู่กระเพาะและลำไส้ของมนุษย์ ถูกย่อยแล้วดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ไหลเวียนไปทั่วร่างกาย ทำให้เซลล์ตามอวัยวะต่าง ๆ ของเราได้รับพิษ เซลล์ก็เสื่อมลง หนักเข้าก็เป็นป่วยเป็นโรคและตาย

        ห้องทดลองทางจิตวิทยาแห่งหนึ่งที่วอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ได้ทำการทดลองตรวจสอบผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในร่างกายที่เกิดจากภาวะอารมณ์ที่เปลี่ยนไป วิธีทดลองคือวางหลอดแก้วทดลองในน้ำเย็น โดยให้ปากหลอดอยู่ด้านบน แล้วให้ผู้ทดลองพ่นลมหายใจเข้าไปในหลอดแก้วนั้น ลมหายใจนั้นเมื่อถูกความเย็นก็จะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำอยู่ภายในหลอดแก้ว ผลการทดลองพบว่า ถ้าจิตใจของผู้ทดลองอยู่ในอารมณ์ปกติ หยดน้ำในหลอดทดลองจะใสไม่มีสี เหมือนน้ำปกติ แต่ถ้าผู้ทดลองอยู่ในอารมณ์เคียดแค้น โกรธ กลัว หรือริษยาเป็นต้น หยดน้ำในหลอดแก้วจะเป็นสีต่าง ๆ กันไป เมื่อทำการวิเคราะห์ทางเคมีต่อ ก็พบว่ามีสารพิษที่ร้ายแรงถึงขั้นทำลายชีวิตได้ทีเดียว เขาได้นำหยดน้ำที่เกิดจากอารมณ์ริษยาให้หนูทดลองดื่ม หนูจะตายภายในเวลาไม่กี่นาที น้ำพิษที่เกิดจากอารมณ์เคียดแค้นเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง มีพิษร้ายแรงพอที่จะฆ่าคนตายได้ถึง ๘๐ คน นอกจากนี้ ผลจากการทดสอบจริงพบว่า แม่ลูกอ่อนที่ให้นมลูกในขณะที่มีภาวะอารมณ์ผิดปกติ มีผลกระทบต่อตัวทารกอย่างเบาก็เจ็บป่วย อย่างหนักก็อาจถึงตาย

        ตัวอย่างผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ชิ้นนี้แสดงให้เห็นเรื่องสำคัญอย่างน้อยสองข้อ

        ก. ความเจ็บปวดรวดร้าวในชั่วขณะที่สัตว์ถูกคร่าชีวิตนั้น ภาวะอารมณ์ของสัตว์ที่ถูกกระทำอย่างรุนแรงจะกระตุ้นให้เซลล์ทั่วร่างกายของมันสร้างปฏิกิริยาทางเคมีขึ้น เกิดเป็นสารพิษร้ายแรงขึ้นทั่วร่างกาย เมื่อคนกินเนื้อสัตว์ ก็จะกินสารพิษเหล่านั้นเข้าไปด้วย ก่อให้เกิดความเจ็บป่วยต่าง ๆ ทั้งชนิดสะสมและฉับพลัน จนถึงขั้นก่อให้เกิดเนื้องอก มะเร็งได้ 

        ข. อารมณ์ที่เป็นโทษต่าง ๆ จะก่อให้เกิดสารพิษในเซลล์ของเราได้ ดังนั้น โรคทางกายต่าง ๆ ส่วนใหญ่แล้วมีสาเหตุมาจากความเจ็บป่วยทางใจ ในทางกลับกัน อารมณ์ที่เป็นบวกต่าง ๆ เช่น อารมณ์สงบนิ่ง ยินดี พอใจ รักและเมตตา เป็นต้น สามารถกระตุ้นระบบเผาผลาญพลังงานในเซลล์ได้ ทำให้เซลล์ขับของเสียออกไปได้เร็ว ดูดซึมธาตุอาหารได้เต็มที่ จึงส่งผลให้ร่างกายมีพลัง แข็งแรง กระปรี้กระเปร่า มีสุขภาวะดีและดูอ่อนเยาอยู่เสมอ ดังนั้น การปฏิบัติจิตก็เป็นการดูแลสุขภาพที่ดีที่สุดหนทางหนึ่ง จิตเป็นกุศลหรืออกุศล คือเส้นแบ่งของการมีสุขภาพดีและสุขภาพไม่ดี

        ๒. หลังจากที่สัตว์ถูกฆ่า เซลล์ในร่างของมันจะหยุดทำงานทันที  โปรตีนในเนื้อสัตว์จะควบแน่นและหลั่งเอนไซม์สลายตัวเองออกมา ทำให้กล้ามเนื้อเริ่มเน่า เกิดความเป็นพิษขึ้น เรียกว่า พิษจากซากศพ เมื่อเรากินเนื้อเข้าไปในท้อง มันจะค่อย ๆ ผ่านผนังลำไส้ของมนุษย์ซึ่งโดยธรรมชาติไม่เหมาะกับการย่อยเนื้อสัตว์อยู่แล้ว ต้องใช้เวลาประมาณ ๕ วันจึงจะเคลื่อนไปถึงอวัยวะขับถ่าย (อาหารมังสวิรัติใช้เวลาเพียง ๑ วันครึ่ง) สารพิษจากเนื้อเน่าเหล่านี้จะค่อย ๆ ถูกดูดซึมเข้าสู่ผนังลำไส้ สุดท้ายจะก่อให้เกิดโรคมะเร็งในลำไส้ พิษจากซากศพชนิดนี้แม้ว่าจะผ่านการปรุงด้วยความร้อนแล้วก็ยังไม่สลายไป กลายเป็นปัจจัยแรก ๆ ที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งในระบบกระเพาะอาหารและลำไส้

        ๓. โลกปัจจุบันมีประชากรเพิ่มขึ้นอย่างมาก ความเจริญทางวัตถุก็ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทำให้มีดีมานด์ของอาหารเนื้อสัตว์เพิ่มสูงขึ้นมาก ในกระบวนการทำปศุสัตว์ส่วนใหญ่จะทำเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เลี้ยงจำนวนมาก ให้อาหารจำนวนมาก ขนส่งจำนวนมาก และฆ่าทีละมาก ๆ ชีวิตอันแสนสั้นของสัตว์เหล่านี้เกิดและเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เบียดเสียดหนาแน่น ถูกบีบคั้น ถูกปิดกั้น ถูกผูกมัด ถูกแขวนห้อย อยู่ในที่มืด ๆ หรือถูกแสงไฟสว่างจ้า พื้นที่สกปรกและเหม็น ร่างกายของมันถูกกระทำจนได้รับความเจ็บปวดต่าง ๆ นานาสารพัด จิตของมันย่อมเต็มไปด้วยอารมณ์ที่เป็นโทษทุกรูปแบบ กระตุ้นให้เซลล์เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นโรคและหลั่งสารที่เป็นพิษออกมา แฝงฝังอยู่ในตัวของสัตว์นั้น เมื่อเรากินเนื้อสัตว์ที่เป็นโรคเป็นพิษเหล่านี้เข้าไป ถ้าเราไม่ป่วยไม่ได้รับพิษก็แปลกเกินไปแล้ว

        ๔. นักวิทยาศาสตร์จัดให้มนุษย์ที่กินเนื้อสัตว์เป็นพวกที่อยู่ปลายสุดของห่วงโซ่อาหาร เริ่มจากพืชได้อาหารจากแสงแดด อากาศ และน้ำ สัตว์กินพืช สัตว์ใหญ่กินสัตว์เล็ก และคนกินสัตว์ ปัจจุบันนี้ที่นาและสวนผลไม้ทั่วโลกต่างพากันพ่นสารเคมีที่เป็นพิษเพื่อฆ่าแมลงศัตรูพืช สารเคมีเหล่านี้ก็ไปตกค้างอยู่ในตัวของสัตว์ที่กินพืช มันจะอยู่ในไขมันของสัตว์ตลอดไป สัตว์ที่กินเนื้อของสัตว์กินพืชเข้าไปก็รับเอาสารพิษเคมีการเกษตรเข้าไปในไขมันของมันด้วย คนกินเนื้อสัตว์ก็กลายเป็นผู้รับเอาสารพิษนั้นไปเก็บไว้ในตัวเป็นคนสุดท้าย จากการสำรวจทางวิทยาศาสตร์พบว่า ปริมาณสารพิษจากยาฆ่าแมลงที่อยู่ในเนื้อสัตว์สูงกว่าในผัก ผลไม้ และหญ้าถึง ๑๓ เท่า ยาฆ่าแมลงเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งของโรคมะเร็ง คนที่กินผักหรือผลไม้ยังสามารถขจัดสารพิษออกด้วยการล้างหรือปอกเปลือกได้บ้าง เรียกว่าพอจะหลีกเลี่ยงหรือลดทอนการได้รับพิษให้เหลือน้อยที่สุดได้จากการกินพืชผัก 

        ๕. เนื้อสัตว์ที่รอการขายในที่ต่าง ๆ เมื่อถูกเก็บไว้นานเข้าก็จะเริ่มเน่าและเปลี่ยนสี เพื่อที่จะรักษาสีของความสดเอาไว้ ผู้ค้าหลายคนจึงใส่สารกันบูดจำพวกไนเตรทหรือกรดดินประสิวลงไปโดยพลการ เมื่อเรากินเข้าไปจะกลายเป็นสารพิษรุนแรงที่ก่อมะเร็งได้

        นอกจากจะก่อให้เกิดมะเร็งได้แล้ว คนที่กินเนื้อสัตว์มากเกินไป จะสร้างภาระอย่างหนักให้แก่ตับซึ่งทำหน้าที่สลายพิษในร่างกาย เมื่อตับทำงานหนักเกินไปก็จะสูญเสียความสามารถในการสลายพิษ กลายเป็นโรคตับเสื่อม ตับอักเสบ ตับแข็ง มะเร็งตับ เป็นต้น

        (๒) เลือดเปลี่ยนสภาพเป็นกรด


        คุณภาพของเลือดในตัวคนคือตัวชี้วัดว่าคนผู้นั้นมีสุขภาพดีหรือไม่ เลือดที่มีคุณภาพดีคือเลือดที่มีความเป็นด่างอย่างพอเหมาะ คือมีค่าความเป็นกรดด่าง (pH) ประมาณ 7.35 หรือเท่ากับเป็นเป็นด่างเล็กน้อย

        เมื่อร่างกายดูดซึมสารอาหารโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต จะเกิดสารที่เป็นกรดชนิดต่าง ๆ ขึ้น กรดที่มีฤทธิ์แรงเหล่านี้เมื่อตกค้างอยู่ในร่างกายจะก่อให้เกิดโรคได้ และยังทำให้ประสิทธิภาพในการผลักดันของเสียออกจากเลือดเสื่อมลงด้วย ดังนั้น เพื่อให้ระบบผลักดันของเสียทำงานได้อย่างเต็มที่ เลือดจำเป็นต้องมีองค์ประกอบของธาตุแคลเซียมและโปแตสเซียมในปริมาณที่เพียงพอ เพื่อรักษาระดับความเป็นด่างอย่างพอเหมาะเอาไว้ มนุษย์จึงควรกินอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรดให้น้อย และควรรับเอาแร่ธาตุที่มีฤทธิ์เป็นด่างจากอาหารให้มากพอ

        เนื้อสัตว์ส่วนใหญ่มีองค์ประกอบของธาตุฟอสฟอรัสและกำมะถันมาก เมื่อเข้าสู่ร่างกายคนก็จะเปลี่ยนสภาพเป็นกรด ทำให้เลือดมีความเป็นกรด ขณะที่อาหารจากพืชส่วนใหญ่จะประกอบด้วยแร่ธาตุต่าง ๆ ที่ทำให้เลือดมีความเป็นด่าง แต่ก็มีข้อยกเว้นอยู่บ้าง เช่น ข้าวซึ่งเป็นอาหารหลักของคนเอเชีย เป็นแหล่งธาตุอาหารและพลังงานหลักของร่างกาย ก็มีธาตุฟอสฟอรัสมากและทำให้เกิดกรดเหมือนกัน ดังนั้น นอกจากอาหารหลักแล้วเราจึงควรได้รับแร่ธาตุอื่น ๆ อย่างเพียงพอ หรือก็คือควรกินผักและผลไม้ให้มาก เพื่อให้เลือดอยู่ในภาวะที่เป็นด่างอย่างแข็งแรงอยู่เสมอ

        อาหารเนื้อสัตว์ทำให้เลือดเป็นกรด เป็นสาเหตุเบื้องต้นของการเจ็บป่วย อาหารมังสวิรัติทำให้เลือดมีความเป็นด่างอยู่เสมอ ทำให้เลือดแข็งแรง เป็นพื้นฐานของการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง

        เลือดที่เป็นกรดยังเป็นแหล่งอาศัยอย่างดีของเซลล์มะเร็งอีกด้วย ดังนั้น การกินเนื้อสัตว์จึงเป็นสาเหตุหลักของโรคมะเร็ง ในทางกลับกัน อาหารมังสวิรัติที่ช่วยสร้างความเป็นด่างให้แก่เลือด คือเทพีผู้กำราบโรคมะเร็งของเรา

        (๓) เส้นเลือดอุดตัน


        คอเลสเตอรอลที่อยู่ในไขมันสัตว์เมื่อเข้าสู่เส้นเลือดในตัวคนจะกลายเป็นของเหนียวหนืดคล้ายเทียนไข เกาะติดอยู่ที่ผนังหลอดเลือด สะสมไปเรื่อย ๆ หนาขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ช่องทางในหลอดเลือดแคบลงเรื่อย ๆ หัวใจซึ่งมีหน้าที่สูบฉีดเลือดจึงต้องทำงานหนักขึ้น ความดันในหลอดเลือดก็เพิ่มสูงขึ้น สุดท้ายก็กลายเป็นกล้ามเนื้อหัวใจตาย (โรคหัวใจ) หรือ stroke (หลอดเลือดในสมองแตก) จุดจบถ้าไม่เป็นอัมพาตครึ่งตัวก็เป็นทั้งตัวหรือเสียชีวิต โรคในระบบหมุนเวียนเลือดนี้ร้ายแรงพอ ๆ กับมะเร็ง เป็นนักฆ่ามือหนึ่งของมนุษย์เหมือนกัน สมาคมการแพทย์ของอเมริกาเคยรายงานว่า "มังสวิรัติสามารถป้องกันโรคหัวใจได้ ๙๐ ถึง ๙๗ เปอร์เซ็นต์" เพราะในพืชไม่มีคอเลสเตอรอล แถมยังมีกากใยเป็นองค์ประกอบ มันทำหน้าที่คล้ายไม้กวาดในกระเพาะและลำไส้ของคน กวาดเอาของเสียที่ร่างกายไม่ต้องการลงไปสู่ระบบขับถ่าย ขับออกนอกร่างกาย ดังนั้น มังสวิรัติไม่เพียงแต่สามารถป้องกันโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดในสมองแตก ยังสามารถป้องกันโรคในระบบขับถ่ายได้ด้วย เช่น โรคนิ่วในไต นิ่วในถุงน้ำดี นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ท้องผูก uremia (อาการเป็นพิษในเลือด) ริดสีดวงทวาร ไส้ติ่งอักเสบ เป็นต้น

        (๔) ไตทำงานหนัก


        ในเนื้อสัตว์มีของเสียจำพวกยูเรียและกรดยูริคอยู่มาก ไตของผู้ที่กินเนื้อสัตว์ต้องทำงานหนักกว่าคนที่กินมังสวิรัติถึง ๓ เท่าเพื่อกำจัดสารเหล่านี้ออกจากร่างกาย ทำให้การทำงานของไตเสื่อม กลายเป็นโรคไตหรือ uremia ซึ่งรักษาได้ยาก มันเป็นโรคที่ได้ชื่อว่า รักษาให้ดีขึ้นได้ยาก อัตราการเสียชีวิตสูง ค่ารักษาแพง และเจ็บปวดทรมานทั้งกายใจ

        เมื่อไตไม่สามารถขับสารจำพวกไนไตรด์ออกได้ ยูเรียและกรดยูริคจะสะสมในร่างกาย ถูกดูดซึมเข้าสู่กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ กลายเป็นของแข็ง เป็นผลึก ถ้าผลึกแข็งเหล่านี้ไปเกาะอยู่ในข้อต่อของกระดูก ก็จะก่อให้เกิดอาการข้ออักเสบ เกาต์ โรคไขข้ออักเสบ ซึ่งรักษาไม่ได้ ต้องกลายเป็นผู้ป่วยอย่างทุกข์ทรมานจนกว่าจะเสียชีวิต

        ถ้าผลึกแข็งเหล่านี้ไปรวมกันอยู่ที่ระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดอาการระบบประสาทอักเสบ ปวดสะโพกได้ ถ้าเป็นหนักก็ถึงขั้นระบบประสาทส่วนกลางล้มเหลว motor nerve เส้นประสาทสัมผัสไม่ทำงาน กลายเป็นอัมพาตบางส่วนหรือทั้งตัว เคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้

        (๕) น้ำตาลในเลือดไม่สมดุล


        อินซูลินที่สร้างขึ้นมาที่ตับอ่อนในร่างกายของมนุษย์ เมื่อได้เจอกับอาหารที่คนกินเข้าไปในกระเพาะ มันจะกลายเป็นน้ำตาลเพื่อช่วยในการย่อย แต่เนื่องจากเนื้อสัตว์มีสภาพเป็นกรด จำเป็นต้องใช้อินซูลินจำนวนมากจึงจะสามารถย่อยได้ ดังนั้น การกินเนื้อมาก ๆ จึงเป็นการเพิ่มภาระให้แก่ตับอ่อน และเมื่อตับอ่อนสร้างอินซูลินได้ไม่เพียงพอ จะทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป กลายเป็นโรคเบาหวาน และส่งผลให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรคเสื่อมลง เจ็บป่วยเป็นโรคต่าง ๆ ได้ง่าย ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานต้องควบคุมอาหารและการฟื้นตัวทางกายภาพอย่างเคร่งครัด ต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างระมัดระวัง จึงจะสามารถควบคุมการกำเริบของโรคได้ เป็นโรคเรื้อรังที่รักษาให้หายขาดได้ยากและอัตราการเสียชีวิตสูง

        ยาที่มีผลในป้องกันการเกิดโรคเบาหวานที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดก็คืออาหารมังสวิรัติที่มีฤทธิ์เป็นด่างเท่านั้น

        (๖) โรคติดเชื้อและสารพิษต่าง ๆ


        สัตว์ก็เจ็บป่วยเป็นโรคได้เหมือนคน ยิ่งกว่านั้น สัตว์ไม่มีความรู้เรื่องสุขอนามัยเหมือนคน มันจึงกินของอันตรายเข้าไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นขยะ มูล อุจจาระ น้ำเสีย เศษอาหาร ซากสัตว์ที่ตายแล้ว ของเสียที่เป็นสารเคมี เป็นต้น ดังนั้น ในร่างกายของสัตว์จึงมักจะมีพิษสะสมหลายชนิด เช่น แบคทีเรีย เนื้องอก เซลล์มะเร็ง ฯลฯ และที่ผิวหนังและขนของมันก็มีพวกปรสิตแฝงตัวอยู่นับไม่ถ้วน ร่างกายของคนที่กินเนื้อสัตว์จึงเป็นเหมือนป่าช้าของซากศพที่เต็มไปด้วยโรค ความสกปรก และปรสิตเหล่านี้ เป็นภาวะที่น่าสยดสยองมาก มนุษย์ได้เอาเชื้อโรคต่าง ๆ เข้าท้องตัวเองทุกวัน ๆ จึงไม่แปลกที่เราจะเจ็บป่วยกันอยู่เรื่อย ๆ มันเหมือนกับการจบชีวิตอันมีค่าด้วยการฆ่าตัวตายอย่างช้า ๆ

        สรุป


        ด้วยการกินอาหารมังสวิรัติ มันคือการกินเพื่อสุขภาพที่ดี คงไม่ต้องอธิบายซ้ำอีกแล้วล่ะว่ากินอาหารมังสวิรัติมีประโยชน์อย่างไร

        คนที่ห่วงใยเรามากที่สุดคือคนใกล้ตัว พ่อ แม่ พี่ น้อง เพื่อนสนิท ฯลฯ อย่าให้พวกเขาต้องเป็นกังวลกับเราเลย ดังนั้น เรามาฝึกกินพืชผักที่มีรสชาติดีกันเถิด มากินมังสวิรัติอย่างแข็งแรงและเป็นสุขกันเถิด


เขียนโดย 觉慈
ที่มา http://rufodao.qq.com/a/20160623/051133.htm

28 มิ.ย. 2560

พลังชีวิตของนักมังสวิรัติ



        มีงานวิจัยของประเทศเยอรมันชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับการเปรียบเทียบพลังชีวิตจากสนามพลังของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในตัวของคนที่มีรูปแบบในการกินอาหารแตกต่างกัน ได้ผลดังนี้

        กลุ่มคนที่กินผลไม้ป่า ผักที่ขึ้นตามธรรมชาติ ใบพืชและสมุนไพรเป็นอาหาร มีพลังสนามแม่เหล็กไฟฟ้าสูงที่สุด วัดได้ถึง 120,000 หน่วย

        รองลงมาคือกลุ่มคนที่กินอาหารมังสวิรัติแบบเคร่งครัด หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า vegan คือกินพืชผักที่ไม่ผ่านความร้อนหรือผ่านความร้อนไม่เกิน 40 องศาเซลเซียส เช่น ผัก ผลไม้ ต้นอ่อนของธัญพืช ลูกเบอรี่ เมล็ดถั่ว สาหร่ายทะเล เป็นต้น ไม่มีโปรตีนจากสัตว์เลย วัดพลังชีวิตจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้าได้ 84,000 หน่วย

        กลุ่มคนที่กินอาหารมังสวิรัติแบบ organic หรือพืชผักอินทรีย์ แต่กินทั้งแบบสดและแบบสุก พลังชีวิตจากสนามพลังคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในตัววัดได้ 26,000 หน่วย

        และกลุ่มคนที่กินเนื้อสัตว์ มีพลังชีวิตเพียง 1,000 หน่วย

        นอกจากนี้ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับพลังชีวิตของเด็กทารกด้วย เขาวัดได้ 40,000 หน่วย


        ยังมีงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งจากมหาวิทยาลัย Loma Linda สหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ทำการวิจัยกับกลุ่มนักมังสวิรัติเป็นเวลานานถึงเจ็ดปี พบว่านักมังสวิรัติจะมีอายุยืนกว่าคนที่กินเนื้อสัตว์ประมาณ 15 ปี

        งานวิจัยเหล่านี้ได้รับการยืนยันตอกย้ำอีกระดับหนึ่งจากโครงการสุขภาพของจีน ที่ได้ทำการวิจัยแล้วพบว่า คนจีนที่ไม่ค่อยกินอาหารเนื้อสัตว์และอาหารที่มีไขมันสูง มีความเสี่ยงน้อยต่อการเป็นโรคมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคอื่น ๆ

        ยังมีงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งจากประเทศอังกฤษที่ทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างประชากร 6000 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีอยู่ 5000 คนเป็นกลุ่มที่กินเนื้อสัตว์ ผลการสำรวจพบว่า 40% ของกลุ่มที่เป็นมังสวิรัติมีโอกาสน้อยมากที่จะเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง และมีเพียง 20% เท่านั้นที่จะเสียชีวิตจากการเจ็บป่วยด้วยโรคอื่น ๆ

        ชาวมังสวิรัติเป็นพวกที่มีพลังชีวิตสูงที่สุด

        ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ที่ประเทศเยอรมันได้เกิดกระแสของการกินอาหารแบบ organic ขึ้น มีชาวเยอรมันจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่แสวงหาหนทางที่จะมีชีวิตและสุขภาพที่ดี พวกเขาใช้เวลา 7 - 90 วันในการทำดีท็อกซ์หรือล้างพิษ มีทั้งทำที่บ้านหรือไปทำที่ศูนย์ล้างพิษ โดยใช้น้ำเปล่าหรือน้ำมะนาวในการล้างพิษ พร้อมกับการอดอาหารหรือกินแต่น้ำผักผลไม้ไปด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อทำให้ร่างกายบริสุทธิ์สะอาด และปกติจะกินแต่อาหารมังสวิรัติแบบเพียว ๆ และอาหารที่เรียกกันว่า superfood เช่น เมล็ดเก๋ากี้ ต้นอ่อนของธัญพืช ยอดใบอ่อนของข้าวบาร์เลย์ เมล็ดโกโก้ เป็นต้น โดยไม่มีเนื้อสัตว์ ไข่ นม ปลา และผลิตภัณฑ์จากสัตว์อื่น ๆ เลย

        คนเหล่านี้มีชีวิตที่เปลี่ยนไปอย่างมาก กล่าวคือ นอนแค่วันละ 3 - 6 ชั่วโมงก็เพียงพอแล้ว มีพลังงานเต็มเปี่ยม สมองโปร่งโล่ง การมองเห็นดีขึ้น กำลังกายฟื้นคืนขึ้นเหมือนวัยรุ่น ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส ผมหงอกกลายเป็นผมดำ เบาเนื้อเบาตัว ยืดหยุ่นคล่องแคล่ว ประสาทแววไว อารมณ์ปลอดโปร่ง กล้ามเนื้อแน่น เจ็บป่วยก็หายได้โดยไม่ต้องใช้ยา หลายคนบอกว่าพวกเขารู้สึกเหมือนเป็นซุปเปอร์แมนเลยทีเดียว


        ข้อดีของการกินอาหารแบบมังสวิรัติอย่างต่อเนื่อง

        ๑. ช่วยสร้างความฉลาด

        ในคัมภีร์ต้าไต้หลี่จี้ (大戴礼记) กล่าวว่า "กินเนื้อจะแกร่งกล้าอาจหาญ กินธัญพืชจะฉลาดปราดเปรื่อง"

        คำกล่าวข้างต้นมาจากคัมภีร์โบราณอันเก่าแก่ของจีน สนับสนุนว่าการกินอาหารมังสวิรัติจะช่วยให้มีปัญญาดีขึ้นได้ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับปัญญาชนในยุคนั้น

        นักวิจัยของสถาบันสาธารณสุขของญี่ปุ่นท่านหนึ่งได้ทำการศึกษาทัศนคติของคนในแวดวงวิชาการพบว่า คนที่เป็นนักมังสวิรัติจะมีราคะเบาบาง คนที่กินเนื้อสัตว์จะมีราคะมาก นักมังสวิรัติเป็นคนมีสติแจ่มใส คนที่กินเนื้อสัตว์จะเป็นคนมีสติขุ่นมัว นักมังสวิรัติจะมีพลังความคิดฉับไว คนที่กินเนื้อสัตว์จะมีประสาทรับรู้เชื่องช้า  ผลการศึกษานี้สอดคล้องกับความคิดของคนจีนโบราณที่เชื่อว่ากินมังสวิรัติแล้วจะฉลาด

        ย้อนหลังกลับไปเมื่อประมาณ ๔๐ ปีก่อน ช่วงนั้นวงการแพทย์ค่อนข้างสนใจเรื่องการเสริมสร้างความฉลาดกันอย่างมาก เชื่อว่าต้องกินอาหารที่มีฟอสฟอรัสและกากใยให้มาก โดยมีการอ้างอิงหลักทางวิทยาศาสตร์ว่าเซลล์สมองที่ขาดฟอสฟอรัสมีผลให้การทำงานของระบบประสาทช้าลง ส่วนการขาดธาตุเหล็กจะทำให้เป็นโรคโลหิตจาง ปวดหัว หัวใจเต้นเร็ว ขี้ลืม อ่อนเพลียง่าย เป็นต้น เด็กที่มีสุขภาวะแบบนี้ย่อมมีผลการเรียนไม่ดีแน่นอน อาหารจึงมีความสำคัญอย่างมากต่อการเรียน นักเรียนทั้งหลายจึงควรรู้ประโยชน์ของธาตุอาหารและการกินมังสวิรัติ

        ใครก็อยากให้ตนเองเป็นคนฉลาดที่สุดในโลก โดยเฉพาะนักเรียน ทุกคนอยากมีความสามารถอ่านหนังสือได้เร็วและจำได้แม่นยำ ดังนั้น เพื่อที่จะเป็นยอดมนุษย์ที่ฉลาดล้ำหน้าคนอื่น จึงต้องบำรุงสมองและร่างกาย แต่คนจีนโบราณเคยมีความเชื่ออย่างผิด ๆ มาก่อน คือเชื่อว่าร่างกายที่อ่อนแอต้องบำรุงด้วยเนื้อสัตว์ แถมยังเชื่อว่ากินตับจะช่วยบำรุงตับ กินสมองก็ต้องบำรุงสมอง สมัยก่อนวิทยาศาสตร์ยังไม่ก้าวหน้านัก คนไม่รู้ว่าในสมองหมู สมองแพะ สมองวัวนั้นมีคอเลสเตอรอลสูง จึงกินกันตามความเชื่อว่าจะบำรุงสมองให้ฉลาดขึ้นได้ ทำให้ลูกหลานคนรวยจำนวนมากกลายเป็นเด็กสมองช้าปัญญาอ่อน ต่างจากลูกคนจน ๆ ที่มีกินแต่พืชผักบ้าน ๆ แต่กลับมีความฉลาดหลักแหลมมากกว่า

        ๒. พัฒนาจิตใจให้มีเมตตาธรรม

        สำหรับมนุษยชาติ การกินอาหารมังสวิรัติมีประโยชน์อย่างยิ่งทั้งในด้านการดูแลสุขภาพและการหลีกเลี่ยงจากวิบากกรรม เป็นประโยชน์ในตนเองและขยายออกไปสู่สังคมประเทศชาติ ช่วยให้สังคมสงบสุข โลกจะมีสันติภาพมากขึ้น จะเห็นได้ว่าการกินอาหารมังสวิรัติมีประโยชน์มากมาย แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าประโยชน์สูงสุดของมังสวิรัติคือการพัฒนาจิตใจให้มีเมตตาอย่างแท้จริง 

        ๓. ป้องกันมะเร็ง

        ปัจจุบันพอพูดถึงโรคมะเร็งทุกคนก็จะเกิดความกลัวกันทั้งนั้น การสูบบุหรี่ทำให้เป็นมะเร็งปอดนั้นเป็นเรื่องที่ใคร ๆ ก็รู้กันหมดแล้ว แต่มีน้อยคนที่จะรู้ว่าเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะพวกปิ้งย่าง ก็เป็นนักฆ่าที่นำมะเร็งมาสู่เราได้เช่นกัน

        จากผลการวิจัยทางการแพทย์พบว่า เนื้อสเต็กหนึ่งชิ้นมีสารก่อมะเร็งเท่ากับบุหรี่ 600 มวน ดังนั้น ถ้าเราไปหลงเชื่อว่าสเต็กเนื้อวัว เนื้อหมู บาร์บีคิว แฮมเบอเกอร์ มีธาตุอาหารอุดมสมบูรณ์ กินมาก ๆ จะเป็นประโยชน์ เป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่ง มันเท่ากับการเอาสุขภาพของตนเองและญาติมิตรมาลงเดิมพันในชีวิตเลยทีเดียว เป็นเรื่องที่อันตรายอย่างมาก

        รายงานการวิจัยระบุว่า ขณะปิ้งย่างเนื้อสัตว์จะเกิดสารเคมีชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Melnylcholan threne ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งอย่างร้ายแรง ในการวิจัยได้ทดลองนำสารตัวนี้ไปทาตัวหนูทดลอง มันทำให้หนูเป็นโรคมะเร็งกระดูก มะเร็งในเม็ดเลือด มะเร็งในกระเพาะอาหาร เป็นต้น และเรื่องที่เราควรสังวรกันให้มากก็คือ เซลล์มะเร็งสามารถเติบโตได้ดีมากในผู้ป่วยที่ชอบกินเนื้อสัตว์ ไข่ ปลา และอาหารที่มีสภาพเป็นกรด ถ้าผู้ป่วยได้รับอาหารจากเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์เหล่านี้เป็นจำนวนมาก เลือดจะมีสภาพกลายเป็นกรด ซึ่งจะเป็นแหล่งอาศัยอันแสนสุขของเซลล์มะเร็ง มันจะแบ่งตัวและเพิ่มจำนวนมากขึ้นเป็นทวีคูณ ในทางกลับกัน ถ้าเราควบคุมความเป็นกรดในเลือดได้ กินผักและผลไม้ให้มาก ๆ จะช่วยเพิ่มความเป็นด่างในเลือดได้ เซลล์มะเร็งก็จะเติบโตได้ยาก จนถึงขั้นที่ถูกควบคุมไม่ให้ขยายตัวหรือลุกลามไปได้ ยิ่งถ้าได้รับการรักษาด้วยตัวยาที่เหมาะสมด้วยแล้ว ก็จะสามารถสลายเซลล์มะเร็งที่อ่อนแอนั้นออกไปได้

        เพราะฉะนั้น การป้องกันมะเร็งอย่างได้ผลไม่ใช่เรื่องพิสดารอะไร เพียงแค่เราสามารถปฏิบัติตัวด้วยการกินอาหารที่เป็นพืชผักและธัญพืช ทำให้เลือดมีความเป็นด่างอย่างเหมาะสม โรคมะเร็งร้ายก็จะไม่มาแผ้วพานเราอย่างแน่นอน

        ๔. ลดความอ้วน ทำให้ร่างกายได้สัดส่วน

        การลดความอ้วนด้วยการกินอาหารมังสวิรัติเป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุด แถมยังได้สุขภาพที่แข็งแรงอีกด้วย ปัจจัยสำคัญอยู่ตรงที่อาหารจากพืชจะทำให้เลือดมีความเป็นด่างอ่อน ๆ ซึ่งช่วยให้ระบบการสร้างเซลล์ใหม่แทนที่เซลล์เก่าของร่างกายมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นผลให้ไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกายถูกแยกสลายและเผาผลาญออกไปได้ จนกลายเป็นการลดความอ้วนไปโดยธรรมชาติ

        นอกจากนี้ อาหารจากพืชหากถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างเหมาะสม มีการผสมผสานกันได้อย่างสมดุลแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผักจำพวกถั่ว ผักที่เป็นหัว ผักใบ จะไม่ทำให้ร่างกายขาดสารอาหารใด ๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นไขมัน โปรตีน วิตามิน และเกลือแร่ ขณะที่อาหารจากพืชซึ่งมีแคลอรี่ต่ำจะช่วยให้ร่างกายมีน้ำหนักที่พอดี คนที่มีร่างเล็กก็ไม่ต้องกลัวว่าจะมีแคลอรี่เกินทำให้อ้วน เพราะฉะนั้น อาการของโรคต่าง ๆ ที่เกิดจากความอ้วน เช่น ปวดเอวปวดหลัง อ่อนเพลีย หอบหืด ใจสั่น ความดันสูง โรคหัวใจ เส้นเลือดในสมองแตก เป็นต้น ก็จะหายไปจนหมด ดังนั้น การลดความอ้วนด้วยอาหารมังสวิรัติมีประโยชน์อย่างมากและไม่มีผลข้างเคียงที่เสียหายเลย ขอให้ผู้ที่เป็นทุกข์กับการพยายามลดความอ้วนทั่วโลกจงสบายใจเถิด

        ๕. เสริมสร้างความงามอย่างมีประสิทธิภาพ

        ผิวหนังที่หยาบกร้านนั้นเกิดจากการทำลายของพิษที่ตกค้างภายในร่างกาย อาหารจากสัตว์ที่เรากินเป็นประจำ ทั้งเนื้อ ปลา ไข่ จะทำให้เลือดมีกรดยูริคและกรดแล็คติคเพิ่มขึ้น กรดแล็คติคนั้นเมื่อถูกขับออกมาพร้อมกับเหงื่อก็จะติดอยู่บนผิวหนัง และยังคงกัดกร่อนเซลล์ที่ผิวหนังอยู่ ทำให้ผิวหนังขาดความยืดหยุ่น มีความรู้สึกว่าผิวหยาบกระด้างและเป็นรอยย่นหรือจุดด่างดำได้ง่าย แต่ถ้าเรากินอาหารจากพืชผักที่มีฤทธิ์เป็นด่างอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ๆ กรดแล็คติคในเลือดจะลดลงอย่างมาก จึงไม่ก่อให้เกิดสารที่เป็นอันตรายต่อผิวหนัง นอกจากนี้ เส้นใยและเกลือแร่ในอาหารพืชผักยังสามารถกำจัดสารที่เป็นอันตรายออกจากกระแสเลือดได้ด้วย เลือดที่ได้รับการทำความสะอาดแล้วนี้จะสามารถทำงานตามหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์ นั่นคือกระบวนการสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนเซลล์เก่าและเผาผลาญพลังงานส่งธาตุอาหารและอ็อกซิเจนไปตามส่วนต่าง ๆ ได้อย่างเพียงพอ ทำให้อวัยวะต่าง ๆ แข็งแรงกระปรี้กระเปร่า ผิวพรรณก็จะแข็งแรงและเปล่งปลั่ง มีความนุ่มลื่นและยืดหยุ่นดี

        เคล็ดลับในการดูแลตัวเองของดาราหญิงในฮอลลีวูดหลายคนมักจะมีสูตรอยู่ข้อหนึ่งเสมอ คือในแต่ละสัปดาห์ต้องงดอาหารเนื้อสัตว์หนึ่งวัน เพราะพวกเธอต้องการให้เลือดสะอาดขึ้น และทุก ๆ วันก็พยายามกินเนื้อสัตว์ให้น้อย เห็นผิวสวย ๆ ของพวกเธอแล้ว ผู้หญิงทั้งหลายจะไม่ลองมาเสริมความงามด้วยการลองกินอาหารมังสวิรัติกันบ้างหรือ

        ปัจจุบันนี้มีผู้ที่สนับสนุนการกินอาหารมังสวิรัติกันมากขึ้นเรื่อย ๆ บางคนกินมังสวิรัติด้วยเหตุผลทางศาสนา ในขณะที่บางคนกินเพื่อสุขภาพ แต่ก็สรุปได้ว่าการกินอาหารแบบมังสวิรัติเป็นรูปแบบไลฟ์สไตล์อย่างหนึ่งที่กลายเป็นกระแสของการรักสุขภาพในยุคนี้ไปแล้ว


เขียนโดย 佚名
ที่มา http://rufodao.qq.com/a/20161201/024572.htm

ทำไมผมจึงเลิกกินเนื้อสัตว์

        วันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๘ เวลาประมาณบ่ายโมง ผมกุมมือแม่อยู่ข้างเตียงคนไข้ในโรงพยาบาล พร่ำพูดที่ข้างหูของแม่ว่าให้นึกถึงความดี...