แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มหายาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มหายาน แสดงบทความทั้งหมด

29 พ.ค. 2561

เหตุและผลของทุกเหตุการณ์



        因果 (อิน-กว่อ) ในภาษาจีนเป็นคำสำคัญคำหนึ่งของศาสนาพุทธ แปลความหมายตามตัวอักษรก็คือ เหตุ (因) และผล (果) แต่ที่มาของศัพท์คำนี้มาจากคำว่า กรรม ในภาษาสันสกฤต

        คำว่า "กรรม" นี้ใคร ๆ ก็รู้จัก ใคร ๆ ก็พูดได้ แต่ความหมายของมันมีน้อยคนที่เข้าใจอย่างแท้จริง

        ขณะที่คนกำลังทำกรรมหรือ "เหตุ" ต่าง ๆ ที่เป็นบาปอกุศล เขามักไม่รู้ถึงโทษอันร้ายแรงของมัน จนกระทั่ง "ผล" แห่งวิบากนั้นมาถึง เขาถึงได้รู้ตัวว่าเกิดเรื่องเลวร้าย และเพิ่งจะมาสำนึกเสียใจก็สายไปแล้ว

        คนทั่วไปเมื่อพบกับความผิดพลาดล้มเหลว มักจะโทษฟ้าโทษดิน โทษผู้อื่น ไม่พอใจผู้อื่น แต่เขากลับไม่รู้เลยว่า "ผลนั้นเกิดแต่เหตุ" จะต้องมีเหตุที่ผิดพลาดอย่างแน่นอน จึงนำมาสู่ผลอย่างนั้นได้ คนบนโลกมักมองเหตุการณ์ต่าง ๆ อยู่แค่ส่วนที่เป็นผลบั้นปลายเท่านั้น ไม่ได้สาวให้ลึกไปถึงต้นเหตุของมัน

        ตัวอย่างเช่น เด็กบางคนมักโทษพ่อแม่ว่าไม่รักไม่เอ็นดู แต่หารู้ไม่ว่าที่พ่อแม่ไม่รักนั้นเกิดจากเหตุที่พวกเขาเป็นเด็กเกเร พ่อแม่บางคนมักโทษว่าลูก ๆ ไม่กตัญญู แต่หารู้ไม่ว่าเหตุเพราะพ่อแม่ทำแต่เรื่องแย่ ๆ จึงทำให้ลูก ๆ แหนงหน่าย 

        ดังนั้น เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ถ้าไม่สืบสาวไปให้ถึงต้นตอแห่งเหตุแล้วจะเข้าใจความเป็นจริงของมันได้อย่างไร แล้วจะทำให้เกิดความยุติธรรมหรือความชอบธรรมได้อย่างไร

        ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า เหตุ ที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี้ก็คือ "กรรม" นั่นเอง ดังนั้น จะพูดอีกอย่างหนึ่งก็ได้ว่า เหตุการณ์ทุกอย่างบนโลกใบนี้ล้วนเกิดจากกรรมทั้งสิ้น ไม่มีอะไรบังเอิญ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นลอย ๆ

        คนหลายคนไม่เข้าใจเรื่องกรรมอย่างแท้จริงและมักจะเข้าใจผิดอยู่เสมอ เช่นบางคนกินมังสวิรัติ สวดมนต์เป็นประจำ เป็นคนมีเมตตาทำแต่กุศล แต่ทำไมยังเจอเหตุการณ์ร้ายอยู่อีก กฎแห่งกรรมหายไปไหน ทำไมไม่ส่งผลล่ะ แต่เขาไม่รู้เลยว่าในธนาคารแห่งกรรมของเขานั้นยังมีหนี้ค้างอยู่ แม้ว่าตอนนี้เขาจะเป็นคนดี ทำความดีแล้ว แต่หนี้ของเก่ายังไงก็ยังต้องใช้คืนอยู่ดี

        เช่นเดียวกัน มีบางคนทำบาปทำชั่วสารพัด ทั้งฆ่า ปล้นและสำส่อน แต่ก็ยังคงสามารถเสพสุขในลาภ ยศ สรรเสริญได้อย่างเต็มที่ ไหนล่ะกฎแห่งกรรม อันที่จริง เขายังมีเงินฝากอยู่ในธนาคารแห่งกรรมอยู่ แม้ว่าตอนนี้เขาจะทำชั่ว แต่เขาก็ยังมีสิทธิ์ใช้เงินฝากของเขาที่มีอยู่ก่อนได้ จึงสรุปว่า "กรรม" นั้นมีทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เกี่ยวเนื่องกันอยู่ในชาติก่อน ชาตินี้ และชาติหน้า

        ยามที่เราเห็นพืชพันธุ์ออกดอกออกผล ก็ย่อมเข้าใจได้ว่ามีคนหว่านเพาะมันไว้ก่อนแล้ว เช่นเดียวกัน เมื่อเราเห็นใครทำดีมีเมตตา ก็จะเข้าใจได้ว่าในอนาคตคนผู้นั้นจะต้องได้รับผลดีที่ทำไว้อย่างแน่นอน


ที่มา http://new.qq.com/omn/20180525/20180525A17B7J.html

31 ก.ค. 2560

ความสุขแบบโลก ๆ นำทุกข์มาให้นับชาติไม่ถ้วน



        ในฐานะที่เราเป็นสัตว์ที่มีอารมณ์ความรู้สึก ในใจลึก ๆ ล้วนมีสัญชาตญาณอย่างหนึ่งเหมือน ๆ กัน นั่นคือการรักสุขเกลียดทุกข์ เหตุใดเราจึงพยายามศึกษาเล่าเรียน เหตุใดเราต้องทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย เหตุใดเราจึงต้องอดทนอย่างมากในการดูแลรักษาครอบครัวไว้ เป้าหมายมีเพียงหนึ่งเดียว คือเราหวังว่าชีวิตของเราจะได้ความสุขและไม่ได้ความทุกข์ สัญชาตญาณนี้ไม่จำเป็นต้องเรียนจากไหน แม้แต่มดมันยังรู้ว่าต้องออกไปหาอาหาร หารูหารังอยู่ ทำไมล่ะ ก็เพราะว่ามันก็รักสุขเกลียดทุกข์ และด้วยพลังขับดันของสัญชาตญาณรักสุขเกลียดทุกข์นี้เอง ทำให้มนุษยชาติพัฒนาก้าวหน้ามาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งโลกมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้น พระองค์ทรงใช้แสงสว่างแห่งปัญญาอันยิ่งตรวจสอบความสุขที่สัตว์โลกอย่างเราพากันแสวงหาอยู่และพบว่ามีความผิดพลาดเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องมีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นเท่านั้นเราจึงจะรู้ความจริงอันนี้ได้

        โดยการตรวจสอบด้วยปัญญาของพระพุทธเจ้า ความสุขในชีวิตที่เราแสวงหากันอยู่มีความผิดพลาดอยู่ ๒ ข้อคือ ข้อที่ ๑ ดูกันเฉพาะในชาตินี้ ความสุขนั้นไม่เที่ยง ไม่จีรังยั่งยืน แปรเปลี่ยนไม่แน่นอน มีสุขก็เสื่อมจากสุขได้ คนโบราณจึงกล่าวว่า โลกียสุขนั้น "เมื่อได้มาก็กลัวว่าจะเสียไป เมื่อเสียไปก็จะเศร้าใจ" คือเมื่อเราได้โลกียสุข ในใจเราจะมีความกลัวเกิดขึ้น เพราะเรารู้ว่ามันจะเสื่อมสูญไปเมื่อไรก็ได้ และเมื่อเราสูญเสียความสุขนั้นไป ใจเราก็จะโศกเศร้าอาดูร ดังนั้น การที่เราแสวงหาโลกียสุขนั้น จะทำให้ชีวิตเราไม่สุขสงบอย่างยิ่ง เราจึงมักจะมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัว วิตกกังวล นี่คือความผิดพลาดข้อแรก คือมันทำให้ชีวิตปัจจุบันของเราไม่สุขสงบ

        ข้อที่ ๒ เป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุด เป็นความผิดพลาดที่จะส่งผลไปในชาติภพต่อ ๆ ไปของเราที่จะเวียนตายเวียนเกิดอีกนับไม่ถ้วน เพราะเวลาที่เราเสพโลกียสุขนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเสพด้านวัตถุหรือด้านความรู้สึก ก็เป็นเพียงโลกียสุขเท่านั้น เราจะเกิดความรักใคร่หวงแหน เราจะมัวเมาติดอยู่ในความสุขแบบโลกีย์นั้น จมลึกลงไปในสุขและไม่อยากถูกพรากจากสุขนั้น แต่ทว่าความกังวลใจที่เกิดจากความรักใคร่หวงแหนในสุขอย่างนี้ จะส่งผลต่อพลังวิบากกรรมในการเกิดการตายของเรา ก่อให้เกิดกิเลส มีวิบากกรรมเกิดขึ้น กลไกนี้ทำให้ประตูแห่งวัฏสงสารเปิดออก เข้าสู่การเวียนตายเวียนเกิดไปอีกนับชาติไม่ถ้วน ทั้งนี้เกิดจากการที่เราอยากได้ความสุขนี่เอง น่าเสียดายที่ความสุขแบบนี้เต็มไปด้วยกับดัก เพียงแค่เราต้องการเสพโลกียสุขหรือสุขแบบโลก ๆ ก็ต้องแลกมาด้วยการวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏ คือเวียนตายเวียนเกิดไปอีกนับชาติไม่ถ้วน หรือจะพูดอีกอย่างก็ได้ว่า เพื่อความสุขชั่วคราวสั้น ๆ เท่านั้น เราต้องทนรับความทุกข์ทรมานจากการเกิด แก่ เจ็บ ตายไปอีกนับหลาย ๆ ชาติ แต่เราจะไม่เคยได้บทเรียนเข็ดหลาบหรอก เพราะเราจำไม่ได้ พอถึงชาติต่อไปเราก็จะทำอย่างเดิมต่อไปอีก

        ในสมัยพุทธกาล มีภิกษุผู้บวชใหม่บางรูปเมื่อได้ทำวัตรเสร็จแล้วก็จะนั่งสนทนากัน เรารู้กันว่าในสมัยนั้นมีสาวกที่มาจากศาสนาลัทธิอื่นมาบวชในพุทธศาสนาด้วย เช่น พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร เป็นต้น เนื่องด้วยลัทธินอกพุทธเหล่านี้มีการปฏิบัติฌานหรือสมาธิ เมื่อได้รับสัมมาทิฏฐิจากธรรมะของพระพุทธเจ้า ก็จะบรรลุเป็นอรหันต์ได้โดยเร็ว นับว่าเป็นผู้ที่มีบุญบารมีมาก แต่ก็มีสาวกบางส่วนที่มาจากผู้ที่เป็นพ่อค้าหรือผู้ปกครองบ้านเมือง คนเหล่านี้เป็นผู้ที่มีกุศลบารมีมาก เมื่อได้บวชกับพระพุทธเจ้าแล้ว แน่นอนว่าก็ต้องทำวัตรเช้าเย็นตามอย่างพระตถาคต แต่เมื่อมีเวลาว่างอดีตพ่อค้าบางคนก็นั่งสนทนากันถึงความรุ่งเรืองร่ำรวยของตนในอดีต พูดเสร็จก็หัวเราะกันร่วน

        พระตถาคตผู้มีโสตทิพย์แม้อยู่ในห้องพักก็ได้ยินที่พวกเขาพูดกัน จึงค่อย ๆ ดำเนินออกจากห้องไปสู่ที่ที่พวกเขานั่งสนทนากัน พระองค์ทรงตรัสถามทั้งที่รู้อยู่ว่า "พวกเธอกำลังทำอะไรกันอยู่หรือ?" ภิกษุก็ตอบไปตามความจริง พระตถาคตจึงตำหนิภิกษุเหล่านั้น ทรงตรัสเป็นกถาว่า "เมื่อตกอยู่ในกองเพลิงเผาไหม้ ไยจึงยังระเริงยินดีอยู่? เมื่อถูกกั้นขังอยู่ในความมืด ไยจึงไม่แสวงหาความสว่าง?" เมื่อก่อนพวกเธอรู้สึกรุ่งเรืองในโลกียสุข ความจริงเป็นความผิดพลาด เป็นอุปสรรคเครื่องกั้น เหมือนตกอยู่ในกองเพลิง เราเห็นแต่ความลวงของโลกียสุข เธอไม่เห็นหรือว่าเบื้องหลังของมันมีเพลิงร้อนเผาไหม้อยู่ คือ เพลิงกิเลส เพลิงวิบากกรรม เพลิงแห่งการแก่ เจ็บ และตาย ดังนี้แล้ว ความสุขอย่างนี้ควรแล้วหรือที่พวกเธอจะยินดีจนหัวเราะหัวใคร่กัน?

        แล้วเราควรจะทำอย่างไรดีล่ะ? ทำไมความสุขแบบนี้จึงนำทุกข์ในวัฏสงสารมาสู่เรา? เป็นเพราะว่าเวลาที่ใจของเราแสวงหาความสุขแบบโลก ๆ อยู่นั้น เราไม่ได้ตั้งมั่นอยู่ในปัญญาธรรม แต่อยู่ในอวิชชาหรือความมืด เป็นความรู้สึกอย่างทื่อ ๆ และความมืดนั้นเองเป็นเครื่องกั้น ซึ่งเป็นจุดบอดที่มีอยู่ในเราทุกคน ความรู้สึกในการแสวงหาความสุขของเราแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน บางคนรู้สึกว่าได้บ้านเป็นความสุข บางคนไม่สนใจบ้านเท่าไร แต่ถ้าได้รถแล้วจะเป็นความสุข แตกต่างกันไปต่าง ๆ นานา แต่สรุปได้ว่าเรามักจะอิงเอาความรู้สึกของตนเองในการแสวงหาสิ่งที่เราคิดเองว่าเป็นความสุข แต่ในทางธรรมะเห็นว่า การเป็นไปตามความรู้สึกแบบนั้นเป็นความโง่เขลา ความคิดตามความเคยชินแบบนี้ติดตัวเรามาช้านานนับชาติไม่ถ้วน คือการคิดตามความรู้สึกไปแบบทื่อ ๆ นี่เอง

        เรามีความปรารถนาต้องการความสุข แต่ในความสุขนั้นเราได้ติดกับดักแห่งทุกข์ในวัฏสงสาร นี่เป็นเรื่องน่าเศร้ามากของชีวิต เราเหมือนไม่มีทางเลือก เราชอบแสวงหาความสุข แต่ในความสุขก็ทำให้เราติดกับอยู่ในวัฏสงสาร

        เราไม่มีทางเลือกอื่นเลยจริง ๆ หรือ?

        "ไยจึงไม่แสวงหาความสว่าง!" อันที่จริงเราสามารถสลัดออกจากความสุขแบบเดิม ๆ แล้วแสวงหาความสุขที่ไม่มีความผิดพลาดได้ และนี่ก็คือเหตุผลที่โลกมีพระพุทธเจ้ามาเกิด นั่นคือเราสามารถเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตใหม่ เราปรารถนาความสุข เรื่องนี้เป็นที่เข้าใจได้ เป็นความต้องการของสัตว์โลกทั้งปวง แต่ในระหว่างการแสวงหาความสุขนั้น นอกจากความรู้สึกโดยตรงแล้ว ต้องเพิ่มความสว่างทางปัญญาให้แก่จิตด้วย คุณค่าของความสุขของเราจะสูงขึ้นอย่างมาก เราจะสามารถเปลี่ยนจากความสุขที่มีความผิดพลาดมาเป็นความสุขจากการหลุดพ้นและไม่มีความผิดพลาด เรียกว่าเป็นบุญอันไพศาล เราสามารถเปลี่ยนจากกุศล (有漏的福报) ไปเป็นบุญอันไพศาล (无漏的万德 บุญที่ชำระกิเลสได้)* นี่ก็คือความสุขแบบที่ไม่มีความผิดพลาด ไม่มีบาป ซึ่งเราทุกคนทำได้

        ดังนั้น การที่เราเรียนรู้ธรรมะของพระพุทธเจ้า ก็เพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขคุณภาพของชีวิตเป็นหลัก เราไม่จำเป็นต้องเวียนตายเวียนเกิดไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด เรามีทางเลือก คำตรัสของพระพุทธเจ้าที่ว่า "ไยจึงไม่แสวงหาความสว่าง" ก็หมายถึงในการดำเนินชีวิตของเรา เราสามารถเรียนรู้คำสอนของพระพุทธเจ้า ใคร่ครวญตรึกตรองในคำสอน จิตใจของเราจะสามารถออกจากความมืดมาสู่ความสว่างได้ และด้วยความสว่างแล้วอันนี้เอง เราจึงแสวงหาความสุขใหม่ แต่ความสุขแบบนี้มันเป็นความสุขของการเป็นบุญอันไพบูลย์ เป็นบุญอันมากอย่างยากที่จะบรรยายได้ทีเดียว


ผู้เขียน พระอาจารย์ 净界法师
ที่มา http://foxue.qq.com/a/20170726/040524.htm


หมายเหตุ * ตามตัวอักษรในต้นฉบับ มีคำที่พูดถึงบุญกุศลอยู่สองคำคือ 福报 กับ 功德 (หรือบางทีก็ใช้ 福德) ซึ่งผู้แปลยังไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างได้อย่างชัดเจน รู้แต่เพียงว่าคำแรกนั้นเป็นคุณความดีแบบที่รั่วไหลหกหล่นได้ แต่คำที่สองมีสภาพเป็นบุญที่แน่นอนกว่าเพราะมันทำลายกิเลสได้ จึงขอแปลแยกเป็น "กุศล" กับ "บุญ" ไว้เป็นพื้นไปก่อน โดยอิงตามที่ครูบาอาจารย์เคยสอนไว้ หากมีโอกาสและเห็นว่าเป็นเรื่องน่าสนใจคงจะได้ขยายความสองคำนี้ให้ชัดเจนขึ้นในครั้งต่อไป

26 ก.ค. 2560

ความเข้าใจผิดต่อศาสนาพุทธในประเทศจีน



        เทวะปะปนกับพุทธะ


        วัฒนธรรมจีนมีการสั่งสมและผสมผสานมาอย่างหลากหลาย สามารถยอมรับศาสนาต่าง ๆ ที่สอนให้เป็นคนดีได้อย่างกว้างขวาง สืบเนื่องจนถึงปัจจุบัน เมื่อเราเห็นคนจีนจุดธูปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็จะเข้าใจผิดว่าเป็นศาสนาพุทธไปเสียหมด ความจริงแล้ว บรรดาเทพทั้งหลายในความเชื่อของชาวบ้าน เช่น เซี้ยฮ้วงเอี๋ย (城隍爷) ตี่จู้เอี๊ย (土地公) นาจา (三太子) ม่าจ้อโป๋ (妈祖) ฯลฯ ได้ถูกชาวจีนสวมเสื้อของความเป็นพุทธไปเสียแล้ว หารู้ไม่ว่าเทวะกับพุทธะนั้นคนละอย่างกัน ทั้งโดยแก่นและความเชื่อถือมีความแตกต่างกันอย่างมาก เราจึงควรมาศึกษาทำความเข้าใจกันให้ชัดเจน

        ในศาสนาพุทธ เทพหรือเทวดาเป็นเพียงส่วนหนึ่งในภพทั้งหก (สวรรค์ มนุษย์ อสูร เดรัจฉาน เปรต นรก) เทพจัดว่าเป็นจิตวิญญาณที่มีกุศลมาก อาจจะเป็นผู้ที่เคยทำความดีสร้างคุณูปการแก่ประเทศชาติหรือมนุษยชาติไว้ในชาติปางก่อน คนรุ่นหลังมีความสำนึกขอบคุณท่าน จึงได้ตั้งศาลขึ้นเพื่อแสดงความเคารพบูชา หรือเทพอาจจะเกิดขึ้นในยุคที่มนุษย์ยังไม่มีปัญญามากพอ ไม่มีความรู้เรื่องปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ จึงกราบไหว้บูชาต่อธรรมชาติ เช่น ภูเขา แม่น้ำ ท้องฟ้า แผ่นดิน เป็นต้น

        คนทั่วไปเข้าใจว่าเทพเจ้ามีอำนาจควบคุมชีวิตและความตายของสรรพสัตว์ มีความสามารถครอบงำโชคเคราะห์และบาปบุญทั้งหมดได้ แต่หารู้ไม่ว่าเทพหรือเทวดาก็คือปุถุชนนี่แหละ แต่เป็นผู้ที่มีเป้าหมายอยู่ที่การบำเพ็ญคุณงามความดี โดยที่ยังไม่มีระบบความคิดทางปรัชญาอย่างสมบูรณ์รอบด้าน การบูชากราบไหว้เทพเจ้าคือการขอพรในโลกนี้ เพื่อให้ได้รับการปกป้องคุ้มครอง ปัดเป่าเภทภัยต่าง ๆ แต่ไม่สามารถบรรลุความหลุดพ้นจากทุกข์ได้ เทพเจ้าในศาสนาอื่นมีความสัมพันธ์กับมนุษย์ในฐานะเจ้านายกับผู้รับใช้ ไม่มีทางเท่าเทียมเสมอกันได้

        แต่พระพุทธเจ้าได้ละทิ้งราชบัลลังก์ ละทิ้งคู่ครองและบุตร ออกไปแสวงหาสัจจะ เป็นวิญญูชนผู้ออกบวช และได้รู้แจ้งแทงตลอดถึงความจริงทั้งชีวิตและจักรวาล ได้พิสูจน์การเข้าถึงปัญญาอันแท้จริงได้ พระองค์แสดงความจริงว่าบาปบุญและดีชั่วทั้งหลาย ล้วนเกิดจากตัวเราเองทั้งสิ้น

        หากเราไม่ประพฤติปฏิบัติให้ถึงในใจ ปรับปรุงแก้ไขพฤติกรรมและความคิดของเราอย่างแท้จริง การกราบไหว้บูชาอย่างมืดบอดไม่มีทางเข้าหาความดีและออกจากความชั่วได้ ยิ่งไม่อาจชำระกายใจให้บริสุทธิ์ได้ พุทธนั้นปฏิบัติต่อสัตว์ทั้งปวงด้วยเมตตาและเสียสละด้วยความยินดี พระพุทธเจ้าเป็นเพียงผู้ชี้ทาง ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างพระพุทธเจ้ากับมนุษย์คือครูกับลูกศิษย์ ขอเพียงเราปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ ทุกคนก็สามารถเป็นพุทธะได้ ด้วยเหตุนี้จึงสรุปได้ว่าโดยเนื้อแท้แล้วความสัมพันธ์ระหว่างพระพุทธองค์กับมนุษย์นั้นเสมอภาคเท่าเทียมกัน

        ปัญญากับอวิชชา


        มักจะมีคนวิจารณ์ว่าศาสนาพุทธเป็นลัทธิงมงาย อย่างไรจึงเรียกว่างมงาย? การเชื่อตาม ๆ กันไปโดยไม่ได้พิจารณาด้วยเหตุผลให้ถ่องแท้นั้นเป็นความงมงาย ผู้ที่วิจารณ์ส่วนใหญ่ยังไม่เคยได้ฟังธรรมของพุทธศาสนาเลย แม้แต่ความหมายของคำว่า "พุทธ" ก็ยังไม่รู้ แล้วก็ตัดสินเอาเองว่าศาสนาพุทธเป็นลัทธิงมงาย ผู้ที่วิจารณ์อย่างนี้ดูจะเขลาและงมงายยิ่งกว่าหรือไม่ 

        แล้วการเชื่ออย่างมีปัญญานั้นเป็นอย่างไร มันคือการพิจารณาด้วยปัญญา ตรวจสอบอย่างรอบคอบ ให้รู้แน่ว่าเป็นคุณงามความดี สามารถทำให้คนหลุดพ้นจากทุกข์ได้จริง แล้วจึงยอมรับเชื่อถือ แบบนี้จึงจะเรียกว่าเชื่อด้วยปัญญา เหลียงฉีเชา (นักคิดนักเขียนจีน) เคยกล่าวไว้ว่า "ศาสนาพุทธต้องเชื่อด้วยปัญญาไม่ใช่งมงาย" ศาสนาพุทธเองก็ไม่ยอมรับความงมงาย สนับสนุนให้ตรวจสอบค้นหาข้อสงสัยด้วยเหตุผล มีความใจกว้าง มีท่าทีในการรับรู้ความจริงตามความเป็นจริง อันเป็นคุณลักษณะของการเชื่อด้วยปัญญา เป็นความแตกต่างอย่างสำคัญระหว่างศาสนาพุทธกับศาสนาอื่น

        ความเชื่ออื่นถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพุทธ


        ในวิถีชาวบ้านมีคติความเชื่อต่าง ๆ มากมาย มีการปฏิบัตินอกศาสนาพุทธอยู่หลายอย่าง ล้วนไม่ใช่ความเชื่อที่ถูกต้องตามหลักพุทธศาสนา ดังตัวอย่างต่อไปนี้

        ๑. การดูดวงพยากรณ์ด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น เสี่ยงเซียมซี เสี่ยงทายด้วยไม้ (卜卦) ทายดวงดาว (紫微斗数) คลำกระดูก (摸骨) เป็นต้น การทำนายเหล่านี้เกิดจากคนไม่มั่นใจต่ออนาคตของตนเอง หวังว่าจะอาศัยสิ่งเหล่านี้มากำหนดทิศทางชีวิต แต่ศาสนาพุทธสอนว่า "อยากรู้เหตุในอดีตชาติ ให้ดูสิ่งที่ได้รับในชาตินี้ อยากรู้ผลในชาติต่อไป ให้ดูการกระทำในชาตินี้" ความคิดและการกระทำของเราเป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตในอนาคต ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการดูดวงเลย เพียงแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่เหตุ ผลก็จะเกิดตามเหตุที่ได้ทำไว้แล้วเอง 

        ๒. การดูฮวงจุ้ย ศาสตร์ฮวงจุ้ยสัมพันธ์กับทิศทาง สนามแม่เหล็ก การไหลของน้ำ เป็นต้น มีหลักอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ สอดคล้องกับธรรมชาติ สำหรับปุถุชนผู้ยังไม่รู้แจ้งในสัจธรรม ปัจจัยภายนอกเหล่านี้ก็ยังมีอิทธิพลต่อเขาอยู่ แต่อริยะบุคคลผู้ได้อรหัตผลแล้ว ไปอยู่ที่ไหนที่นั่นก็จะเป็นดินแดนอันบริสุทธิ์และสว่าง ข้อนี้ยืนยันคำกล่าวที่ว่า "จิตของปุถุชนหมุนวนไปตามตำแหน่งแห่งที่ แต่ภพภูมิของพระอริยะกำหนดได้ตามจิต" อย่างไรก็ดี ศาสนาพุทธเน้นการปฏิบัติที่จิต สภาวะจิตภายในมีความสำคัญกว่าสภาพภูมิประเทศภายนอกอย่างมาก

        ๓. ทรงเจ้าเข้าผี (跳神扶乩) เป็นพิธีกรรมตามความเชื่อของชาวบ้าน อาศัยวิญญาณเป็นสะพานเชื่อมต่อ เพื่อการวอนขอสิ่งต่าง ๆ เรื่องนี้ไม่ใช่คำสอนในศาสนาพุทธอย่างแน่นอน จัดอยู่ในพวกไสยศาสตร์

        ๔. การโยนถ้วยถามเทวดา (掷杯筊) มนุษย์กับเทพไม่สามารถสื่อสารกันได้ เรื่องนี้มันเป็นการถามเองตอบเอง และเดาเอาว่าเป็นเจตนาของเทวดาเสียมากกว่า

        ๕. การเผากระดาษเงินกระดาษทอง ประเพณีนี้เกิดขึ้นในสมัยราชวงศ์ฮั่น โดยกลวิธีการตลาดของพ่อค้ากระดาษในสมัยนั้น สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งยังมีการพัฒนามาเป็นการสร้างสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่เป็นกระดาษ เชื่อกันว่าเผาไปให้ผู้ตายได้ใช้ แต่ศาสนาพุทธสอนว่า ถ้าต้องการทำกงเต็ก (แปลตามอักษรว่ากุศลกรรม) ควรจะให้ทาน พิมพ์หนังสือธรรมะ หรือบำรุงพระรัตนตรัยในนามของผู้ตาย จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ตายได้มากกว่า การเผากระดาษเงินกระดาษทองและข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ นั้น มีแต่ภพของผีของเปรตเท่านั้นที่จะใช้ได้ แต่ผู้ตายนั้นอาจจะไม่ได้ไปผุดเกิดในภพของผีเปรตเลยด้วยซ้ำ 

        ๖. ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นเครื่องสังเวยบูชา ผู้ไม่ประสามักจะไหว้พระพุทธเจ้าด้วยเป็ด ไก่ หมู ปลา ฯลฯ แม้จะแสดงความเคารพบูชาด้วยใจจริง แต่ทว่าศาสนาพุทธสอนให้มีจิตใจเมตตากรุณา สอนว่าทุกชีวิตเท่าเทียมเสมอภาคกัน เคารพในสิทธิของการมีชีวิตอยู่ของดวงวิญญาณทั้งหลายในโลก นอกจากนี้ สัตว์ทั้งหลายที่เกิดและตายวนเวียนอยู่ในภพทั้งหกนั้นล้วนเคยเป็นญาติกันมาก่อนทั้งสิ้น เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสัตว์ที่ถูกฆ่านั้นในชาติก่อนเคยเป็นพ่อเป็นแม่เรามาหรือไม่ ศาสนาพุทธจึงกำหนดศีลข้อแรกเป็นพื้นฐานไว้เลยว่า ห้ามฆ่าสัตว์

        มองโลกในแง่ลบ กราบไหว้บูชาตัวบุคคล


        ศาสนาพุทธได้เปิดเผยผ้าคลุมของชีวิตออก ให้เห็นความจริงว่ามันเป็นทุกข์ ไม่มีตัวตน ไม่เที่ยงแท้ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) สำหรับผู้ที่ยังไม่เข้าใจธรรมะของศาสนาพุทธอย่างลึกซึ้ง มักจะตีความตามตัวหนังสืออย่างผิวเผิน แล้วคิดเอาว่าศาสนาพุทธนั้นมองโลกในแง่ลบ หดหู่เศร้าหมอง อันที่จริง ศาสนาพุทธมองการทำอกุศลกรรมในแง่ลบ แต่มีท่าทีเป็นบวกอย่างยิ่งต่อการทำกุศลช่วยสัตว์โลกและมีจิตใจเสียสละให้แก่ผู้อื่น

        ศาสนาพุทธมีปณิธานที่จะพาสัตว์ทั้งปวงให้พ้นทุกข์ จึงมีจิตที่เมตตากรุณา ไม่ใช่จิตที่ปลดปลงอย่างเศร้าหมอง ยังมีคนอีกมากที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าคนที่บวชเป็นพระเป็นคนไม่กตัญญู หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบในสังคม เขาไม่รู้เลยว่าในสังคมต้องการบทบาทหน้าที่อันหลากหลาย จำเป็นต้องมีบุคลากรหลาย ๆ ด้าน ภาระหน้าที่ในการกอบกู้จิตวิญญาณของสังคม ต้องอาศัยพระสงฆ์เป็นกำลังอย่างสำคัญ การออกบวชเป็นเรื่องของลูกผู้ชาย ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอก การออกบวชจึงจะเป็นการกตัญญูอย่างแท้จริง เพราะเป็นการออกจากบ้านของกิเลส เพื่อปลูกเชื้อแห่งพุทธมาสู่ตน นำพาธรรมะมาเป็นประโยชน์แก่ชีวิตของตนเองและผู้อื่น พระโพธิสัตว์ตี้จ้าง (地藏菩萨) ผู้ได้ชื่อว่าลงไปช่วยโปรดมารดาถึงในนรก พระองค์ตั้งจิตอธิษฐานไว้ว่า "ตราบใดที่นรกยังไม่ว่างจากผู้ตกทุกข์อยู่ เราจะไม่เป็นพระพุทธเจ้า ต่อเมื่อสัตว์ทั้งปวงข้ามพ้นทุกข์แล้วเท่านั้น จึงจะบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ" ท่านลองคิดดูเถิดว่าการตั้งจิตแบบนี้เป็นความคิดในเชิงบวกมากเพียงใด

        สาวกของศาสนาอื่นมักจะวิจารณ์ว่าศาสนาพุทธกราบไหว้แต่บุคคล แต่เขาไม่รู้ว่าศาสนาพุทธสร้างพระพุทธรูปก็เพื่อเป็นเครื่องรวมจิตใจ เพื่อให้ผู้ที่กราบไหว้ได้มองเห็นทั้งรูปและนาม เพื่อเรียนรู้แก่นคำสอนและการปฏิบัติของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่เพื่อการอ้อนวอนร้องขอ ก็เหมือนกับสัญลักษณ์ธงชาติ เพลงชาติ ไม้กางเขน เป็นสัญลักษณ์สำหรับยึดเหนี่ยวจิตใจ พระพุทธรูปนั้นเป็นสัญลักษณ์แห่งพระธรรมคำสอน ศาสนาพุทธโดยแท้จริงแล้วไม่ยึดติดในรูปธรรม ไม่หนีโลก แต่ก็ไม่ติดในโลก ยิ่งในคัมภีร์ "วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร" แต่ละถ้อยคำล้วนมุ่งสลายความเป็นรูป แล้วจะว่าเป็นการบูชาบุคคลได้หรือ


เขียนโดย พระอาจารย์ 慧律法师
ที่มา http://rufodao.qq.com/a/20131001/003993.htm

8 ก.ค. 2560

พิษ ๕ ในมุมมองของนักจิตวิทยา



        ศาสนาพุทธ (มหายาน) สอนว่ากิเลสนั้นเกิดจากต้นเหตุสำคัญ ๖ ประการ ได้แก่ พิษ ๕ และการยึดอัตตา อุปสรรคทั้ง ๖ อย่างนี้เองที่ปิดกั้นปัญญา ทำให้จิตของเรามืดบอด พิษ ๕ อย่างในจิตนี้ประกอบด้วย โลภ โกรธ หลง อวิชชา และสงสัย มันเปรียบเหมือนยาพิษที่ขัดขวางการเจริญในธรรม เราจำเป็นต้องทำลายพิษ ๕ อย่างนี้ให้ได้จึงจะเห็นแสงสว่างแห่งพุทธิปัญญา

        ทุกวันนี้ความรู้ในพุทธศาสนาถูกนับว่าเป็นสมบัติล้ำค่าอย่างหนึ่งของการศึกษาจิตวิทยาสมัยใหม่ ในครั้งนี้ ศาสตราจารย์จู้จัวหง (祝卓宏) แห่งสถาบันวิจัยจิตวิทยา มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ประเทศจีน จะอธิบายไขความให้เราฟังเรื่องพิษ ๕ ในศาสนาพุทธ ดังนี้

        โลภ - การติดอยู่ในอดีตและอนาคต

        ความโลภนั้นมีหลายอย่าง โดยทั่วไปก็คือความโลภในทรัพย์ กิน กาม เกียรติ ชีวิตคนทั่วไปล้วนหัวทิ่มหัวตำอยู่ในความโลภ เกลือกกลิ้งอยู่ในโลกียสุขอันเกิดจากโลภะ ไม่สามารถพาตัวเองออกมาได้ ในทางจิตวิทยาวิเคราะห์ได้ว่า ความโลภเกิดจากความเจ็บปวดในอดีต ความไม่พอใจต่อความเป็นจริงในปัจจุบัน และความกังวลใจต่ออนาคต ด้วยเหตุแห่งโลภจึงหลงหลุดออกจากความเป็นจริงอย่างหนัก หลงติดอยู่ในความสุขสบาย ติดอยู่ในมายาของอดีตและอนาคตที่ตนเองสร้างขึ้นมา

        ลาภ ยศ สรรเสริญ ชีวิตที่เอาแต่กิน สูบ ดื่ม เสพ หลายคนยอมตนเป็นทาสของมัน เหมือนตัวละครตัวหนึ่งในซีรี่ส์เรื่อง "ในนามของประชาชน" (人民的名义) ที่ชื่อจ้าวเต๋อฮั่น เพราะความยากจนข้นแค้นในอดีตเขาจึงหาเงินอย่างบ้าคลั่งถึงสองร้อยล้านหยวน หรือตัวละครอีกตัวหนึ่งที่ชื่อเกาอวี้เหลียง เขาเลิกกับภรรยาตั้งนานแล้ว แต่เพื่อผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายจึงยังยอมอยู่บ้านเดียวกันต่อไป

        ในชีวิตจริง อาการของโลภะอย่างเบาก็คือการติดในของอร่อย ช้อปปิ้ง บุหรี่ เหล้า ฯลฯ อย่างหนักก็คือการดิ้นรนแสวงหายศตำแหน่ง เงินเดือนสูง ๆ เส้นสาย หรืออยากรวย เป็นต้น ล้วนเป็นความโลภทั้งสิ้น เพื่อลาภ เพื่อยศ บางคนถึงขนาดไม่สนใจถูกผิดดีชั่ว ไม่เลือกวิธีการ จนกระทั่งชื่อเสียงกลายเป็นโซ่ตรวนผูกมัด ผลประโยชน์กลายเป็นกองไฟเผาตัวเอง และในที่สุดความปรารถนาที่ควบคุมไม่ได้เหล่านี้จะกลืนกินทั้งสุขภาพและจิตใจอันดีงามของเราไปจนหมดสิ้น 

        คนที่มีความโลภจัดควรจะได้สัมผัสชีวิตที่เป็นจริงให้มาก ๆ เสริมสร้างความประณีตละเอียดอ่อนทางประสาทสัมผัสทั้งห้า ซึมซับถึงสาระที่แท้ของชีวิตบ้าง และพึงสังวรว่า "ต่อให้มีนาเป็นพันไร่ก็กินข้าวได้แค่วันละสามมื้อ มีบ้านมีตึกเป็นพันหลังก็นอนได้แค่เตียงแปดฟุต"

        ความสุขและความยินดีไม่เคยได้มาด้วยความโลภ ความมักน้อยรู้จักพอต่างหากจึงจะเป็นสุขอย่างยั่งยืน ลองออกไปดมกลิ่นหอมของดอกไม้บ้าง ชิมรสหวานของผลไม้บ้าง จับเข่าพูดคุยสนทนากับคนในครอบครัวบ้าง อย่าเอาแต่รับ อย่าเอาแต่ให้ ไม่เอาแต่คิด ไม่เอาแต่ขอ จัดการกับส่วนที่เกินของชีวิตด้วยหลักของการ "ทาน" ในศาสนาพุทธ เอาความปิติสุขที่ได้จากการแบ่งปันให้ผู้อื่นมาถมเติมจิตใจที่กลวงเปล่าเพราะความโลภ

        โกรธ - อารมณ์อัดอั้นที่หาทางระบายออกไม่ได้

        โกรธตรงข้ามกับโลภ โลภเป็นภาวะอารมณ์ของความพึงใจ โกรธเป็นภาวะอารมณ์ที่ไม่พึงใจ ไม่ชอบใจ โกรธคือโมโหโทโส เมื่อเราเจอเรื่องที่ไม่พอใจ ไม่ชอบใจ อยากจะหลีกหนีหรือควบคุมมัน แต่ก็มีหลายครั้งที่เราปฏิเสธไม่ได้ ปล่อยวางไม่ได้ ควบคุมไม่ได้ จึงก่อเกิดเป็นความโกรธ

        ความโกรธมีที่มาสองอย่าง อย่างแรกคือเหตุภายนอกที่ไม่เป็นไปตามความต้องการหรือแผนการของเรา อย่างที่สองคือเราเองหาทางออกจากทุกข์หรือความไม่พอใจไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ คนเราจึงเกิดจิตโกรธแค้นที่มักต่อสู้ขัดขืน อยากเอาชนะ เมื่อร่างกายของเราถูกทำร้ายหรือศักดิ์ศรีโดนลบหลู่ ก็จะเกิดจิตที่อยากจะแก้แค้นหรือทำร้ายฝ่ายตรงข้าม

        เรื่องทะเลาะเบาะแว้งต่าง ๆ เช่น ซื้อของแล้วได้ของไม่ครบบ้าง ถูกคนแอบเอาเรื่องไปนินทาฟ้องร้องบ้าง สามีภรรยาต่อว่ากันอย่างนั้นอย่างนี้บ้าง ฯลฯ ถ้าหากเราสะกดใจให้ยอมอ่อนลงไม่ได้ก็จะทำให้ความขัดแย้งเหล่านี้ถูกยกระดับขึ้น กลายเป็นการใช้คำพูดทิ่มแทง ด่าว่ากัน หรือถึงขั้นลงไม้ลงมือต่อสู้กันได้ ศาสนาพุทธมีคำสอนว่า ความโกรธแค้นสามารถเผาทำลายบุญกุศลจนมอดไหม้หมดสิ้น เราจึงต้องพยายามหลีกเลี่ยงผลวิบากจากความโกรธให้ได้ 

        อดทนไว้ก่อน แล้วคลื่นลมก็จะสงบลง ยอมเขาบ้าง ทะเลก็จะโล่งฟ้าก็จะโปร่ง เมื่อใจเราเกิดอารมณ์ในทางลบ เช่น ร้อนรุ่ม เคียดแค้น เคืองโกรธ ต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับเสียบ้าง ยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีอคติ แน่นอน ไม่ใช่ว่าจะต้องให้เราก้มหน้าก้มตายอมรับการดูถูกดูหมิ่นแต่อย่างเดียว แต่เราต้องพิจารณาด้วยเหตุผลให้เห็นชัดเจนในส่วนที่เป็นความดื้อดึงของเราเองด้วย 

        คนอารมณ์ร้อนขี้โกรธควรจะอ่านเรื่องแนวเปรียบเทียบที่ให้ข้อคิดบ่อย ๆ เช่น คนที่ตกลงไปในโคลนตม ยิ่งตะเกียกตะกายก็ยิ่งจมลึกลงไป เวลาที่อยากระบายโทสะมาก ๆ ให้ลองคิดว่า "เราจะออกจากอารมณ์เพื่อตามดูอารมณ์" ฝึกหัดตัวเองให้รู้จักปล่อยวาง "ใครจะชมหรือจะด่าก็ไม่หวั่นไหว มองดูดอกไม้หน้าบ้านบานบ้างโรยบ้าง จะไปหรือจะอยู่ก็ไม่เป็นไร แหงนหน้าดูฟ้าดูเมฆลอยม้วนลอยล่องไปตามสายลม"

        หลง - อาการยึดมั่นถือมั่นในตัวตน 

        เมื่อถูกชื่อเสียงคำสรรเสริญเข้าครอบงำ ด้วยความโง่เขลา ความเร่าร้อน และความมืดบอด คนเราก็มักจะโอ่อวด อวดชื่อเสียง อวดความสามารถ อวดมั่งอวดมี เป็นต้น เหล่านี้ล้วนเรียกว่า "หลง" ในทางจิตวิทยา ความหลงหมายถึงพฤติกรรมหรือท่าทีที่เกิดจากการยึดเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ดื้อดึงเอาแต่ใจ ทำให้เป็นคนใจร้อน เย่อหยิ่ง และเกียจคร้าน

        คนที่มีนิสัยอวดดีจะทำลายความรู้สึกผู้อื่นเสมอ ทำให้เสียการงานและไม่บรรลุเป้าหมาย ตัวอย่างเช่น บางคนประสบความสำเร็จนิดหน่อยทางด้านการเรียนหรือการงานก็มักจะอวดดี คิดว่าตัวเองเก่ง หรือลูกคนรวย ลูกคนใหญ่คนโตที่ชอบทำตัวเป็นคนชั้นสูง อวดร่ำอวดรวย เป็นชีวิตที่มีแต่การเปรียบเทียบแข่งขันและมักจะคิดว่าตนเองเก่งกว่าผู้อื่นเสมอ คนเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้อื่นไม่ชอบใจ ยังปิดกั้นปัญญาของตนเองให้มืดบอดด้วย สุดท้ายก็ตัวเองนั่นแหละที่จะต้องเสียหาย เพราะมันจะทำให้เรามองไม่เห็นข้อดีของผู้อื่นเลย

        ความเย่อหยิ่งอวดดีก่อให้เกิดจิตที่ไม่พากเพียร ขี้เกียจ เพราะคิดว่าตัวเองนั้นดีสุดแล้ว ไม่ต้องพัฒนาอะไรอีก ดังนั้น วิธีแก้ไขในการปรับปรุงพฤติกรรม เราควรจะมีความฝัน ตั้งเป้าหมายและทิศทางที่จะทำให้เจริญขึ้น กำหนดแนวทางให้ชัดเจน ไม่หวั่นไหวไปกับอารมณ์ความอยากต่าง ๆ ที่แทรกเข้ามา มุ่งหน้าไปตามทิศทางแห่งคุณค่าที่เราตั้งไว้ให้ได้ 

        การตั้งจิตอ่อนน้อมถ่อมตนมาแทนที่จิตที่อวดดีถือดี รักษาสภาวะจิตเป็นแบบน้ำที่ไม่เต็มแก้วเอาไว้เสมอ ก็จะสามารถล้างความมานะถือดีได้ หากรู้จักรักษาจิตที่อ่อนน้อมถ่อมตนไว้ก็จะสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้เสมอ

        อวิชชา - ความสับสนระหว่างความจริงกับความลวง

        อวิชชาหรือความไม่รู้ คือการถือเอาความเห็นเป็นความจริง ถูกทำให้สับสนด้วยเรื่องหรือถ้อยคำที่ผิวเผิน มันมักจะนำไปสู่ความหลงใหลและความคิดเพ้อเจ้อ ในทางจิตวิทยา มันคือการสับสนปนเปกันระหว่างความรับรู้ในสมองกับความเป็นจริงในโลก มีผลให้แยกแยะเรื่องราวเหตุผลไม่ได้ ไม่รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด ยึดมั่นถือมั่นในความเห็นของตนเอง ไม่ฟังความเห็นของผู้อื่น

        อวิชชาหรือบางทีเราจะเรียกว่าความลุ่มหลงก็ได้ ในบางกรณีก็อาจจะเป็นประโยชน์อยู่บ้าง 

        ตัวอย่างเช่น การหลงรักใครสักคน หรือลุ่มหลงในงานอดิเรก เช่นการถ่ายภาพ วาดภาพ เป็นต้น ความลุ่มหลงในการแสวงหาความฝันของชีวิต สิ่งเหล่านี้จะมองว่าเป็นอวิชชาอย่างหนึ่งก็ได้ แต่อวิชชาแบบนี้มีประโยชน์ในการสร้างสรรค์งานและอนาคตของเราได้ระดับหนึ่ง  

        ในอีกด้านหนึ่ง อวิชชาอย่างหนักเป็นความหลงใหลที่จะทำให้เรากลายเป็นคนทึบทื่อ เหตุผลบอดใบ้ เช่น การหลงใหลชีวิตส่วนตัวของดารา ไม่เอาใจใส่การเรียนหรือการงาน ไม่รู้จักชื่นชมศิลปะหรือความสามารถของผู้อื่น เป็นเหมือนกับสโลแกนสร้างชาติในอดีตที่ตั้งไว้อย่างสวยหรูว่า "ในสามปีจะแซงหน้าอังกฤษ ห้าปีจะไล่ทันอเมริกา" เป็นการคิดฝันเกินความเป็นจริงไปไกลมาก อวิชชาแบบนี้จะกลายเป็นอุปสรรคถ่วงความเจริญในการพัฒนาตน พัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และพัฒนาประเทศชาติ

        จิตที่มีอวิชชาคือการหลงยึดชนิดหนึ่ง การล้างความติดยึดนี้เราจะต้องแยกแยะความเห็นกับความรู้ให้ได้ก่อน ความเห็นก็ให้อยู่ในส่วนของความเห็น ความจริงก็ให้เป็นส่วนของความจริง เช่น เมื่อพบว่าเราได้หลงติดอยู่กับความเห็นอย่างใดอย่างหนึ่งเสียแล้ว ให้พิจารณาทบทวนความเห็นนั้นซ้ำ ๆ หลาย ๆ รอบ ลองอ่านความเห็นนั้นด้วยความรู้สึกหลาย ๆ แบบ เช่น สงสัย ถามแย้ง ยินดี เสียใจ เป็นต้น

        ทำอย่างนี้แล้ว เราจะรู้ตัวได้ว่าสิ่งที่เราติดอยู่นั้นเป็นเพียงความเห็นเท่านั้น หรืออาจจะใช้ท่าทีแบบเป็นคนนอกมองดูตนเองก็ได้ ให้บอกกับตัวเองว่า "เราพบว่าในหัวของเรามีความเห็นอย่างหนึ่งคือ..."

        แน่นอน การลุ่มหลงในงานสร้างสรรค์แม้จะมีประโยชน์บ้าง แต่ก็ต้องให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะพอดี อย่าหลงใหลจนเกินไป ไม่เช่นนั้นก็อาจจะกลายเป็นอุปสรรคในการพัฒนาตนเองได้เหมือนกัน 

        ลังเลสงสัย - การขาดความมั่นใจในตนเองเพราะไม่มีศรัทธาให้ยึดเหนี่ยว

        สงสัยหมายถึงความลังเลสงสัย ไม่มั่นใจ เกิดความสงสัยและปฏิเสธโดยที่ไม่มีเหตุผลหรือหลักฐานอ้างอิงเลย ความสงสัยในศาสนาพุทธไม่ได้หมายถึงความสงสัยใคร่รู้ เพราะการสงสัยใคร่รู้เป็นแรงผลักดันให้เราค้นหาสิ่งที่ยังไม่รู้และอนาคต แต่สงสัยในที่นี้คือการเชื่อตัวเองอย่างมืดบอด

        คนเราถ้าสงสัยมากไปก็จะหลงทางออกจากศรัทธาและทิศทางแห่งความเจริญได้ ในแต่ละวันที่ผ่านไปจะไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ตกหลุมแห่งความรู้สึกว่า "ชีวิตว่างเปล่าไร้ความหมาย" ดังในปัจจุบันที่สังคมเราอยู่ในกระแสของวัฒนธรรมแบบฟาสต์ฟู้ด ทำให้เราไม่มีเวลาได้ซึมซับคุณค่าทางวัฒนธรรม ไม่รู้จักเป้าหมายของชีวิต

        ในขณะที่การแข่งขันในสังคมยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เราจึงไม่มีเวลาและความสามารถพอที่จะเรียนรู้ เข้าใจ และรื่นรมย์กับชีวิต พอมีอะไรมาทำให้สับสนหรือกระทบแรง ๆ เข้า ผลกระทบอย่างเบาก็ทำให้มีปมปัญหาค้างคาในใจ อย่างหนักก็ถึงขั้นทำร้ายตัวเอง การที่ไม่มีเข็มทิศชีวิตของตัวเอง ปัญหาการขาดความศรัทธายึดเหนี่ยวของเยาวชนทุกวันนี้มีความรุนแรงอย่างมาก ดังมีคำที่พูดกันบ่อย ๆ ว่า "เรียนไปก็ไม่ได้ใช้" หรือ "ครอบครัวกาไก่ให้กำเนิดห่านหงส์ไม่ได้" สภาพเช่นนี้ทำให้เราหันหลังให้อดีต ปฏิเสธปัจจุบัน บางครั้งเราก็มีความเห็นแกว่งไปแกว่งมา บางทีเราก็แล่นไปหาอนาคตพร้อมกับหอบเอาความสงสัยใหม่ ๆ ไปด้วย

        Romain Rolland นักคิดนักเขียนชาวฝรั่งเศสมีความเห็นว่า ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดก็คือคนที่ไม่มีศรัทธาในสิ่งใดเลย ไม่ว่าประเทศชาติหรือบุคคล ถ้ามีศรัทธาก็จะสามารถก้าวไปสู่ทิศทางใดทิศทางหนึ่ง แสดงศักยภาพของตนออกมาได้ การที่จะละทิ้งความลังเลสงสัยนั้น เราต้องค้นหาสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตแต่ละช่วงเวลาให้ได้ กำหนดเป้าหมายของแต่ละช่วงให้ชัดเจน และเลือกเดินตามเส้นทางที่มีคุณค่าแก่ชีวิตตนเอง



เขียนโดย 祝卓宏 高阳
ที่มา http://foxue.qq.com/a/20170705/029328.htm

หมายเหตุ พิษ ๕ ในที่นี้แปลเอาตามตัวอักษรในภาษาจีนคือ 五毒 (อู่ตู๋) ซึ่งพอจะเทียบเคียงได้กับนิวรณ์ ๕ ของเถรวาท แต่ก็ไม่ตรงกันเสียทีเดียว ในส่วนของคำอธิบายก็พยายามแปลให้ได้ใจความที่อ่านเข้าใจได้ง่าย ไม่ได้ยึดถือตามต้นฉบับอย่างเคร่งครัดนัก

5 ก.ค. 2560

พระพุทธเจ้าเป็นครู ไม่ใช่เทพ



        คำถามคำตอบเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ และโลกทัศน์แบบศาสนาพุทธมหายาน

        ถาม - พระพุทธเจ้าเป็นเทพหรือไม่? ทำไมต้องกราบไหว้พระพุทธรูป? การจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธรูปมีความหมายอย่างไร?

        พระอาจารย์เสวเฉิง - พระพุทธเจ้าไม่ใช่เทพ แต่เป็นครู การกราบไหว้เคารพด้วยวิธีการต่าง ๆ ไม่ใช่การอ้อนวอน แต่มีความหมายที่ลึกซึ้ง คือการเคารพพระพุทธเจ้า คือการลดทิฐิมานะในตัวตนของเรา การจุดธูปเทียนก็เพื่อแสดงออกถึงความเคารพที่มาจากใจ เป็นการเตือนตัวเองให้ตั้งมั่นในศีลที่บริสุทธิ์เพื่อสืบสานบำรุงพระรัตนตรัยสืบไป 

        ธรรมะของพระพุทธเจ้าปฏิเสธเทพเจ้าภายนอกที่มีฤทธิ์ครอบงำสรรพสิ่ง ชีวิตของมนุษย์สามารถกำหนดได้ด้วยตนเอง ด้วยการเรียนรู้ธรรม มนุษย์จะสามารถรู้จักและเข้าใจโลกและกฎเกณฑ์ของชีวิตได้อย่างถูกต้อง ทำให้ชีวิตของเรามีความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้น

        ถาม - พระพุทธรูปสร้างขึ้นมาจากไม้บ้าง อิฐหินดินปูนบ้าง การกราบไหว้พระพุทธรูปมีความหมายอย่างไร?

        พระอาจารย์เสวเฉิง - พระพุทธรูปทำมาจากไม้บ้าง อิฐหินดินปูนบ้าง แต่จิตใจของมนุษย์ไม่ใช่ไม้ ไม่ใช่อิฐหินดินปูน ถ้าเราคิดว่าพระพุทธรูปเป็นไม้ มันก็เป็นแค่ไม้ ถ้าเราคิดว่ามันคือพระพุทธรูป มันก็เป็นตัวแทนของพระเมตตาและพระปัญญาอันยิ่ง การปฏิบัติธรรมคือการปฏิบัติที่ใจ ไม่ใช่การปฏิบัติภายนอก พระพุทธรูปสร้างขึ้นก็เพื่อกระตุ้นเตือนใจของเราให้ระลึกถึงเท่านั้น ก็เหมือนกับภาพถ่าย มันก็เป็นแค่กระดาษแผ่นหนึ่ง แต่ถ้าในภาพถ่ายนั้นมีภาพของญาติของเรา เมื่อเห็นภาพเราจึงเกิดความรู้สึกใกล้ชิดอบอุ่น การกราบไหว้พระพุทธรูปไม่ใช่การกราบไหว้แท่งไม้หรืออิฐหินดินปูน แต่เป็นการแสดงความเคารพนบนอบต่อ "ธรรม" ที่ถูกแทนค่าด้วยพระพุทธรูปเท่านั้น 

        ถาม - พุทธคืออะไร?

        พระอาจารย์เสวเฉิง - พุทธก็คือผู้รู้ รู้ตื่นในสัจธรรมของชีวิตในจักรวาล ดับกิเลสทั้งปวงสิ้นแล้ว ชีวิตเข้าถึงขอบเขตที่เจริญด้วยคุณความดีอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว พระองค์ได้แบ่งปันเผยแพร่ความรู้อันยิ่งนี้ รวมทั้งวิธีปฏิบัติฝึกฝนเพื่อให้บรรลุถึงความรู้นี้แก่ผู้อื่น ซึ่งก็คือพระธรรม ให้ทุกคนสามารถบรรลุความเป็นพุทธได้โดยการเดินในเส้นทางสายนี้

        ถาม - พระพุทธเจ้ากับเทพเจ้าต่างกันอย่างไร?

        พระอาจารย์เสวเฉิง - คนทั่วไปเข้าใจความหมายของคำว่า "เทพเจ้า" ว่าสามารถดลบันดาลได้ทุกสิ่ง สามารถครอบงำและกำหนดควบคุมทุกอย่าง ในขณะที่พระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่รู้ทุกสิ่ง แต่ไม่สามารถดลบันดาลได้ทุกสิ่ง พระพุทธเจ้าไม่สามารถกำหนดตัดสินชีวิตคนได้ พระองค์เพียงแต่ตรัสรู้ความจริงของจักรวาลเท่านั้น และเปิดเผยแก่คนบนโลก ขอเพียงแต่เรายอมรับและเดินตามเส้นทางที่พระองค์บอกไว้ เราทุกคนก็จะสามารถบรรลุความเป็นพุทธได้เช่นกัน

        ถาม - ทำไมจึงต้องบรรลุเป็นพุทธ ต้องตั้งจิตอย่างไรจึงจะได้บรรลุเป็นพุทธ?

        พระอาจารย์เสวเฉิง - พุทธแปลว่าการตื่นรู้ ตื่นรู้ทุกสิ่งในโลก รู้ความจริงของชีวิต ทำให้สามารถหลุดพ้นจากกิเลสได้สิ้น พัฒนาขึ้นเป็นมนุษย์ที่ประเสริฐอย่างสมบูรณ์แบบ เข้าถึงความเป็นอิสระอย่างยิ่ง เป็นคุณค่าอันสูงสุดของความเป็นมนุษย์

        ตัวอย่างเช่น เด็กคนหนึ่ง พ่อแม่จะสอนให้มีเป้าหมายของชีวิตตั้งแต่เล็ก เช่น "โตขึ้นจะเป็นนักวิทยาศาสตร์" ไม่ได้แปลว่าเขาจะมีคุณสมบัติของการเป็นนักวิทยาศาสตร์ในทันที เขาต้องเริ่มต้นเรียนรู้ตั้งแต่การอ่านเขียน แล้วค่อย ๆ พัฒนาเติบโตขึ้น การบรรลุเป็นพุทธก็เหมือนกัน เป็นปณิธานอันสูงยิ่ง ต้องใช้เวลาในการปฏิบัติฝึกฝนอย่างยาวนาน การบรรลุไม่ใช่เพื่อการมีชีวิตที่เป็นอมตะ แต่เพื่อทำให้ชีวิตของตนเองเจริญถึงความสมบูรณ์อันสูงสุด จิตใจกว้างขวางอย่างถึงที่สุด เมื่อพัฒนามาถึงจุดนี้แล้ว จะสลายความคิดที่แบ่งแยกเราเขาได้อย่างหมดสิ้น สามารถทำหน้าที่ให้ประโยชน์ให้แก่สรรพสัตว์ได้อย่างไร้ขอบเขต อนึ่ง ลัทธิขงจื๊อสอนให้คนมีปณิธานเพื่อเป็นวิญญูชน ฝึกฝนตนเองเพื่อดูแลครอบครัว ปกครองประเทศ และสร้างสันติสุขให้แก่โลก เป้าหมายนี้มีส่วนที่เหมือนกันกับศาสนาพุทธ ที่สอนให้บรรลุเป็นพุทธเพื่อประโยชน์แก่สัตว์โลกทั้งปวง ต่างก็ฝีกฝนปฏิบัติพัฒนาตนเองก็เพื่อปรับปรุงและเพิ่มพูนประโยชน์สุขของผู้คนให้เจริญขึ้น

        ถาม - บรรลุพุทธแล้วจะมีสภาวะอย่างไร?

        พระอาจารย์เสวเฉิง - การบรรลุพุทธเป็นสภาวะที่ปุถุชนไม่สามารถจะคิดนึกเอาได้ว่าเป็นอย่างไร การบรรลุคือการดับกิเลสโดยสิ้นเชิง ดับทุกข์ มีทั้งเมตตาและปัญญาอย่างสมบูรณ์ ถึงยิ่งแล้วด้วยความบริสุทธิ์ ความสงบ ความยินดี ความเป็นอิสระ และความไม่เกรงกลัวใด ๆ 

        ถาม - ปัญญาของพุทธแสดงออกอย่างไร

        พระอาจารย์เสวเฉิง - คือการรู้แจ้งถึงเหตุปัจจัยทั้งหมดของสรรพสิ่ง ไม่ถูกสภาวะใด ๆ ผูกมัด จงอ่านในคัมภีร์พุทธธรรมให้มาก จะได้พบเห็นปัญญาของพระพุทธเจ้าอยู่เนือง ๆ 

        ถาม - การบรรลุเป็นพุทธกับการหลุดพ้นต่างกันอย่างไร?

        พระอาจารย์เสวเฉิง - การบรรลุเป็นพุทธมีเป้าหมายคือการช่วยสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ ไม่ใช่การพ้นทุกข์เฉพาะตน จะต้องช่วยเหลือสัตว์ทั้งหลายให้พ้นทุกข์ด้วย ส่วนการหลุดพ้นคือการออกจากการเวียนตายเวียนเกิดในภพทั้ง ๖ ถ้าต้องการเพียงการหลุดพ้นเฉพาะตน ให้ละความยึดในตัวตนก็พอแล้ว แต่หากต้องการบรรลุเป็นพุทธ ต้องบำเพ็ญบารมีอย่างยิ่งยวดด้วย

        ถาม - ทำไมจึงต้องสนับสนุนและบำรุงพุทธ พุทธกับคนธรรมดาต่างกันอย่างไร?

        พระอาจารย์เสวเฉิง - การสนับสนุนบำรุงนี้ไม่ใช่ความต้องการของพระโพธิสัตว์ แต่เป็นความจำเป็นของสัตว์โลก สัตว์โลกมักจะคิดถึงตัวของตัวเองอยู่เสมอ มีความโลภอยากได้ในสิ่งที่รักที่ชอบทั้งหลาย ด้วยการเสียสละและบำรุงพุทธจะสามารถล้างจิตที่ขี้โลภของตนได้ เป็นเครื่องมือของการปฏิบัติธรรม ศีลข้อต่าง ๆ ที่บัญญัติขึ้นก็เหมือนกัน กำหนดขึ้นก็เพื่อช่วยให้เราหลุดออกจากโคลนตมแห่งกิเลสทั้งห้าได้ อาศัยความบริสุทธิ์จากภายนอกมาชำระล้างกิเลสในจิตของเรา ความแตกต่างระหว่างพุทธกับคนธรรมดาอยู่ที่จิต ไม่ได้อยู่ที่รูปลักษณ์

        ถาม - พุทธคืออะไร? ธรรมคืออะไร? พุทธธรรมคืออะไร?

        พระอาจารย์เสวเฉิง - พุทธคือผู้ที่ตื่นรู้ ธรรมคือการปฏิบัติเพื่อการตื่นรู้ พุทธธรรมแบ่งเป็นสองอย่างคือพุทธวจนะกับสาวกธรรม พุทธวจนะคือคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ได้ปฏิบัติเองจนตรัสรู้ รวมทั้งประสบการณ์ชีวิตของพระพุทธองค์ด้วย ส่วนสาวกธรรมคือประสบการณ์จริงที่มีผู้ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าแล้วได้รับผลจริงเป็นของตนเอง

        ถาม - พระรัตนตรัยคืออะไร มีความสัมพันธ์กันอย่างไร?

        พระอาจารย์เสวเฉิง - พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คือพระรัตนตรัย เหตุที่เรียกว่ารัตนะเพราะสิ่งเหล่านี้อุบัติขึ้นเป็นสิ่งมีค่าที่หาได้ยาก เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์โลกอย่างยิ่ง ขอเพียงเราปฏิบัติตาม ก็จะเป็นสมบัติติดตัวไป ตกน้ำตกไฟก็ไม่สูญสลาย โจรก็ปล้นเอาไปไม่ได้ แม้ตายไปแล้วก็ยังไม่มีใครเอาไปจากเราได้ เป็นสมบัติส่วนตัวที่จะมีใช้ไปได้หลายชาติไม่มีหมด สมบัติแก้วแหวนเงินทองในทางโลกไม่สามารถจะเทียบได้เลย

         สามสิ่งนี้มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน พุทธรัตนะคือบุคคลที่ปฏิบัติจนถึงความสมบูรณ์ด้วยคุณบารมีและปัญญาแล้ว แสดงธรรมที่ปฏิบัติจนสำเร็จแล้วด้วยตนเองแก่โลก ซึ่งก็คือธรรมรัตนะ ส่วนสังฆรัตนะคือผู้ที่เดินตามรอยพระพุทธเจ้า ปฏิบัติตามธรรมของพระพุทธเจ้า และช่วยเหลือสัตว์โลกในการปฏิบัติตามธรรมของพระพุทธเจ้า

         ถาม - ทำไมจึงมีฆราวาสที่นับถือเพียงสองรัตนะ?

        พระอาจารย์เสวเฉิง - เหตุที่เกิดมีฆราวาสนับถือสองรัตนะ ส่วนใหญ่เกิดจากคนที่ไม่เห็นกิเลสในตัวเอง มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวเอง มองเห็นพฤติกรรมของหมู่สงฆ์เพียงด้านเดียวอย่างมีอคติ จึงเกิดความเข้าใจผิดหรือถึงขั้นตำหนิว่าร้าย ถือว่าเป็นการเห็นผิดอย่างร้ายแรง

        ถาม - หัวใจของพระธรรมคืออะไร?

        พระอาจารย์เสวเฉิง - หัวใจของพระธรรมคือเมตตาและปัญญา

        ถาม - โลกทัศน์ของศาสนาพุทธเป็นอย่างไร?

        พระอาจารย์เสวเฉิง - ในจักรวาลไม่มีสิ่งใดที่เป็นอยู่อย่างอิสระโดด ๆ วัตถุหรือปรากฏการณ์ทั้งหลายดูเผิน ๆ เหมือนว่าเป็นอิสระโดยตัวมันเอง แต่ภายในล้วนอิงอาศัยกันและกันอย่างมากมายและสลับซับซ้อน ในฐานะคน ๆ หนึ่ง ไม่มีพฤติกรรมใดเลยที่จะไม่มีอิทธิพลต่อผู้อื่น ในขณะเดียวกัน สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นเหตุปัจจัยอันซับซ้อนในจักรวาลก็มีอิทธิพลต่อตัวเราด้วย ดังนั้น เราจึงต้องสนใจพฤติกรรมทั้งของตนเองและผู้อื่น สนใจอิทธิพลและความสัมพันธ์ของเรากับสังคมและธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ควบคุมพฤติกรรมของตนเอง พยายามปฏิบัติตนในทิศทางที่เป็นกุศล นี่คือโลกทัศน์ของศาสนาพุทธที่เห็นสรรพสิ่งเกิดจากความว่าง สรรพสิ่งคือองค์รวมหนึ่งเดียว และมีสภาพเป็นอยู่อย่างประสานสอดคล้องกัน กายและจิตไม่เป็นสอง เราและเขาไม่เป็นสอง มีชีวทัศน์และโลกทัศน์ที่ถือเอาความเมตตาและปัญญาเป็นแก่นแกนสำคัญ


ตอบคำถามโดย 学诚法师 (พระอาจารย์เสวเฉิง)
ที่มา http://rufodao.qq.com/a/20170605/024822.htm

หมายเหตุ แปลเอาความเท่าที่ผู้แปลมีภูมิเท่านั้น อาจไม่ตรงความหมายในทางมหายานทั้งหมด แต่ประเด็นหลักที่นำมาแปลคือการยืนยันว่าพระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์ และศาสนาพุทธเป็นอเทวนิยม นอกจากนี้ แนวคิดของมหายานจะเน้นถึงความเป็นโพธิสัตว์ที่มุ่งช่วยเหลือสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ และทุกคนสามารถบรรลุความเป็นพุทธเหมือนพระพุทธเจ้าได้ 

3 ก.ค. 2560

กรรมไม่สามารถลบล้างให้เกลี้ยงได้ แต่กิเลสล้างได้



        วิบากกรรมที่เราทำมาในอดีตนั้นมีมากมายนับไม่ถ้วน ตั้งแต่ชาติปางก่อน ๆ เป็นร้อยเป็นพันชาติหาจุดเริ่มต้นไม่ได้ จะล้างให้หมดได้อย่างไรกัน เธอต้องออกจากภพชาติให้ได้เท่านั้น อย่างเช่นพระอรหันต์เจ้า ท่านดับภพจบชาติได้แล้ว ไม่ได้หมายความว่าท่านลบล้างวิบากกรรมได้หมด เพราะวิบากกรรมนั้นอย่างไรก็ล้างไม่หมดแน่นอน

        ในลัทธินอกศาสนาพุทธทั้งหกในอินเดียมีบางลัทธิที่ปฏิบัติด้วยการทรมานตน บำเพ็ญทุกรกิริยา พวกเขาก็รู้ดีว่าวิบากกรรมในอดีตนั้นมีมากมาย ต้องได้รับทุกข์แน่นอน พวกเขาจึงคิดไปว่าจะล้างวิบากเหล่านั้นให้หมดไป จึงทรมานตนเองอย่างเอาเป็นเอาตายทีเดียว เป็นการปฏิบัติด้วยการทำให้ตนเองต้องรับทุกข์ โดยคิดเอาว่าเมื่อได้รับทุกข์จนหมดสิ้นแล้วก็จะหลุดพ้น ก็จะบรรลุธรรม

        วิธีนี้เป็นวิธีการที่โง่เขลามากของคนไร้ปัญญา เพราะแม้แต่ตอนที่ท่านทรมานตนเองอยู่นั้นก็ได้สร้างวิบากกรรมใหม่อยู่ตลอดเวลา

        โดยเฉพาะมโนกรรม เกิดเป็นวิบากอยู่อย่างต่อเนื่องทีเดียว อีกทั้งกายกรรม วจีกรรมก็ด้วย วิบากกรรมอันเกิดแต่อดีตตั้งแต่ชาติก่อน ๆ นับไม่ถ้วน หาจุดเริ่มต้นไม่ได้ มีมากมายคณานับ จะล้างให้หมดสิ้นได้อย่างไร

        มีแต่ต้องล้างกิเลสให้สิ้นเกลี้ยงเท่านั้น เมื่อไม่มีกิเลสไปหล่อเลี้ยงเมล็ดพันธุ์ของวิบากกรรมเหล่านั้นแล้ว วิบากกรรมก็จะแห้งเฉาตายไปเอง จะไม่งอกขึ้นมาอีก ข้อนี้มีกล่าวไว้ในคัมภีร์ 俱舍 อย่างชัดเจน

        ดังนั้น การหลุดพ้นจากการเกิดการตายก็คือการดับกิเลสทั้งปวง ส่วนวิบากกรรมนั้นล้างไม่หมดหรอก เหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าต้องหลีกห่างจากเหตุแห่งทุกข์ทั้งสิ้น ซึ่งก็คือตัดกิเลสให้ขาดสิ้นทั้งหมดนั่นเอง


เขียนโดย 智敏上师
ที่มา http://foxue.qq.com/a/20170629/014515.htm

23 มิ.ย. 2560

เหตุใดเราจึงควรฝึกกินอย่างพระบ้าง



        ในประเทศจีน แม้ว่าศาสนาพุทธจะเป็นศาสนาที่มีคนนับถือไม่มากนัก แต่ความรู้เรื่องอาหารการกินในศาสนาพุทธก็เป็นเรื่องน่าศึกษาเรียนรู้ อย่างเช่น การปฏิบัติที่เรียกว่า "ไม่กินอาหารหลังเที่ยง" และ "การกินอาหารมังสวิรัติ" เป็นต้น

        การไม่กินอาหารหลังเที่ยงหรือไม่กินอาหารนอกเวลาที่กำหนด ตามพระวินัยกำหนดให้ภิกษุฉันอาหารภายในกำหนดเวลา คือตั้งแต่รุ่งเช้าจนถึงเที่ยง การฉันอาหารหลังเวลาเที่ยงวันถือว่าฉันอาหารนอกเวลาที่กำหนด ผิดข้อบัญญัติตามพระวินัย ในพระคัมภีร์มีคำอธิบายถึงสาเหตุของการตั้งบัญญัติข้อนี้ไว้หลายแห่ง ตัวอย่างเช่น ในสมัยก่อนมีภิกษุบางรูปออกบิณฑบาตยามค่ำ ในความมืดมีหญิงตั้งครรภ์คิดว่าภิกษุนั้นเป็นผีจึงตกใจกลัวจนแท้งลูก พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติห้ามบิณฑบาตยามค่ำ

        อีกเหตุผลหนึ่งที่อ้างกันมาก็คือ ในศาสนาพุทธเวลาก่อนเที่ยงเป็นเวลาถวายอาหารสำหรับพระ เวลาหลังเที่ยงเป็นเวลาให้อาหารสำหรับผี ดังนั้น ในกลุ่มประเทศอาเซียน ภิกษุในศาสนาพุทธจะฉันอาหารเพียงสองมื้อ คือหลังลุกจากที่นอนหนึ่งมื้อและเวลาเที่ยงวันอีกหนึ่งมื้อ พ้นจากเที่ยงวันไปแล้วจะไม่ฉันอาหารอีก แต่ในประเทศจีน พระในวัดพุทธที่อยู่ในเขตของวัฒนธรรมชาวฮั่น นอกจากต้องท่องสวดธรรมบทแล้วยังต้องทำการเพาะปลูกด้วย จึงยังจำเป็นต้องฉันอาหารเล็กน้อยในยามค่ำ แต่อาหารมื้อนี้ถูกเรียกว่า "อาหารโอสถ" (药食) ความหมายของชื่อนี้เป็นการเตือนสติภิกษุว่าไม่ควรมีกิเลสในอาหาร มื้อค่ำนี้จึงเป็นการกินเพียงเพื่อเป็นยาประทังความหิวเท่านั้น อย่างไรก็ตาม มีวัดหลายแห่งก็ถือปฏิบัติไม่ฉันอาหารหลังเที่ยงเช่นกัน ส่วนชาวพุทธที่เป็นฆราวาส หากถือศีลแปด อย่างน้อยในแต่ละเดือนต้องถือปฏิบัติไม่กินอาหารหลังเที่ยงสักหนึ่งวัน

        อันที่จริง การกินอาหารวันละสามมื้อของคนทั่วไปนั้นเป็นเพียงความเคยชินเท่านั้น ถ้าเราเริ่มปฏิบัติกินสองมื้อแล้ว อาจจะรู้สึกลำบากอยู่บ้าง แต่เมื่อปฏิบัติไปได้ระยะหนึ่ง ทั้งร่างกายและความรู้สึกก็จะค่อย ๆ ปรับตัวได้เอง ถึงตอนนั้นก็จะไม่ค่อยรู้สึกหิวแล้ว ไม่เพียงเท่านั้น ในทางการแพทย์ การกินอาหารน้อยและอดอาหารเป็นเวลาสั้น ๆ จะเป็นผลดีต่อสุขภาพ ทั้งนี้เพราะสมองซึ่งเป็นอวัยวะที่ทำงานมากที่สุดในระบบเผาผลาญพลังงาน ระดับการเผาผลาญออกซิเจนที่สมองเท่ากับร้อยละ 20 ของทั้งร่างกาย ดังนั้น ถ้าเรากินอาหารมากเกินไป ออกซิเจนจำนวนมากก็จะถูกดึงไปใช้ในการย่อยอาหารในกระเพาะ จนกระทั่งออกซิเจนที่ไปเลี้ยงสมองมีไม่เพียงพอ ก็จะเกิดอาการง่วงเหงาหาวนอน 

        เรื่องนี้ แม้ขงจื๊อยังได้กล่าวไว้ในคัมภีร์ The Analects (论语) ว่า "กินอาหารขออย่าให้ถึงขั้นอิ่ม" หรือจวงจื๊อก็กล่าวว่า "ลดอาหารเพื่อถนอมกระเพาะ เพิ่มการอ่านเพื่อหล่อเลี้ยงความกล้าหาญ" และในคัมภีร์หวงตี้เน่ยจิง (黄帝内经) ซึ่งเป็นตำราการแพทย์แผนจีนเล่มแรกมีบันทึกไว้ว่า กินอาหารมากไปจะทำให้กระเพาะและสำไส้เสื่อม หรือกินอาหารต้องรู้จักประมาณ ที่สำคัญคืออย่ากินให้มากเกินไป 

        นอกจากนี้ ในลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ของคนเราจะมีกากอาหารและแบคทีเรียอยู่มาก ถ้าเราไม่กินอาหารเป็นเวลาสิบกว่าชั่วโมง สิ่งสกปรกและเชื้อโรคต่าง ๆ ก็จะถูกขับออกไปได้ง่าย ร่างกายก็จะไม่ป่วยง่าย ในทางกลับกัน หากเรากินอาหารมากเกินไป จะกลายเป็นการเพิ่มภาระให้กับระบบการย่อยและการเผาผลาญ ทำให้กระเพาะลำไส้ หัวใจ ตับและถุงน้ำดีไม่ได้หยุดพัก เกิดผลกระทบไม่ดีต่อสุขภาพ ดังนั้น สำหรับชาวพุทธที่เป็นฆราวาสหรือแม้แต่ผู้ที่ไม่ได้เป็นชาวพุทธก็ตาม อาจจะไม่จำเป็นต้องลดหรืองดอาหารอย่างพระ แต่การลองฝึกไม่กินอาหารหลังเวลาเที่ยงหรือกินให้น้อย ก็จะมีส่วนช่วยให้สุขภาพดีขึ้นแน่ ๆ

        อีกเรื่องหนึ่งคือการกินอาหารมังสวิรัติ ซึ่งเป็นการกินอาหารรูปแบบหนึ่งที่จะไม่กินเนื้อสัตว์ ไม่ว่าสัตว์บก สัตว์ปีก สัตว์น้ำ หรือสัตว์ทุกชนิด ทั้งนี้เพราะพระพุทธเจ้าสอนให้มีใจเมตตาต่อสัตว์ทั้งปวง บัญญัติศีลข้อห้ามการฆ่าขึ้นมาเพื่อปกป้องชีวิตสัตว์ทั้งสิ้น ละเว้นการฆ่าก็คือการปฏิบัติจิตเพื่อเข้าสู่ความเมตตา ศาสนาพุทธจึงสนับสนุนการกินมังสวิรัติ

        ในสังคมปัจจุบัน คนสมัยนี้หันมากินอาหารมังสวิรัติกันมากขึ้นเรื่อย ๆ คนที่เป็นชาวมังสวิรัติรุ่นใหม่ก็มีแนวโน้มที่มีอายุน้อยลง มังสวิรัติไม่ใช่แค่เรื่องของศาสนาอีกต่อไป นักมังสวิรัติจำนวนมากก็ไม่ได้มีความรู้สึกว่าได้บรรลุธรรมขั้นสูงแต่อย่างใด พวกเขาเลือกที่จะกินอาหารมังสวิรัติก็เป็นการเลือกรูปแบบของการกินอาหารอย่างหนึ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เคารพชีวิตสัตว์อื่น รักษาสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับกฎธรรมชาติ ดังนั้น การกินอาหารมังสวิรัติจึงค่อย ๆ กลายเป็นเทรนด์อย่างหนึ่งในสังคมสมัยใหม่นี้ 

เขียนโดย 广行法师
ที่มา http://rufodao.qq.com/a/20170316/031845.htm

ทำไมผมจึงเลิกกินเนื้อสัตว์

        วันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๘ เวลาประมาณบ่ายโมง ผมกุมมือแม่อยู่ข้างเตียงคนไข้ในโรงพยาบาล พร่ำพูดที่ข้างหูของแม่ว่าให้นึกถึงความดี...